7 ข้อ ผลประชุม COP30 ที่ควรรู้

ผลการประชุม COP30 ที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ที่ปิดฉากไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มีผลลัพธ์อย่างน้อย 16 ประเด็น ถึงแม้ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ที่ 88 ประเทศจะเรียกร้องให้จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในด้านพลังงานก็มีโครงการในการเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานตามเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่า ขณะเดียวกัน ADB และธนาคารโลกก็จะระดมทุนรวม 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนอีกด้วย

สำหรับผลประชุม COP30 ด้านอื่นๆ จาก 16 ประเด็นที่มีความโดดเด่นและมีการกำหนดช่วงเวลาการดำเนินงานชัดเจน ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้

               

1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเชิงลึกทุกมิติ ร้อยละ 43 ภายในปี 2030 และร้อยละ 60 ภายในปี 2035 และ Net Zero ภายในปี 2050 หยุดยั้งการทำลายป่า และฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ภายในปี 2030 กรณีนี้ได้คำนึงถึงประเด็นทางสังคมและสิทธิมนุษยชน

อาทิ ชนพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น ผู้ลี้ภัย กลุ่มเปราะบาง ความเท่าเทียมระหว่างรุ่น (intergenerational equity) ความเท่าเทียมทางเพศ สุขภาพ) รวมถึงประเด็นด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการหยุดยั้งการทำลายป่า และฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ภายในปี 2030 (ข้อ 5 ของความตกลงปารีส REED+) รวมถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งทางบกและทางทะเล ในฐานะที่เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอน โดยคำนึงถึงมาตรการปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม

2) เพิ่มเป้าหมายด้านเงินทุนในแผน Baku to Belém Roadmap ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2035 โดยประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรับมือกับความสูญเสียและความเสียหายของประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบาง เช่น ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) และประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก และให้จัดประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีเพื่อให้ดำเนินการตามเป้าหมาย NCQG (3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี) ด้วยการจัดทำแผนงานสองปีเกี่ยวกับการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ

3) เร่งประเทศภาคีเสนอแผนปรับตัวและยุทธศาสตร์ ให้ประเทศที่ยังไม่จัดส่ง NDC* ฉบับใหม่ และ LT-LEDs* เร่งจัดส่งให้เร็วที่สุด (ปัจจุบัน 129 ประเทศ จัดส่ง NDC และ 80 ประเทศจัดส่ง LT-LEDs), เร่งส่ง NAP* ภายในปี 2025 และดำเนินการตาม NAP ภายในปี 2030 รวมถึงการจัดส่งรายงานความโปร่งใสรายสองปีตามกำหนด โดยเพิ่มการเข้าถึงแหล่งสนับสนุน ทางการเงินอย่างทันท่วงที เพียงพอ และคาดการณ์ได้ให้กับประเทศกำลังพัฒนา

4) เปิดรับข้อเสนอโครงการด้วยวงเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กองทุนเพื่อการสูญเสียและความเสียหาย เปิดรับข้อเสนอโครงการวงเงินเริ่มต้น 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง ธ.ค. 2025 – มิ.ย. 2026 เริ่มพิจารณาข้อเสนอโครงการ ก.ค. 2026 จะพิจารณาอนุมัติเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่เกิดภัยพิบัติ ตัวเลขความช่วยเหลือดังกล่าวยังห่างไกลมากจากระดับความต้องการทางการเงินระดับโลกที่ 450 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

โดยได้รับเงินในการระดมทุนมาแล้วประมาณ 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเป้าสมทบทุนราว 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมุ่งหวังที่จะเห็นความสำเร็จในการระดมทุนของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) และกองทุนสภาพภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) เช่นกัน

5) เพิ่มการจัดสรรเงินจากกองทุน มุ่งเพิ่มการจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, กองทุนประเทศพัฒนาน้อยที่สุด, กองทุนพิเศษด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างน้อย 3 เท่าจากปี 2022 ภายในปี 2030 เพื่อให้เงินเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในปี 2025 และเรียกร้องให้เพิ่มอย่างน้อย 3 เท่าภายในปี 2035

6) อนุมัติวงเงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา กองทุนภูมิอากาศสีเขียว อนุมัติวงเงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา 19.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการเรียกร้องให้เพิ่มสัดส่วนโครงการจากหน่วยงานที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยตรง และสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยบูรณาการ ความร่วมมือกับศูนย์และเครือข่ายเทคโนโลยีภูมิอากาศ (CTCN) อย่างเป็นรูปธรรม

7) เป้าหมายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) รับรอง Belém Adaptation Indicators 59 ตัวชี้วัด เพื่อบรรลุเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก 7 สาขา (น้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงของบนุษย์ การขจัดความยากจนมรดกทางวัฒนธรรม)

Related posts

เปิดสถิติลดก๊าซเรือนกระจก 5 สาขาหลักที่ต้องรู้ EP.5

เปิดสถิติลดก๊าซเรือนกระจก 5 สาขาหลักที่ต้องรู้ EP.4

เปิดสถิติลดก๊าซเรือนกระจก 5 สาขาหลักที่ต้องรู้ EP.3