เร่งยกระดับข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ดันร่าง กม.โลกร้อนเข้าสภาปลายปี

กรมลดโลกร้อนเร่งยกระดับข้อมูลความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัดลงสู่ระดับตำบล เดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนเข้าสภาฯ ปลายปี และคาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2570

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาดูเหมือนอยู่ไกลตัว แต่ทว่าเป็นเรื่องที่เกิดอยู่รอบตัวเราในทุกๆ วัน “สภาวะโลกเดือด” ไม่ใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่แสดงอาการครั่นเนื้อครั่นตัวหรือถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ มันเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานมาทำร้ายตัวเรา และสังคมที่เราอยู่อาศัยทีละเล็กทีละน้อย ความผันผวนสูงขึ้น ถ้าไม่เร่งปรับตัวเราจะเตรียมการตั้งรับไม่ทันกาล

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ในฐานะอธิบดี เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทหลักและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผลักดันนโยบายรับมือโลกร้อนซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ดร.พิรุณได้ฉายภาพการดำเนินนโยบาย 5 ด้านหลัก ดังนี้

ดร.พิรุณ กล่าวว่า เรื่องที่ 1 การผลักดันเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปี 2569 สามารถดำเนินการได้เกินกว่าตัวชี้วัดที่กำหนดไว้และมั่นใจว่า ภายในปี 2030 เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกน่าจะสำเร็จ ผ่านกลไกการใช้นโยบายของรัฐ ในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคการขนส่ง ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเชิงโครงสร้างหลายๆ เรื่อง

เรื่องที่ 2 การดำเนินงานตามแผน NDC 3.0 ที่ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035 ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะต้องการเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปี ต้องทำตั้งแต่วันนี้จะไปรอในปี 2031 ไม่ได้ เพื่อจะสร้างโครงการในการสนับสนุนระบบนิเวศในการเปลี่ยนผ่าน โดยต้องทำงานร่วมกับธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ธนาคารโลก

นอกจากนี้ ได้ทำงานกับเครือข่ายสมาคมธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการเรื่อง Climate ของประเทศไทย Climate Business Network ที่มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้นำ เพื่อจะสร้างโครงการที่เหมาะสมเพื่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ดร.พิรุณ ระบุว่า ประเทศไทยจะต้องเข้าถึงรูปแบบการเงินในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเงินให้เปล่า ซึ่งเงินน้อยลง การแข่งขันในอนาคตยากขึ้น เพราะต้องการเงินมากขึ้นและต้องการเงินที่ก้อนใหญ่ขึ้นด้วย ดังนั้น ฉะนั้นในปี 2035 เป้าหมายจะเริ่มทำกระบวนการที่เรียกว่า แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก ปี 2035 ซึ่งแผนจะเสร็จเร็วกว่าเดิม พร้อมวางรูปแบบการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้ไทยขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับ Net Zero หรือเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 หรืออีก 24 ปี ยอมรับว่าไทยยังเป็นประเทศที่ 7 ในอาเซียน ไม่ได้เร็วไปกว่าเวียดนาม ไม่ได้เร็วไปกว่าสิงคโปร์ ไม่ได้เร็วไปกว่ามาเลเซีย ไม่ได้เร็วไปกว่าบรูไน และไม่ได้เร็วไปกว่ากัมพูชา เนื่องจากมีเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน วิกฤตในเรื่องการค้าการลงทุน การกดดันทางการค้าที่มาผนวกเข้าในโลกของอนาคต

ฉะนั้น 15 ปีที่ไทยขยับให้เร็วขึ้นจากปี 2065 ไม่ได้มาจากการคิด หรือมโนเองว่าไทยทำได้ แต่มาจากรากฐานการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการติดตามมาตรการมาอย่างต่อเนื่อง จาก 21 มาตรการ มาเป็น 36 มาตรการ และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 75 ล้านตัน ขณะที่ KPI ต้องการแค่ 64 ล้านตัน ซึ่งมาจากรากฐานความเข้าใจของทุกกระทรวงที่มากขึ้น หรือมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและออกแบบนโยบายที่สอดรับกับการตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก

อธิบดีกรมลดโลกร้อน ระบุว่า ขณะนี้กำลังปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงปารีสที่ประเทศควรจะทำ โดยจะสื่อสารไปที่สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย ก่อนนี้เคยส่งไปแล้ว 1 ครั้ง นั่นคือเป้าหมายปี 2065

สำหรับครั้งนี้คาดว่า จะแล้วเสร็จในปลายปี และส่งให้ ครม.เห็นชอบ ก็จะมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีแบบไหนในสาขาใด ซึ่งเป็นพลังงาน อุตสาหกรรมของเสีย ขนส่ง เกษตร ควรจะถูกดนำมาใช้ในแต่ละช่วงเวลา ตามต้นทุนราคาจากถูกไปแพง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้

ในมิติที่มุ่งลดตุ้นทุน เพิ่ม productivity ผลิตภาพหรือผลิตผล และขณะเดียวกันก็เพิ่มการแข่งขันทางการค้าการลงทุนได้ด้วย รองรับกฎการค้าใหม่ๆ ของสหภาพยุโรปได้ด้วย เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเป้าหมายในการพัฒนาและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในมิติการปรับตัวก็สำคัญด้วย ภัยพิบัติทำให้เรียนรู้ว่า โลกเปลี่ยนไปและประเทศไทยก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการจะไม่ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ไม่ว่าจะภาคเหนือ หาดใหญ่ เป็นการส่งสัญญาณว่า โลกกำลังแปรปรวนมากขึ้น ขีดความสามารถแบบเดิมและการพัฒนาขีดความสามารถที่ไม่สามารถก้าวกระโดดทันความรุนแรงและความถี่ภัยพิบัติจะทำให้ประเทศไทยเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ GDP Loss เกิดขึ้นบ่อยมาก

“ประเทศเราไม่สามารถที่จะรองรับการที่เราจะสูญเสียบ่อยๆ และไม่โตอย่างยั่งยืน ในอนาคตต้องแข่งขันกับประเทศอื่นอีก เพราะบางประเทศที่เขาโชคดีกว่าเราก็มี ที่ไม่ได้รับภัยพิบัติเยอะขนาดเรา ก็ต้องพยายามหาภูมิคุ้มกันให้แก่ตัวเอง กรมฯ ก็จะสร้างระบบที่เรียกว่า แพลตฟอร์มที่เราจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องการปรับตัว เพื่อจะทำให้ลดตุ้นทุน ลดระยะเวลา ใครมีแนวปฏิบัติที่ดีในพื้นที่ไหนจะถูกบรรจุอยู่ในแพลตฟอร์ม และสามารถเชื่อมโยงกันได้ เพื่อลดต้นทุน ลดเวลา และนำไปปฏิบัติได้หรือปรับปรุงอีกเล็กน้อย

เรื่องที่ 3 จะยกระดับข้อมูลความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัด หรือการ down scale ข้อมูลระดับโลกลงมาให้ละเอียดมากขึ้น ลงไปในระดับอำเภอหรือระดับตำบล จาก 300×300 ตร.กม. ลงมาเป็น 25×25 ตร.กม. ลงมาเป็น 5×5 ตร.กม.

ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่นอาจจะลงมาได้ถึง 90×90 เมตร ในการที่จัดความสำคัญของพื้นที่เสี่ยงให้ได้ เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย ไม่มีเงินเหลือเฟือ และไม่สามารถทำทุกพื้นที่ได้ด้วยมาตรการเดียวกัน ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ได้ว่า พื้นที่ไหนเสี่ยงสูง เปราะบางสูง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสูง ถ้าเกิดภัยพิบัติต้องลงทุนด้านโครงสร้างการปรับตัว ลงทุนด้านโครงสร้างในการเตือนภัย ลงทุนด้านสร้างโครงสร้างที่จะบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งก่อน ระหว่างและหลัง เพราะสุดท้ายก็ห้ามภัยพิบัติไม่ได้อยู่ดี

“แต่เป้าหมายของเราและทุกประเทศในโลกเหมือนเราคือ กำจัดความสูญเสีย เช่น เราจะเสียหายจากหาดใหญ่ 35,000 ล้าน เราทำให้มันเสียหายแค่ 15,000 ล้านได้ไหม ต้นทุนเหล่านี้จะเป็นต้นทุนสะสมของประเทศ ที่เรากลับมาลงทุนได้ใหม่ เพราะฉะนั้น กรมฯ ก็จะทำงานให้มีข้อมูลลักษณะแบบนี้มากยิ่งขึ้น ที่จะเอาไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานต่างๆ

“ยกตัวอย่างเช่น กรมทรัพยากรธรณีมีแผนที่ภัยพิบัติดินถล่ม แต่เป็นดินถล่มที่มาจากข้อมูลในอดีต และคาดการณ์การเปราะบางของโครงสร้างชั้นดินในพื้นที่ของประเทศไทย และกำหนดเป็นพื้นที่โซนนิ่ง เสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง เสี่ยงต่ำ แต่ถ้าฝนมันตกเปลี่ยนไป ตกแบบที่หาดใหญ่ ตกแบบที่ภูเก็ต ตกหนักๆ ตกไม่หยุด ต่อให้ชั้นดินที่ประเมินไว้นั้นแข็งแรงทนทาน แต่ไม่ได้ประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

“ผลกระทบคือ  มันอาจจะพังลงมาได้ หรือสไลด์ลงมาได้ ถ้าผมมีแผนที่ความเสี่ยง หน่วยงานต่างๆ จะดึงไปใช้ และก็ไปซ้อนทับการทำงานของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อจะกำหนดหรือระบุความเสี่ยงที่มันตรง ละเอียดและเหมาะสมกับการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เพราะสุดท้ายจะเชื่อมโยงกับไปที่งบประมาณ

เรื่องที่ 4 เรื่อง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนนี้อยู่ที่กฤษฎีกา แต่กฤษฎีกาออกระเบียบใหม่ว่าต้องนำกฎหมายไปรับความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก 30 วัน ซึ่งได้รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในเว็บไซต์ พึ่งจบไปเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา อยู่ในระหว่างประมวลความเห็น เพื่อส่งไปยังกฤษฎีกาและเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณารายมาตรา การยุบสภาไปไม่ได้ทำให้กฎหมายโลกร้อนตกไป เพราะ ครม.เห็นชอบหลักการไปแล้ว ยังนี้อยู่ในคณะกรรมการกฤษฎีกาในการตรวจร่างรายมาตรา 205 มาตรา 14 หมวด + 1 บทเฉพาะกาล

คาดการณ์ว่า หากชี้แจงทั้งหมดแล้วก็จะเข้าไปที่สภาในปลายปีนี้ได้ และเข้าสู่กระบวนการของสภาในวาระที่ 1 โหวตรับหลักการในวาระที่ 2  เข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ โหวตวาระที่ 3 และก็ไป สว. คาดว่าจะบังคับใช้ได้ในปี 2570 ซึ่งเป็นไปตามไทม์ไลน์

“หลายคนตั้งคำถามว่า มีกฎหมายแล้วจะบังคับใช้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีกฎหมายลูก วันนี้เราอยู่ในระหว่างพัฒนากฎหมายลูก ที่ต้องใช้เริ่มต้นทันทีก็คือ การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท ซึ่งตอนนี้ได้ร่างเรียบร้อยแล้ว มีการรับฟังความคิดเห็น ก็เรียกว่า ทำไปประมาณ 3 ฉบับ

“แล้วก็มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศอีก 8 ฉบับ คาดว่าทั้ง 2 เรื่อง จะทำได้เสร็จตามเวลาที่เราจะเริ่มบังคับใช้ คือการรายงานจะเป็นภายในปี 2571 ตัวกองทุนภูมิอากาศก็จะเป็นปี 2572 เริ่มทำปี 2573 และใช้ปี 2574 ก็เริ่มเต็มรูปแบบ นี่ก็คือหลักการของ ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งยังเดินหน้าและเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนด”

ดร.พิรุณ อธิบายเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายเพื่อการรักษ์โลก แต่ต้องการนำมาแก้ปัญหามหภาค เพราะทุกประเทศทั่วโลกก่อปัญหาและเจอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเหมือนกันหมด แม้จะออกกฎหมายเข้มงวดเพียงใดก็จะแก้ไขเรื่องนี้ในภาพรวมของโลกไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเป็นสัดส่วน มีความเหมาะสม ตรงบริบทประเทศไทย ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับเป้าหมายข้อตกลงปารีส

ย้ำด้วยว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเศรษฐกิจ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ สร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยพิบัติให้แก่ประชาชน แล้วก็สามารถที่จะสร้างกลไกการเงินใหม่ๆ ที่เป็นการเงินที่สอดรับการบริบทของโลก และบริบทของธนาคารไทยและธนาคารระดับโลกในพหุภาคีที่จะให้เงินในเรื่องนี้มากขึ้น

“ยืนยันว่าเป็นกฎหมายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว และปกป้องพี่น้องประชาชนจากความสูญเสียจากภัยพิบัติ ในการมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น  นี่คือหลักการของกฎหมาย” ก็

 เรื่องที่ 5 เรื่องการเงิน ทางกรมฯ ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังมากขึ้น และสำนักงบประมาณ โดยเฉพาะสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีการทำโครงการนำร่องที่อยู่ระหว่างกระบวนการที่เรียกว่า Climate Budget Tracking คือการติดแถบหรือฉลากเข้าไปที่เงินงบประมาณที่ให้เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ การจัดการน้ำ เกษตร และการใช้พลังงาน แต่จะทำเป็น sandbox เพื่อทดสอบหลักการการทำงานในเรื่องนี้

ขณะนี้อยู่ระหว่างทำ sustainability linked bonds ในชุดที่ 2 หรือที่เรียกว่า พันธบัตรความร่วมมือของรัฐบาล ที่มีการผูกตัวชี้วัดและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และตัวชี้วัดการปรับตัวของประเทศ ซึ่งชุดแรกได้ทำกับ สบน. ออกไปประมาณ 125,000 ล้านบาท ซึ่งมีความต้องการล้นหลาม และกำลังออกชุดที่ 2 อยู่ ซึ่งเห็นความสำคัญของ climate finance เพราะระบบการให้งบประมาณในปีนี้จะไม่ถูกคำนึงถึงสิ่งเดิม แต่จะต้องเตรียมการจัดตั้งโครงการงบประมาณที่ตอบโจทย์กับประเทศ

นั่นหมายความว่า ถ้าออกแบบงบประมาณไปตอบโจทย์การสร้างภูมิคุ้มกันจากการสูญเสียภัยพิบัติ สร้างการแข่งขันและการฟื้นฟูธุรกิจ สร้างขีดความสามารถ สร้างแรงงาน ก็จะได้รับการจัดสรรเงินประมาณในส่วนนั้นมาก และยังสอดคล้องกับกองทุนภูมิอากาศที่อยู่ในร่างพ.ร.บ. ที่คาดหวังว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วย SMEs ช่วยประชาชนในการสร้างภูมิคุ้มกันระดับพื้นที่

อีกทั้ง ช่วยบริษัทใหญ่แบบไม่ได้ให้เปล่า เป็นการให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยให้บริษัทสามารถยืมเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เงินกู้จากกองทุน เพื่อสร้างกลไกการเงินดอกเบี้ยต่ำให้สามารถลงทุนในเรื่องการลดคาร์บอนที่ยังมีต้นทุนสูงอยู่ได้ คือทำให้ต้นทุนที่สูงในวันนี้ถูกบรรเทาลงเพื่อให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็ว

สำหรับเรื่องคาร์บอนเครดิต ดร.พิรุณ อธิบายว่า มี 2 เรื่อง คือ คาร์บอนเครดิตที่เป็นการซื้อขายระหว่างประเทศ ตอนนี้มีแนวปฏิบัติที่ ครม.เห็นชอบรองรับ มีปริมาณคาร์บอนที่กำหนดให้ถ่ายโอนได้ 16.7 ล้านตัน ซึ่งสามารถใช้ได้ แต่สิ่งที่ต้องการวันนี้คือการสร้างโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง โปร่งใส ไม่เป็นเรื่อง Green Washing และนำไปสู่การทำงานในการเปลี่ยนแปลงประเทศจริงๆ

ในขณะที่ระดับระหว่างประเทศก็ได้ทำแล้ว โดยมีความร่วมมือกับสวิสเซอร์แลนด์ ความร่วมมือกับสิงคโปร์ ซึ่งจะเปิดรับข้อเสนอเหล่านี้ รวมถึงญี่ปุ่นด้วย ในอนาคตจะพูดคุยกับเกาหลี แต่ต้องคำนึงถึงภาระที่ต้องรับจากต่างประเทศต้องดูให้สมดุล โปร่งใส ตรวจสอบได้

อย่างไรก็ดี คาร์บอนเครดิตส่วนที่ อบก. เก็บไว้ 26 ล้านตัน วันนี้การซื้อขาย 8 แสนบาท ไปไม่ได้ เพราะไม่มีอุปสงค์ แต่ถ้ามีพ.ร.บ.ก็จะมีอุปสงค์ที่แท้จริง จะสัมพันธ์กับอุปทาน จะสามารถสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงได้ในอนาคต ขณะนี้ปริมาณอุปสงค์ของคาร์บอนในประเทศที่มาจากพ.ร.บ. มี 10 ถึง 15 ล้านตัน ที่สามารถไป trade บนตลาดหลักทรัพย์ได้

ดังนั้น คาร์บอนเครดิตยังมีคุณค่า ยังมีความหมาย สามารถไปต่อได้ เพียงแต่ว่ากลไกที่ต้องการยังไม่ครบถ้วน เมื่อไหร่ครบถ้วนก็จะสามารถผลักดันให้ โครงการหรือสิ่งที่ประเมินค่าสำเร็จได้ ไปถึงเรื่องการจัดการขยะได้ หรือการปลูกป่าในประเทศ

“เป็นเรื่องที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในปี 2569 ถึงปี 2570 ด้วย นี่คือภาพรวมในปี 2569-2570 ผมเชื่อว่าเป็นการสร้างรากฐานของประเทศในการที่จะนำไปสู่ประเทศที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เติบโตได้เทียบเท่าหรือโตกว่าประเทศในอาเซียน และก็สามารถแข่งขันในภูมิภาคได้” อธิบดกรมลดโลกร้อน ระบุ

Related posts

ใบและยอดอ้อย ‘น้ำมันบนดิน’ ทางรอดพลังงานไทย สู้ศึกวิกฤตน้ำมันโลก

เปิดผลตรวจ ‘เล็บ-ผม’ ชาวเชียงราย-แม่อาย พบ ‘สารหนู’ เกินเกณฑ์

5 ประเทศผู้นำระดับโลก
เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ