ไทยไม่รับขยะโลก! กรมโรงงานฯ จับมือศุลกากรแหลมฉบัง สกัด “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ยัดไส้เศษอลูมิเนียมจากอเมริกา พบผิดอนุสัญญาบาเซลฯ สั่งตีกลับทันที
ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความพยายามในการลักลอบนำเข้า “ขยะอันตราย” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ร่วมกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ลงพื้นที่สกัดแผนการเคลื่อนย้ายข้ามแดนที่ผิดกฎหมาย หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากเครือข่ายระดับโลกอย่าง BAN (Basel Action Network)
จากการตรวจสอบตู้สินค้าจำนวน 8 ตู้ ที่สำแดงว่าเป็น “เศษอลูมิเนียม (Aluminum Scrap)” ต้นทางจากสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่พบว่ามี 1 ตู้ที่ปะปนไปด้วยเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปนเปื้อนโลหะหนัก ซึ่งถือเป็นของเสียอันตรายภายใต้ อนุสัญญาบาเซลฯ และเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามกฎหมายไทย รวมถึงเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2568
เจ้าหน้าที่จึงมีคำสั่งเด็ดขาดให้ “ส่งกลับประเทศต้นทาง” ทันที เพื่อแสดงจุดยืนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมตกเป็นถังขยะของโลกจากการค้าที่ไร้ธรรมาภิบาล
ทำไมไทยถึงต้องเข้มงวด?
ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ หากหลุดรอดเข้าไปสู่กระบวนการคัดแยกที่ไม่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม ลงสู่แหล่งน้ำและดิน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว การบังคับใช้กฎหมายและอนุสัญญาบาเซลฯ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมของประเทศ
สถิติการเฝ้าระวังและจับกุมขยะนำเข้าผิดกฎหมาย ปี 2568
จากการเข้มงวดตามอนุสัญญาบาเซลฯ และประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับใหม่ ข้อมูลสถิติการอายัดและสั่งตีกลับขยะอันตรายตลอดปี 2568 มีดังนี้:
- ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste): มีการตรวจพบและสกัดกั้นรวม 42 ครั้ง คิดเป็นปริมาณกว่า 1,200 ตัน โดยส่วนใหญ่สำแดงเท็จเป็นเศษพลาสติกหรืออะไหล่เก่า
- ขยะพลาสติก: ตรวจพบการลักลอบนำเข้าผิดเงื่อนไข 28 ครั้ง ปริมาณรวม 850 ตัน
- เศษโลหะปนเปื้อนวัตถุอันตราย: มีการกักกันและสั่งตีกลับ 15 ครั้ง ปริมาณรวม 500 ตัน (รวมกรณีล่าสุดที่ท่าเรือแหลมฉบัง)
ในปี 2568 เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นขยะอันตรายก่อนหลุดเข้าสู่ประเทศไทยได้รวมกว่า 2,550 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากการประสานงานร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น
อาเซียนผนึกกำลัง “บาตัม” เดินหน้าตีกลับ E-waste สหรัฐฯ ตามรอยแหลมฉบัง
ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ประกาศสงครามกับขยะพิษ ล่าสุด ท่าเรือบาตูอัมปาร์ ในเกาะบาตัม ประเทศอินโดนีเซีย ได้เริ่มปฏิบัติการส่งกลับ (Re-export) ตู้คอนเทนเนอร์บรรจุขยะอิเล็กทรอนิกส์อันตรายจำนวน 4 ตู้ กลับคืนสู่ประเทศต้นทางคือ สหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกัน หลังจากตรวจสอบพบว่า มีการซุกซ่อนชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ และแผงวงจรใช้แล้วที่เข้าข่ายวัตถุอันตราย
การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสางปัญหาใหญ่ เนื่องจากยังมีตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยอีกกว่า 900 ตู้ ที่ยังคงถูกกักไว้ที่ท่าเรือเพื่อรอการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงขบวนการค้าขยะข้ามชาติ ที่พยายามใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายสำแดงเท็จว่าเป็น “วัสดุรีไซเคิล” เพื่อลักลอบนำเข้า
สกัดกั้นขบวนการ “ยัดไส้” ทั่วภูมิภาค
สถานการณ์ในบาตัมมีความคล้ายคลึงกับกรณีที่ท่าเรือแหลมฉบังของไทยอย่างมาก โดยมีจุดร่วมที่สำคัญคือ:
- ต้นทางเดียวกัน: ขยะพิษส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากประเทศอุตสาหกรรมหลักอย่างสหรัฐอเมริกา
- แผนประทุษกรรมเดิม: สำแดงสินค้าบังหน้าว่าเป็นเศษโลหะหรือวัสดุรีไซเคิล แต่ภายในกลับเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ที่มีโลหะหนักปนเปื้อน
- จุดยืนอาเซียน: ทั้งไทยและอินโดนีเซียต่างใช้กฎหมายในประเทศและ อนุสัญญาบาเซลฯ เป็นเครื่องมือหลักในการผลักดันขยะเหล่านี้กลับประเทศต้นทาง เพื่อปฏิเสธการเป็น “ถังขยะของโลก”
แม้ว่าอินโดนีเซียจะเคยมีประวัติการตีกลับขยะจำนวนมหาศาลมาแล้วตั้งแต่ปี 2019 (ทั้งจากฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และยุโรป) แต่ความล่าช้าในการตรวจสอบเอกสารและการพิสูจน์สิทธิ์ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ขยะอันตรายยังตกค้างอยู่ในท่าเรือเป็นเวลานาน
กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเตือนว่า หากขยะเหล่านี้หลุดรอดไปสู่โรงงานรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากการปนเปื้อนของสารพิษตกค้าง เช่นเดียวกับที่ทางการไทยกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอยู่ในขณะนี้
อ้างอิง :