กรีนพีซไทยทุบโต๊ะ 10 เหตุผล การกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล ได้ไม่คุ้มเสีย

นักกิจกรรมกรีนพีซ บนเรือยาง กางป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “Fossil Gas = Climate Crisis” หรือ “ก๊าซฟอสซิล = วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ด้านหน้าแท่นขุดเจาะก๊าซฟอสซิล โครงการแหล่งอาทิตย์ ในอ่าวไทย โดยบริษัท ป.ต.ท. สผ.

ปี ​​2566 บริษัทและรัฐบาลต่างๆ ประกาศโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลมากกว่า 50 โครงการทั่วโลก หากทำได้เท่ากับจะมีปริมาณคาร์บอน 450 ล้านตัน ถูกอัดเข้าไปใต้ทะเลทุกๆ ปี และจะเกิดความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดา

เขียนโดย – ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย

ท่ามกลางวิกฤตโลกเดือดที่ท้าทายมนุษยชาติ เราจะได้ยินเรื่อง ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) และการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ (net zero) ที่อ้างว่าเป็นทางออกมากขึ้นเรื่อยๆ อีกประเด็นที่มาแรงแซงทางโค้งนอกจาก “ป่าคาร์บอน” แล้ว ก็คือการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage-CCS)

สิ่งเหล่านี้ที่อ้างว่าจะช่วยกอบกู้โลกเดือดนั้นถูกบรรจุในนโยบายสภาพภูมิอากาศทั้งในแผนที่นำทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Nationally Dertermined Contributions-NDCs) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้าใคร ในปี 2565 คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อผลักดันเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน (CCS Subcommittee) มีการเปิดตัวแผนแม่บท (the CCS Master Plan) ต่อมาในปี 2566 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจัดประชาพิจารณ์แก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (Petroleum Law Amendment) เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงาน CCS แต่ยังไม่กำหนดเวลาบังคับใช้

แต่เมื่อเราสืบค้นข้อมูลอย่างละเอียดลึกซึ้งในเรื่องนี้ การรู้เท่าทันเป็นสิ่งจำเป็น ก่อนที่จะตกเข้าไปใน “กลลวง” ของอุตสาหกรรมฟอสซิลซึ่งมีอิทธิพลสูงในการโน้มน้าวทิศทางนโยบายของรัฐ มีเหตุผลอย่างน้อย 10 ประการต่อไปนี้ที่ชี้ว่าการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไม่สมควรไปต่อ

1) ได้ไม่คุ้มเสีย
โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนถูกผลักดันในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน จนถึงปี ​​2566 บริษัทและรัฐบาลต่างๆ ประกาศโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) แห่งใหม่มากกว่า 50 โครงการทั่วโลก หากทำได้ทั้งหมด จะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 450 ล้านตัน ถูกอัดเข้าไปใต้ทะเล/มหาสมุทรทุกๆ ปี (ประมาณ 200 เท่าทุกปีเมื่อเทียบกับระดับปัจจุบัน) แต่ปริมาณดังกล่าวก็คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.5 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งโลกในแต่ละปีเท่านั้น

2) ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดา
โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) หลายโครงการออกแบบให้ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมตามพื้นที่ต่างๆ และนำมารวมกันเพื่ออัดเข้าไป ณ แหล่งกักเก็บรวมใต้ทะเลนั้นเป็นแนวทางที่ไม่มีการทดสอบมาก่อน ก่อให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัย ปัญหาทางเทคนิค และความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้โครงการไปต่อไม่ได้ ทั้งโลกมีตัวอย่างเรื่องนี้เพียง 2 กรณีในนอร์เวย์ ขนาดว่ามีการออกแบบ CCS ไม่ซับซ้อนและมีขนาดเล็ก ก็ยังเจอปัญหาที่คาดเดาไม่ได้

3) ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น
ฉากหน้าคือการดักจับและกักเก็บคาร์บอน แต่ฉากหลังคือการขยายการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) จะมาพร้อมกับโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลโครงการใหม่ เช่น การผลิตไฮโดรเจนจากฟอสซิล เป็นต้น นอกจากนี้ อุตสาหกรรมฟอสซิลยังใช้เทคโนโลยี CCS มาเป็นข้ออ้างในการขุดเจาะแหล่งน้ำมันและก๊าซแห่งใหม่ที่มีคาร์บอนเข้มข้น

4) การกักเก็บคาร์บอนใต้พื้นผิวโลกอาจทำให้น้ำใต้ดินปนเปื้อน
เกิดแผ่นดินไหว และเข้าแทนที่แหล่งน้ำเค็มซึ่งอาจเกิดความเป็นพิษ เราจะเผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้ในวงกว้างจากโครงการ CCS ที่จะมีขึ้น ขนาดของโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) จะสร้างความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการจัดการแรงดันในแหล่งกักเก็บคาร์บอนและการตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในส่วนลึกของมหาสมุทร ต้องมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่อส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง เรือขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางเรือและระบบราง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน สุขภาพ และความปลอดภัยเพิ่มเติมจากการขนส่ง การรั่วไหล และการแตกร้าวของท่อขนส่ง

5) โครงการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการรั่วไหลมากที่สุด
ความเสี่ยงหลักของการรั่วไหลมาจากปฏิกิริยาของของคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดเข้าไปในหลุมน้ำมันและก๊าซ การพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) กลับเป็นพื้นที่เดียวกับแหล่งที่มีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซอย่างเข้มข้นมายาวนาน เช่น อ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกา และทะเลเหนือของยุโรป ซึ่งมีหลุมน้ำมันและก๊าซฟอสซิลที่เลิกใช้แล้วจำนวนมาก

6) ทะเลและมหาสมุทรของโลกจะยิ่งวิกฤตมากขึ้น
การผลักดันโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) อยู่บนแนวคิดแบบเดียวกับที่ทำให้ทะเลและมหาสมุทรตกอยู่ในภาวะวิกฤตในปัจจุบัน นั่นคือ ทะเลและมหาสมุทรเป็นแหล่งทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัดในการแสวงหาผลประโยชน์ และเป็นแหล่งกักเก็บของเสียของมนุษยชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กิจกรรมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งที่มีอยู่เดิมสร้างผลกระทบต่อทะเลและมหาสมุทรจากการที่มีการรั่วไหลตามท่อส่งบ่อยครั้ง

ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่เลิกใช้งานแล้วมักจะถูกปล่อยทิ้งไว้ที่พื้นทะเลโดยไม่ได้รับการตรวจสอบ ความล้มเหลวของอุตสาหกรรมและหน่วยงานกำกับดูแลในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่งนี้ ทำให้เกิดคำถามต่อความสามารถในการจัดการโครงข่ายอุปกรณ์ใต้ทะเลทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) ได้อย่างปลอดภัย การรั่วไหลและอุบัติเหตุอื่นๆ อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ละเอียดอ่อน และทำให้น้ำทะเลโดยรอบมีความเป็นกรดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดวิกฤตความเป็นกรดในมหาสมุทร

7) มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เงินอุดหนุนจากภาษีประชาชน
เทคโนโลยี CCS มีต้นทุนสูง และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งใช้งานก็สูงขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องการการอุดหนุนโดยใช้งบประมาณจากสาธารณะ เพื่อจ่ายให้กับผู้ก่อมลพิษเพื่อฝังมลพิษบางส่วนอย่างมีประสิทธิผล แทนที่จะกำหนดให้พวกเขาหยุดสร้างมลพิษตั้งแต่แรก ค่าใช้จ่ายที่สูงส่วนใหญ่ของ CCS ตกเป็นภาระของสาธารณะ ผ่านทางเครดิตภาษี การค้ำประกันเงินกู้ และการจัดหาเงินทุนรูปแบบอื่นๆ รัฐบาลทุ่มเงินหลายพันล้านให้กับการวิจัยและพัฒนา และเงินอุดหนุนอื่นๆ

ในกรณีโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย ปตท.สผ. (PTTEP) ตั้งเป้าดักจับและกักเก็บคาร์บอน 700,000-1,000,000 ตันต่อปี ภายใต้แผน net zero ของไทย ประมาณว่าจะใช้ทั้ง CCS และ BECCS ดักจับและกักเก็บคาร์บอน 61.3 ล้านตันภายในปี 2608 เมื่อคำนวณต้นทุนที่ 100-200 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวนี้จะใช้เงินลงทุนมหาศาลประมาณ 200,000-400,000 ล้านบาท

8) ความไม่เป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ
ระบอบกฎหมายมีขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินของโครงการ Offshore CCS ทั้งที่จริง กฎหมายและข้อบังคับในประเทศและระหว่างประเทศที่มีอยู่จะต้องได้รับการตีความและนำไปใช้เพื่อปกป้องมหาสมุทร ชุมชน และสภาพภูมิอากาศจากภัยคุกคามที่เกิดจากโครงการ Offshore CCS

9) ความล้มเหลวในการกำกับดูแล
กฎหมายและข้อบังคับเฉพาะของโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) ที่กำลังพัฒนาขึ้นจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงมากมายจากการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงใต้ทะเล และมีคำถามว่าด้วยการติดตามผล การจัดการ และความรับผิดในระยะยาว รัฐบาลต่างๆ จะต้องสร้างกลไกที่ให้อุตสาหกรรมฟอสซิลมีภาระรับผิด ก่อนที่งบประมาณจากภาษีประชาชนจะถูกเทไปยังโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล (Offshore CCS) และสร้างความเสียหายมากขึ้น

10) หลายโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ไม่ว่าจะโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนใต้ดิน (On Shore CCS) หรือใต้ทะเล (Offshore CCS) ก็พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวหลายครั้ง โครงการ CCS ที่เป็นโครงการนำร่องส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายตั้งไว้ หรือล้มเหลวในการดำเนินการเนื่องจากต้นทุนที่มากเกินไป อย่างเช่น โครงการ Gorgon บนเกาะ Barrow ในออสเตรเลีย บริษัทเชฟรอนซึ่งเป็นผู้ดำเนินการนั้นล้มเหลวที่จะกักเก็บคาร์บอนให้เป็นไปตามเป้าหมายอันเนื่องมาจากปัญหาการจัดการแรงดันของในระบบ

ปัญหาดังกล่าวนี้ยังเกิดขึ้นกับโครงการ Snøhvit ของบริษัท Equinor ในนอร์เวย์ซึ่งกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลซึ่งตามแผนจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ 18 ปี แต่เพียงดำเนินงานไปได้ 2 ปี ก็เกิดปัญหาแรงดันจนต้องหาหลุมปิโตรเลียมใหม่ ปัจจุบัน โครงการ CCS เชิงพาณิชย์มีเพียงไม่กี่โครงการที่ดำเนินอยู่ เช่น โครงการ Snøhvit และ Sleipner ในนอร์เวย์ ต้องเผชิญกับความท้าทายที่คาดไม่ถึงซึ่งทำให้ความเป็นไปได้และความปลอดภัยของเทคโนโลยีกลายเป็นคำถาม

ต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมและเท่าเทียมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่เป็นหายนะ และเพื่อปกป้องระบบนิเวศทางธรรมชาติ การดักจับและกักเก็บคาร์บอนทั้งใต้ดินและใต้ทะเลไม่อาจตอบโจทย์นี้ได้เลย

แหล่งข้อมูล:
Deep Trouble: The Risks of Offshore Carbon Capture and Storage (November 2023) https://www.ciel.org/wp-content/uploads/2023/11/Deep-Trouble-The-Risks-of-Offshore-Carbon-Capture-and-Storage.pdf
https://www.greenpeace.org/thailand/press/21395/press-climate-emergency-cop26/
https://insightplus.bakermckenzie.com/bm/projects/thailand-draft-amendment-to-the-petroleum-act-to-regulate-carbon-storage-business#:~:text=2514%20(1971)%20(%22Draft,in%20the%20Draft%20Petroleum%20Act.
https://www.nortonrosefulbright.com/en-th/knowledge/publications/3f25baee/global-carbon-capture-and-storage-regulations-a-driver-or-barrier-to-ccs-project-development#section9
https://ieefa.org/wp-content/%20uploads/2022/03/Gorgon-Carbon-Capture-and-Storage_The-Sting-in-%20the-Tail_April-2022.pdf
https://ieefa.org/wp-content/%20uploads/2022/03/Gorgon-Carbon-Capture-and-Storage_The-Sting-in-%20the-Tail_April-2022.pdf

หมายเหตุ– igreenstory นำบทความนี้มาจากเว็บไซต์ของกรีนพีซ ประเทศไทย โดยเขียน คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย

Related posts

ทส.ปรับ ‘มาตรฐานน้ำทิ้ง’ สัตว์น้ำทะเล แก้ปมมลพิษ ดันส่งออกโตยั่งยืน

พาณิชย์เคาะนำเข้า ‘ข้าวโพดปี 69’ ต้องปลอดการเผา สกัดฝุ่น PM2.5

ครม. ดันไทยสู่ Net Zero ลุย CCS อ่าวไทย-อัดฉีด SME Green 30 ล้าน