ในวันที่โลกไม่ได้เผชิญเพียง “โลกร้อน” แต่ก้าวเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) อย่างชัดเจน กิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการทำลายป่า กำลังเร่งให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปี 2024 โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 53,200 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย “จีน” ยังคงเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดจากขนาดเศรษฐกิจและบทบาทการเป็นโรงงานของโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก (1)
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง จีนกลับกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายสีเขียวที่ทรงอิทธิพลที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยมองเรื่องสภาพภูมิอากาศเป็นการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ไม่ใช่เพียงการทำตามพันธสัญญาโลก (2) (3)
ก้าวกระโดดสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง คือการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศเป้าหมายใหม่ปี 2035 บนเวทีการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ นับเป็นครั้งแรกที่จีนขยับจากการควบคุม “ความเข้มข้นของคาร์บอน” (Carbon Intensity) ไปสู่การกำหนด “เพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์” (Absolute Emissions Reduction Target) โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลง 7-10% จากระดับสูงสุดภายในปี 2035 (4) (5) (6)
นักวิชาการมองว่า การขยับตัวครั้งนี้คือ “ก้าวกระโดดทางจิตวิทยาครั้งใหญ่” เพราะสะท้อนการที่จีนยอมรับข้อผูกพันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจริง หลังผ่านยุคการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในหลายทศวรรษ ขณะเดียวกัน จีนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 30% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และขยายกำลังการผลิตพลังงานลมและแสงอาทิตย์เป็น 3,600 กิกะวัตต์ มากกว่าปี 2020 ถึงหกเท่า (4) (7)
ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมสีเขียว จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลก โดยเป็นประเทศที่ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากที่สุด ในปี 2024 จีนอัดฉีดเงินลงทุนกว่า 6.75 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นราวหนึ่งในสามของการลงทุนทั่วโลก ความสำเร็จสำคัญคือ การที่จีนสามารถลดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย GDP ลงได้ 48.4% ในปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2005 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย ร้อยละ 40-45 ที่จีนเคยให้คำมั่นต่อประชาคมโลกไว้ (2) (8)
ศักยภาพการผลิตขนาดใหญ่ของจีนยังช่วยลดต้นทุนพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมที่มีราคาลดลงกว่า 60-80% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ในภาคการขนส่ง จีนครองแชมป์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ปัจจุบันมีรถ EV บนท้องถนนมากกว่า 31.4 ล้านคัน และตั้งเป้าให้รถยนต์พลังงานใหม่เป็นกระแสหลักของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดภายในปี 2035 (7) (10)
อีกหนึ่งมิติที่สำคัญคือ การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมสีเขียวและการสร้างระบบเกษตรที่ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น โดยจีนมุ่งเน้นการลดปริมาณการใช้และเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง พร้อมกับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากมูลสัตว์และฟางข้าวอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในพื้นที่เกษตรกรรมมาตรฐานสูงและระบบชลประทานประหยัดน้ำ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเสริมความมั่นคงทางอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเห็นได้จากผลผลิตธัญพืชที่สูงเกิน 700 ล้านตันเป็นครั้งแรกในปี 2024 (2) (10)
นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่คาร์บอนไดออกไซด์ เช่น ก๊าซมีเทนจากเหมืองถ่านหินและภาคเกษตรกรรม โดยมีการออกแผนปฏิบัติการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกทุกประเภทในระบบเศรษฐกิจ (10) (7)
ควบคู่กันนั้น จีนยังเร่งสร้าง “เครื่องดูดคาร์บอน” ตามธรรมชาติด้วยนโยบายเพิ่มคาร์บอนซิงค์ (Carbon Sink) โดยกลายเป็นประเทศที่ปลูกป่าเพิ่มเร็วที่สุดในโลก และมีพื้นที่ป่าครอบคลุมมากกว่า 25% ของประเทศในปัจจุบัน (10) (9)
โครงการสำคัญอย่าง “กำแพงสีเขียว” หรือ Three-North Shelterbelt Forest Program ช่วยฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมและจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนแล้วกว่า 3.8 ล้านเฮกตาร์ พื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1,200 ล้านตันต่อปี แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและลดปัญหาพายุทรายอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวคิด “อารยธรรมเชิงนิเวศ” (Eco-civilization) ที่มุ่งให้มนุษย์ และธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล (2) (9) (10)
ขณะเดียวกัน จีนยังรับบทบาทนำในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาผ่านความร่วมมือแบบใต้-ใต้ (South-South Cooperation) ด้วยการจัดสรรงบประมาณกว่า 1.77 แสนล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การมอบดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด (3) (6) (10)
แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่า เป้าหมายใหม่ของจีนอาจยังไม่เพียงพอในการจำกัดอุณหภูมิโลกให้อยู่ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีส และยังเผชิญคำถามเรื่องการพึ่งพาถ่านหินในระบบไฟฟ้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความมุ่งมั่นและเม็ดเงินลงทุนของจีนได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ช่วยชะลอวิกฤตโลกร้อนไม่ให้รุนแรงจนเกินเยียวยา (9) (7)
การที่มหาอำนาจอย่างจีนปรับทิศทางจาก “เน้นการเติบโต” สู่ “เน้นความยั่งยืน” คือสัญญาณเชิงบวกสำคัญต่ออนาคตของคนรุ่นใหม่ จีนกำลังพิสูจน์ว่า ความทันสมัยไม่จำเป็นต้องแลกกับการทำลายธรรมชาติ หากขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสีเขียวและการวางแผนเชิงระบบ แม้เส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่คำมั่นและการลงมือทำจริงของจีนเปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ ที่ช่วยสร้างความหวังให้โลกเย็นลง และน่าอยู่ขึ้นในอนาคต (3) (5) (6)
การเปลี่ยนจากการตั้งเป้าเพียง “จำกัดการเพิ่ม” สู่การ “ลดการปล่อยจริง” จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังกำหนดบทบาทใหม่ของจีนในฐานะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของโลกในศตวรรษที่ 21 (7)