ผู้เชี่ยวชาญ IPCC เผยวิจัยล่าสุดชี้ ไทย-กัมพูชา-เมียนมา ร้อนรุนแรงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จับตาปรากฏการณ์เอลนีโญ จ่อซ้ำเติมปีหน้า ร้อนทุบสถิติยิ่งกว่าเดิม พร้อมเตือนภัยเงียบ “ความร้อนที่ร่างกายระบายไม่ได้” อันตรายถึงชีวิต
วิกฤตความร้อน: เมื่อ “ที่ร่ม” ก็อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลจากงานวิจัยล่าสุด ใน Scientific Report บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนรุนแรงที่สุดในโลก โดยเฉพาะประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา ที่ติด 3 อันดับประเทศที่ร้อนที่สุด
ประเด็นที่น่ากลัวที่สุดคือการพยากรณ์ว่าเราจะเผชิญกับ “อุณหภูมิกะเปาะเปียก” (Wet-bulb Temperature) ที่สูงกว่า 30°C ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มอันตรายต่อร่างกายมนุษย์
ทำความรู้จัก “อุณหภูมิกะเปาะเปียก” ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมอุณหภูมิเพียง 30-35°C ถึงอันตรายกว่าอากาศร้อน 40°C แบบปกติ? คำตอบอยู่ที่ “ความชื้น”
- อุณหภูมิปกติ (Dry-bulb): คือค่าความร้อนของอากาศทั่วไปที่เราคุ้นเคย หากอากาศแห้ง ร่างกายเราจะขับเหงื่อให้ระเหยเพื่อดึงความร้อนออกจากตัว ทำให้เรายังพอทนได้
- อุณหภูมิกะเปาะเปียก (Wet-bulb): คือค่าที่รวมเอา “อุณหภูมิอากาศ” ผสมกับ “ความชื้นสัมพัทธ์” หากความชื้นในอากาศสูงเกินไป อากาศจะอิ่มตัวจนไม่สามารถรับความชื้นจากเหงื่อของเราได้อีก
ขีดจำกัดทางสรีรวิทยา: ดร.เสรี ระบุว่า หากอุณหภูมิกะเปาะเปียกแตะระดับ 35°C ร่างกายมนุษย์จะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้เลยแม้จะอยู่ในที่ร่ม อุณหภูมิแกนกลางร่างกายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วคล้ายกับการถูกต้มจากภายใน ส่งผลให้อวัยวะล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
นี่คือเหตุผลที่การลดอุณหภูมิเมืองด้วยวิธีธรรมชาติภายใต้ “ป่าคอนกรีต” คือนโยบายที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้
สงกรานต์ 2569: ร้อนกายแต่ใจต้องเย็น
สำหรับสภาพอากาศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ดร.เสรี คาดการณ์ว่า อุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าปกติประมาณ 0.5°C แม้จะดูน้อยกว่าช่วงสงกรานต์ปี 2567 (ที่สูงกว่าปกติ 1-2°C) แต่ด้วยสภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากความร้อน สงครามในตะวันออกกลาง ค่าน้ำมัน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประชาชนจึงควรดูแลทั้งสุขภาพกายและใจ เล่นน้ำอย่างพอเพียงและระมัดระวังเป็นพิเศษหากต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ
จับตา “เปลี่ยนขั้ว” สู่ เอลนีโญ: ปีหน้าอาจร้อนทุบสถิติ
ข้อมูลจากการจดบันทึกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 พบว่า ปรากฏการณ์ Super El Niño เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด (ปี 2558-2559) ทำให้อุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยพุ่งไปถึง 44.6°C ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง
ดร.เสรี วิเคราะห์ว่า โลกกำลังเตรียมเปลี่ยนผ่านจากปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) เข้าสู่เอลนีโญ (El Niño) ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนปีนี้เป็นต้นไป โดยมีโอกาสที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระดับ Strong El Niño หรืออาจถึงขั้น Super El Niño ในช่วงปลายปี
สิ่งที่คนไทยต้องเตรียมรับมือในปีหน้า
- ร้อนและแล้งกว่าปีนี้: ผลกระทบร่วมระหว่างภาวะโลกร้อนระยะยาวและ El Niño จะทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น
- ทำลายสถิติเดิม: มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นตัวเลขความร้อนใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน
- วิกฤตความมั่นคง: ความร้อนจะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงการขาดแคลนน้ำและอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร.เสรี แนะนำว่า ภายใต้สถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจ สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ การติดตามข้อมูลพยากรณ์ล่วงหน้าจะช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือได้อย่างปลอดภัย การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดเดียวของเราในอนาคตอันใกล้
อ้างอิง :