‘ปฏิบัติการเสริมพลัง’ รับมือโลกร้อนทางออกวิกฤตที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม

เป็นที่แน่ชัดว่า “มนุษย์”  คือต้นตอหลักของปัญหาโลกร้อน จึงจำเป็นต้องสร้างความตระหนักด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยุติสาเหตุและหาทางรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น

สภาวะโลกร้อนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมี 2 รูปแบบ

  1. สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ (Extreme Weather Event) เป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์แบบฉับพลัน เช่น ภัยพิบัติน้ำท่วม หรือภัยแล้ง ที่เกิดจากคลื่นความร้อน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้น และสิ้นสุดในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ สามารถประเมินผลกระทบและบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง
  2. เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow Onset Event) เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่จะค่อย ๆ เกิดขึ้นและสั่งสมไปเรื่อย ๆ ถือเป็นภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนที่น่ากลัวมากที่สุด เพราะก่อตัวและสร้างผลกระทบอย่างช้า ๆ ซึ่งแนวทางในการรับมือมีเพียง 2 วิธี คือ การปรับตัวและการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะไม่อาจหยุดยั้งปรากฎการณ์ดังกล่าวได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมส่งผลในระยะยาว และความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับไปอย่างเดิมได้อีก

ตัวอย่าง เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำแข็งขั้วโลกเริ่มละลาย ระดับน้ำในทะเลเพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทะเลทราย สภาพดินที่เปลี่ยนแปลงไป น้ำทะเลกลายเป็นกรด ความเค็มรุกล้ำพื้นที่บนบก  ฯลฯ

กล่าวโดยสรุปก็คือ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ภูเขาไปจนถึงทะเล คำถามก็คือ แล้วเราจะดำเนินการรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างไร?

กลไกที่จะช่วยจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ 1. การเพิ่มความรู้และความเข้าใจต่อแนวทางการจัดการความเสี่ยงแบบเข้มข้น 2. เสริมสร้างการสนทนา การประสานงาน การเชื่อมโยงระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง และ 3. ยกระดับการดำเนินการ และการสนับสนุน รวมถึงด้านการเงิน เทคโนโลยีและการเสริมศักยภาพ

กลไกทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อการยกระดับความเข้าใจ การดำเนินงาน และการสนับสนุนเพื่อหลีกเลี่ยง บรรเทาและจัดการกับการสูญเสียหรือความเสียหายจากผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ตามมาตรา 12ของความตกลงปารีส

ดังนั้นกลไกการทำงานต่าง ๆ ต้องทำงานต่อเนื่อง และต้องเพิ่มการจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลติดตามความเสี่ยง และความสูญเสีย เช่น บางประเทศที่ได้รับผลกระทบจนไม่มีผืนดินจะอยู่จะให้พวกเขาปรับตัวอย่างไร

สำหรับประเทศไทยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557  ได้มีมติเห็นชอบให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นหน่วยประสานงานกลางระดับประเทศ (National Focal Point) ด้านปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Action for Climate Empowerment) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ACE ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้มาตรา 6 ของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) หรือมาตรา 12 ในความตกลงปารีส (Paris Agreement)

กิจกรรม ACE มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนต่อการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีเป้าหมายให้ประชาชนมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีความพร้อมในการปรับตัวต่อผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผ่านกลไก 6 ด้านที่ต้องประสานหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย การศึกษา การฝึกอบรม การสร้างจิตสำนึก การเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

โดยในปี พ.ศ. 2561 จึงได้มีการจัดทำแผนที่นำทางการเสริมพลังความร่วมมือและเสริมสร้างศักยภาพในเชิงรุกรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการประชุมและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานในประเทศมากกว่า 40 หน่วยงาน โดยแบ่งแผนที่นำทางฯ เป็น 3 ระยะ

1) ระยะเตรียมความพร้อม (พ.ศ. 2562-2563) ครอบคลุมการจัดทำแผนปฏิบัติการ ACE ที่เป็นแผนบูรณาการระดับชาติของภาคส่วนต่าง ๆ และชุดข้อมูลการสื่อสารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนแต่ละกลุ่ม

รวมถึงการจัดทำหลักสูตรการศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาในระบบและการฝึกอบรมที่จัดขึ้นโดยภาคส่วนต่าง ๆ

2) ระยะปฏิบัติการและขยายผล (พ.ศ. 2564-2568) ครอบคลุมการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ทันสมัยและเข้าสู่ระบบการศึกษาปกติ พัฒนาศักยภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change agent) ให้เกิดความเข้มแข็งและครอบคลุมในทุกระดับและทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

รวมทั้งเสริมศักยภาพการจัดการความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี (Best practice) ด้านการรุกรับปรับตัวในระดับเมืองและท้องถิ่น พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลงานด้าน ACE ที่มีประสิทธิภาพ

และ 3) ระยะสู่ความยั่งยืน (พ.ศ. 2569-2571) มุ่งเป้าให้ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Climate literacy)และมีกลไกการดำเนินงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น การดำเนินงานด้านการเสริมศักยภาพและเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือได้ว่าเป็นร่มใหญ่ของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ที่มีผลต่อความอยู่รอดของโลกในศตวรรษนี้ เพราะผลกระทบจากประเด็นสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อมแต่ละประเด็นล้วนส่งผลกลับมาถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยกันทั้งสิ้น

การดำเนินงานด้าน ACE จึงต้องเชื่อมโยงการดำเนินงานกับประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยต้องเชื่อมโยง 6 องค์ประกอบของ ACE เข้าสู่การดำเนินงานด้านการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การจัดการเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน รวมไปจนถึงการตั้งรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กิจกรรม ACE  จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างการรับรู้ให้เกิดจิตสำนึก การส่งเสริมการมีส่วนร่วม และการเสริมสร้างศักยภาพในการ “ลด” และ “ปรับตัว” ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะหากมัวรอช้าและไม่ช่วยกัน “หยุดภาวะโลกร้อน” ปัญหาจะไม่ตกอยู่แค่ประเทศไทย แต่หายนะของโลกจะมาถึงรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

Related posts

ทส.ปรับ ‘มาตรฐานน้ำทิ้ง’ สัตว์น้ำทะเล แก้ปมมลพิษ ดันส่งออกโตยั่งยืน

พาณิชย์เคาะนำเข้า ‘ข้าวโพดปี 69’ ต้องปลอดการเผา สกัดฝุ่น PM2.5

ครม. ดันไทยสู่ Net Zero ลุย CCS อ่าวไทย-อัดฉีด SME Green 30 ล้าน