เปิดข้อมูลรอยเท้าคาร์บอน “กองทัพสหรัฐฯ” ผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่แซง 140 ประเทศ พร้อมเจาะลึกวิกฤตสงครามตะวันออกกลางปี 2026 เมื่อ “ฝนดำ-ฟอสฟอรัสขาว” กลายเป็นมรดกพิษที่กัดกินโลกในระยะยาว
ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า “กองทัพสหรัฐฯ” คือหนึ่งในผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ บริโภคน้ำมันมหาศาล จนสร้างรอยเท้าคาร์บอนมากกว่า 140 ประเทศรวมกัน นักวิชาการจี้ลดขนาดเครื่องจักรสงคราม คือทางออกเดียวที่ยั่งยืนกว่าการ “ฟอกเขียว”
เมื่อ “กองทัพ” คือกลไกทำลายสภาพภูมิอากาศ
การพูดถึงปัญหาโลกร้อนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรมและการใช้พลังงานของภาคพลเรือน แต่ข้อมูลจากการศึกษาใหม่ ผ่านความพยายามยื่นคำขอตามพระราชบัญญัติเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (FOIA) พบความจริงที่น่าตกใจว่า กองทัพสหรัฐฯ มีโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่กว้างขวางเกินกว่าจะมองข้าม ตั้งแต่เรือบรรทุกสินค้า รถบรรทุก ไปจนถึงเครื่องบินขนส่งที่พึ่งพาเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนอย่างหนักในการปฏิบัติการทั่วโลก
สถิติที่น่าตกใจ: กองทัพเดียว มลพิษเหนือกว่าหลายประเทศ
หากกองทัพสหรัฐฯ มีสถานะเป็นประเทศหนึ่ง การใช้เชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวจะทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 47 ของโลก อยู่ในระดับเดียวกับประเทศเปรูหรือโปรตุเกส และปล่อยมลพิษมากกว่าประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กกว่า 140 ประเทศรวมกัน
ข้อมูลระบุว่า ในปี 2017 กองทัพสหรัฐฯ จัดซื้อน้ำมันเฉลี่ยถึง 269,230 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า 25,000 กิโลตัน โดยหน่วยงานที่ครองแชมป์การใช้พลังงานสูงสุดคือ:
- กองทัพอากาศ: งบเชื้อเพลิง 4.9 พันล้านดอลลาร์
- กองทัพเรือ: งบเชื้อเพลิง 2.8 พันล้านดอลลาร์
- กองทัพบก: งบเชื้อเพลิง 947 ล้านดอลลาร์
- นาวิกโยธิน: งบเชื้อเพลิง 36 ล้านดอลลาร์
วิกฤตปี 2026: มรดกพิษเหนือแผ่นดินตะวันออกกลาง
สถานการณ์ปัจจุบันยิ่งตอกย้ำภาพหายนะทางสิ่งแวดล้อม ข้อมูลจาก ศูนย์สังเกตการณ์ความขัดแย้งและสิ่งแวดล้อม (CEOBS) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 10 มีนาคม 2026 มีการโจมตีเกิดขึ้นถึง 300 ครั้ง โดยพื้นที่เสี่ยงที่สุดคือ อิหร่าน (บริเวณกรุงเตหะรานและช่องแคบฮอร์มุซ)
มลพิษรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้มาจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก:
- การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิล
- การโจมตีเรือที่ทำให้เกิดมลพิษทางทะเลอย่างรุนแรง
- การเกิด “ควันดำ” และ “ฝนดำ” ในอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่น่ากังวลว่า สหรัฐฯ ได้ใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” ในการโจมตีเลบานอนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสารเคมีชนิดนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการลุกไหม้ที่อันตรายถึงชีวิต แต่ยังตกค้างเป็นพิษในสิ่งแวดล้อมได้นานปี
ช่องโหว่ทางกฎหมายและ “การซ่อนตัว” ของข้อมูล
เหตุผลที่การปล่อยก๊าซจากกองทัพมักไม่ปรากฏในรายงานสภาพภูมิอากาศระดับโลก เป็นเพราะความพยายามในการขอข้อยกเว้น โดยเฉพาะในพิธีสารเกียวโตปี 1997 ที่สหรัฐฯ ยืนยันไม่รายงานข้อมูลส่วนนี้ แม้ข้อตกลงปารีสจะพยายามปิดช่องโหว่ดังกล่าว แต่ความผันผวนทางการเมืองและการถอนตัวจากข้อตกลงในบางช่วงเวลา ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ยังคงเข้าถึงได้ยากและขาดความต่อเนื่อง
นโยบายที่ขัดแย้ง: พยายาม “เขียว” แต่ยังยึดติดอาวุธแบบเก่า
แม้เพนตากอนจะตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ “ตัวทวีคูณภัยคุกคาม” (Threat Multiplier) ที่ทำให้ฐานทัพเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และมีความพยายามลงทุนในพลังงานหมุนเวียนหรือเชื้อเพลิงชีวภาพบ้าง แต่ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของงบประมาณทั้งหมด กองทัพอเมริกันยังคงผูกมัดตัวเองไว้กับระบบอาวุธ เรือรบ และเครื่องบินที่ต้องกินน้ำมันมหาศาลไปอีกหลายทศวรรษ
ทางออกไม่ใช่แค่ “ทำให้เขียว” แต่คือการ “ลดการทหาร”
บทความสรุปว่า การแก้ไขปัญหาที่ผิวเผินหรือการพยายามทำให้เครื่องจักรสงครามเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นไม่เพียงพอ เพราะไม่มีกิจกรรมใดบนโลกที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมได้รุนแรงเท่ากับการทำสงคราม
หากต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง เช่นโครงการ Green New Deal รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาการลดงบประมาณของเพนตากอนและลดขีดความสามารถในการทำสงครามลง เพื่อเปลี่ยนงบประมาณมหาศาลจากการจัดซื้อเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอน ไปสู่การสร้างสันติภาพและการสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาดที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติแทน
อ้างอิง :