ส่อง 5 สาเหตุหลัก ‘อากาศร้อนจัด’ ตัวการลับทำไฟไหม้ง่ายลุกลามเร็ว

เมื่ออุณหภูมิพุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส ไม่ใช่แค่คนที่จะ “ละลาย” แต่สภาพแวดล้อมรอบตัวกำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี อ.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ชี้ชัดว่า “Extreme Heat” ไม่ได้ทำให้เกิดไฟไหม้โดยตรง แต่มันคือตัวสร้าง “สภาวะสมบูรณ์แบบ” ที่ทำให้ประกายไฟเพียงนิดเดียวกลายเป็นมหันตภัยได้ในพริบตา

เปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็นเชื้อเพลิง (Fueling the Fire)

ในสภาวะปกติ ต้นไม้และพืชพรรณจะมีความชื้นสะสมอยู่ แต่เมื่อเผชิญกับ Extreme Heat ความร้อนจะดึงเอาน้ำออกจากดินและเนื้อไม้เข้าสู่อากาศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นไม้ พุ่มไม้ และเศษใบไม้แห้งกรอบจนกลายเป็น “Kindling” หรือวัสดุติดไฟง่าย (เชื้อเพลิงเริ่มต้น) ซึ่งมีค่าความชื้นต่ำมาก จนพร้อมจะลุกไหม้ได้ทันทีเพียงแค่ได้รับความร้อนหรือประกายไฟเพียงเล็กน้อย

วงจรความร้อนที่ยาวนาน (Lengthening the Season)

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ไม่เพียงแต่ทำให้อากาศร้อนขึ้น แต่ยังทำให้ “ฤดูไฟป่า” เริ่มต้นเร็วขึ้นและจบลงช้ากว่าปกติ ข้อมูลที่น่าตกใจจากพื้นที่ตะวันตกของสหรัฐฯ ระบุว่า ฤดูไฟป่าในปัจจุบันยาวนานขึ้นกว่าปี 1970 ถึง 105 วัน สำหรับประเทศไทยเอง สภาวะเอลนีโญและอากาศร้อนจัดก็ส่งผลให้ช่วงเวลาความเสี่ยงของไฟป่าและไฟไหม้ทุ่งหญ้าขยายตัวกว้างขึ้นเช่นกัน

ภัยเงียบในที่พักอาศัยและอุปกรณ์พกพา

  • Overloading: เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างแอร์และพัดลมต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสู้กับความร้อน มอเตอร์ที่ทำงานต่อเนื่องนานๆ อาจเกิดการสะสมความร้อนจนละลายและลัดวงจร
  • Lithium-Ion Risks: แบตเตอรี่ในมือถือ พาวเวอร์แบงก์ หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หากวางตากแดดหรืออยู่ในที่อุณหภูมิสูง สารเคมีภายในจะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า Thermal Runaway ทำให้แบตเตอรี่บวมและระเบิดได้
  • Physics of Light: ปรากฏการณ์ “แสงแดดรวมจุด” จากกระจกเงา แจกันแก้ว หรือแม้แต่ขวดน้ำพลาสติกใส สามารถทำหน้าที่เหมือนเลนส์นูนรวมแสงอาทิตย์ให้เป็นจุดเดียวจนเกิดความร้อนสูงถึงจุดติดไฟบนพรมหรือผ้าม่านได้

จุดอันตรายในโรงงานอุตสาหกรรม

ในเชิงอุตสาหกรรม อากาศร้อนจัดคือตัวแปรที่น่ากลัว 3 มิติ:

  • Lowering Ignition: อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อุณหภูมิพื้นผิวของวัสดุไวไฟเข้าใกล้ “จุดวาบไฟ” (Flash Point) มากขึ้น ทำให้ประกายไฟเพียงเล็กน้อยจากงานซ่อมบำรุง (Hot Work) จุดติดไฟได้ง่ายกว่าปกติ
  • Vapor Accumulation: ความร้อนเร่งให้สารทำละลายและเคมีภัณฑ์ระเหยกลายเป็นไอไวไฟ หากระบบระบายอากาศไม่ดีพอ อากาศในห้องจะกลายเป็นสภาวะที่พร้อมระเบิดได้ทันที
  • Heat Stress: พนักงานที่ทำงานในสภาพอากาศร้อนจัดมักมีความเหนื่อยล้า สมาธิสั้นลง และตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุในโรงงาน

บ่อขยะ: แหล่งกำเนิดไฟจากปฏิกิริยาเคมี

บ่อขยะ (Landfill) คือพื้นที่เสี่ยงสูงสุดในช่วงหน้าร้อนด้วยกลไกทางชีวภาพ:

  • ก๊าซมีเทน: อากาศร้อนเร่งการย่อยสลายขยะอินทรีย์ ทำให้ปล่อยก๊าซมีเทน (ติดไฟง่าย) ออกมามากขึ้น เมื่อดินแห้งแตกระแหง ก๊าซเหล่านี้จะรั่วไหลออกมาสัมผัสอากาศภายนอก
  • Spontaneous Combustion: หากขยะมีความชื้นต่ำกว่า 6% และอุณหภูมิผิวสูงถึง 78 °C ขยะจะสามารถเกิดการ “คุ” (Smoldering) และลุกไหม้ได้เองโดยไม่ต้องมีคนไปจุด

Extreme Heat คืออะไร

Extreme Heat หรือ “สภาวะอากาศร้อนจัด” ไม่ได้หมายถึงแค่แค่วันที่แดดแรงทั่วไปครับ แต่ในทางอุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อม มันคือสภาวะที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยปกติของพื้นที่นั้นๆ อย่างมีนัยสำคัญ และคงอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน (Heat Wave) จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐาน

นิยามในเชิงตัวเลข

ความร้อนจะถูกเรียกว่า “Extreme” เมื่อ:

  • อุณหภูมิสูงผิดปกติ: มักจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยสูงสุดของพื้นที่นั้นประมาณ 5°C ขึ้นไป
  • ดัชนีความร้อน (Heat Index): คืออุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์ “รู้สึกจริง” ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่าง อุณหภูมิอากาศ + ความชื้นสัมพัทธ์ หากความชื้นสูง ร่างกายจะระบายเหงื่อได้ยาก ทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์มาก

กลไกการเกิด (The Heat Dome)

บ่อยครั้ง Extreme Heat เกิดจากปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” (Heat Dome) ซึ่งเกิดจากความกดอากาศสูงในชั้นบรรยากาศกดทับอากาศร้อนเอาไว้ให้อยู่ใกล้พื้นผิวโลก ไม่ให้ลอยตัวขึ้นไปเปรียบเสมือนฝาหม้อที่ปิดสนิท ทำให้อากาศร้อนถูกกักขังและสะสมความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมมันถึงอันตราย?

Extreme Heat ถูกขนานนามว่าเป็น “Silent Killer” (เพชฌฆาตเงียบ) เพราะ:

  • ต่อร่างกาย: ทำให้เกิดโรคลมแดด (Heat Stroke), การขาดน้ำอย่างรุนแรง และทำให้โรคประจำตัว (หัวใจ, ทางเดินหายใจ) กำเริบ
  • ต่อโครงสร้างพื้นฐาน: ถนนแอสฟัลต์อาจละลาย, รางรถไฟขยายตัวจนบิดเบี้ยว, และระบบสายส่งไฟฟ้าขัดข้องจากการใช้งานแอร์ที่พุ่งสูง (Power Outage)
  • ต่อสิ่งแวดล้อม: ตามข้อมูลของ อ.สนธิ ที่คุณให้มา คือการเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเชื้อเพลิง เร่งการเกิดไฟป่า และทำให้น้ำในแหล่งน้ำระเหยจนเกิดภัยแล้ง

ผลกระทบในเขตเมือง (Urban Heat Island)

ในเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงและถนนคอนกรีตจำนวนมาก จะเผชิญกับ Extreme Heat รุนแรงกว่าเขตชนบท เพราะวัสดุเหล่านี้ดูดซับความร้อนในตอนกลางวันและคายออกมาในตอนกลางคืน ทำให้เมืองไม่เคย “เย็นลง” เลยตลอด 24 ชั่วโมง

ความแตกต่างระหว่าง “ร้อนปกติ” กับ “ร้อนจัด (Extreme Heat)”

ระยะเวลาที่เกิด

  • ร้อนปกติ (Summer): ร้อนตามช่วงเวลา กลางวันร้อน กลางคืนเริ่มเย็นลง
  • ร้อนจัด (Extreme Heat): ร้อนต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ติดต่อกันหลายวัน

การระบายความร้อนของร่างกาย

  • ร้อนปกติ (Summer): ร่างกายระบายความร้อนได้ตามปกติผ่านเหงื่อ
  • ร้อนจัด (Extreme Heat): ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน เสี่ยงเกิดภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke)

ความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้

  • ร้อนปกติ (Summer): มีความเสี่ยงปานกลาง ตามสภาพฤดูกาลทั่วไป
  • ร้อนจัด (Extreme Heat): ความเสี่ยงสูงมาก วัสดุแห้งจัดและเข้าใกล้จุดวาบไฟตลอดเวลา

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

  • ร้อนปกติ (Summer): อ่อนเพลียแดดทั่วไป พักผ่อนก็หาย
  • ร้อนจัด (Extreme Heat): เป็นอันตรายต่อชีวิต ระบบไฟฟ้าทำงานหนัก และโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย

ที่มาข้อมูล: เรียบเรียงจากโพสต์วิชาการโดย อ.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม

Related posts

วิกฤตฝุ่น กทม. ปี 68 อากาศดีแค่ 38 วัน ดันยอดป่วย ‘มะเร็งปอด’ พุ่ง 2 เท่า

ค้นพบ ‘ตุ๊กแกดำ’ ชนิดใหม่ของโลก อัญมณีแห่งเขาหินปูนภาคใต้ไทย

24 ก.พ. ‘วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า’ หยุดฝุ่น PM2.5-โลกร้อน