ไทยเสี่ยงอากาศสุดขั้วที่ 17 ของโลก แต่จะจมป่าเขาสิบห้าชั้นสร้างเขื่อน

ไทยติดอันดับโลกความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว แต่จะแลกป่าเขาสิบห้าชั้นนับหมื่นไร่ที่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไปสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

ข้อมูลจาก Climate Risk Index (CRI) 2026 ของ Germanwatch ซึ่งประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยใช้ข้อมูลช่วง 30 ปี ระหว่างปี 1995–2024 ระบุว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงอยู่ที่อันดับ 17 ของโลก จากอันดับ 72 ในปี 2022 ขณะที่เมื่อมองความเสี่ยงสะสมในช่วง 30 ปี ไทยอยู่ในอันดับ 22 ของโลก

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยไม่ได้อยู่ห่างไกลจากวิกฤตโลกร้อน แต่กำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ในวันที่ประเทศไทยต้องเพิ่มความสามารถในการรับมือกับโลกร้อน เหตุใดเราจึงยอมที่จะสูญเสียผืนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติไปกับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่กรมชลประทานระบุ พื้นที่หัวงานและอ่างเก็บน้ำของโครงการนี้ที่มีการปรับลดพื้นที่ลงมาอยู่ที่ 11,982 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 5,791 ไร่ ซึ่งไม่มีหลักฐานข้อมูลที่หนักแน่นพอที่จะระบุว่า พื้นที่ป่าทั้ง 11,982 ไร่ มีคาร์บอนสะสมอยู่กี่ตัน เพราะพื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยป่าหลายประเภท และยังมีข้อแตกต่างระหว่างข้อมูลการสำรวจของกรมอุทยานฯ กับข้อมูลในรายงาน EHIA

ข้อมูลของกรมอุทยานฯ จากการสำรวจพื้นที่ตัวอ่างในปี 2566 ระบุว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ป่าดิบแล้ง 4,370.93 ไร่ รองลงมาคือป่าปลูก 1,022.67 ไร่ และป่าเบญจพรรณ 399.29 ไร่

ไม่ใช่แค่ป่าที่หายไปแต่หายทั้งระบบกักเก็บคาร์บอน

ข้อมูลด้านการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ไทยจากสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าและพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่า ป่าดิบแล้งมีคาร์บอนสะสมเหนือพื้นดิน 18 ตันต่อไร่ และใต้พื้นดิน 5.23 ตันต่อไร่ โดยตัวเลขนี้เป็นค่าของป่าดิบแล้งในข้อมูลประเภทป่าของประเทศไทย ไม่ใช่ค่าที่วัดเฉพาะพื้นที่โครงการคลองวังโตนด ดังนั้นจึงไม่อาจนำค่า 18 หรือ 23.23 ตันต่อไร่ไปคูณกับพื้นที่ 11,982 ไร่ เพื่อสรุปว่าเป็นปริมาณคาร์บอนของผืนป่าแห่งนี้โดยตรง

พูดง่าย ๆ คือ เรารู้ว่าป่าดิบแล้งมีศักยภาพในการสะสมคาร์บอนสูง แต่ยังไม่ฟันธงตัวเลขคาร์บอนรวมของพื้นที่คลองวังโตนดว่ามีจำนวนเท่าใดกันแน่ สิ่งที่พูดได้อย่างมีหลักฐานในเวลานี้คือ การสูญเสียพื้นที่ป่าธรรมชาติหมายถึงการสูญเสียแหล่งสะสมคาร์บอนและศักยภาพของระบบนิเวศในการกักเก็บคาร์บอน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการสำรวจของกรมอุทยานฯ ในปี 2566 พบว่า พื้นที่ตัวอ่างส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง และพบไม้ต้นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไปจำนวน 346,081 ต้น รวมทั้งไม้หนุ่ม ลูกไม้ และกล้าไม้อีกจำนวนมาก เมื่อป่าถูกตัดและพื้นที่ถูกน้ำท่วม สิ่งที่หายไปจึงไม่ได้มีเพียงต้นไม้จำนวนหนึ่ง (กรมอุทยานฯ ระบุว่ามีประมาณ 22 ล้านต้น) แต่รวมถึงคาร์บอนที่สะสมอยู่ในต้นไม้ ดิน และระบบนิเวศ รวมทั้งความสามารถของป่าในการดูดซับคาร์บอนในอนาคต

นี่คือเหตุผลที่ประเด็นอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดถูกตั้งคำถามมากขึ้นในมิติของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการที่รัฐบาลไทยได้ประกาศเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายใน ปี 2050 (พ.ศ. 2593) และตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายใน ปี 2065 (พ.ศ. 2608) แต่กลับเลือกการทำลายแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ

แล้วเรากำลังแลกป่ากับอะไรกันแน่?
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดถูกนำเสนอในฐานะอ่างเก็บน้ำแห่งที่ 4 ของระบบพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำใน จ.จันทบุรี
แต่โครงการนี้ได้ถูกวางไว้เพื่อต่อจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ของการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก โดยมีแนวคิดเรื่องการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

เอกสารของ สผ. ระบุว่า น้ำส่วนเกินจากความต้องการใช้ในลุ่มน้ำคลองวังโตนดสามารถผันไปยังแหล่งเก็บกักน้ำใน จ.ระยอง คืออ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านทรัพยากรน้ำของจังหวัดใน EEC ดังนั้นหากน้ำจากโครงการถูกนำไปใช้รองรับทั้งภาคเกษตร ชุมชน เมือง และภาคอุตสาหกรรม เราควรประเมินต้นทุนของโครงการให้รอบด้านมากกว่านี้หรือไม่

เพราะประโยชน์ที่ได้คือ “น้ำ” แต่ต้นทุนที่ต้องจ่ายอาจประกอบด้วย พื้นที่ป่าธรรมชาติ แหล่งกักเก็บคาร์บอน แหล่งอาหารของสัตว์ป่า และความต่อเนื่องของผืนป่า นี่เป็นประเด็นสำคัญของ “ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice)”

กล่าวง่ายๆ คือ คนกลุ่มหนึ่งอาจได้ประโยชน์จากน้ำและการพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง รวมถึงชุมชนและสัตว์ป่าในพื้นที่ต้นน้ำ ต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ

ป่าที่หายไปอาจทำให้ปัญหาช้างป่าหนักกว่าเดิม
อีกผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่องสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ซึ่งมีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายและหาอาหารของสัตว์ป่าขนาดใหญ่

การสูญเสียพื้นที่ป่าและการก่อสร้างโครงการอาจทำให้เส้นทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่าถูกตัดขาด หรือที่เรียกว่า Wildlife Corridor สำหรับช้างป่า ผลกระทบไม่ได้จบอยู่ที่แนวเขื่อน เมื่อพื้นที่หากินลดลงและเส้นทางเคลื่อนย้ายถูกขวาง ช้างอาจออกจากพื้นที่ป่าเข้าสู่พื้นที่เกษตรและชุมชนมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่สวนผลไม้ในอำเภอแก่งหางแมว อำเภอท่าใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง

ข้อกังขากับการผ่านรายงาน EHIA ที่คลุมเครือ
อีกประเด็นที่ทำให้โครงการถูกจับตามองอย่างหนักคือ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ภาคประชาชนและองค์กรอนุรักษ์ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูลบางส่วนในรายงาน โดยเฉพาะเรื่องจำนวนช้างป่าและคุณค่าของพื้นที่ป่า

ข้อมูลในรายงาน EHIA ระบุจำนวนช้างป่าในพื้นที่โครงการไว้ประมาณ 20–30 ตัว ขณะที่ข้อมูลการสำรวจและการจัดทำฐานข้อมูลอัตลักษณ์ช้างของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ถูกนำมาอ้างว่าพบช้างที่ใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมากกว่า 70 ตัว คำถามคือทำไมตัวเลขจึงไม่ตรงกัน และผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาได้อย่างไร เนื่องจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนย่อมนำมาซึ่งการประเมินระดับผลกระทบของโครงการที่คลาดเคลื่อนไปด้วย

อีกข้อถกเถียงคือการประเมินสภาพป่าในพื้นที่โครงการ โดยฝ่ายอนุรักษ์เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีคุณค่ามากกว่าการถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพราะเป็นป่าดิบแล้งที่ราบต่ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและหาได้ยากขึ้นในปัจจุบัน โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรระบุว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้งที่ราบต่ำ และมีความเหมาะสมต่อการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช้างป่า

นอกจากนั้น แม้โครงการจะระบุมาตรการปลูกป่าทดแทนไว้ แต่ภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ที่จะใช้ปลูกป่าทดแทนไม่มีความชัดเจน และสามารถทดแทนคุณค่าของป่าธรรมชาติเดิมได้จริงหรือไม่ เพราะต้นไม้ที่ปลูกใหม่กับป่าธรรมชาติที่ใช้เวลาหลายสิบหรือหลายร้อยปีในการพัฒนาระบบนิเวศ ย่อมแตกต่างกัน

ดังนั้น ต้นทุนของโครงการจึงควรถูกมองให้ครบทั้ง 2 ด้าน
#สิ่งที่ได้
• แหล่งน้ำขนาดใหญ่
• น้ำสำหรับภาคเกษตร ชุมชน และภาคเศรษฐกิจ
• การบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกที่ครอบคลุมมากขึ้น
• ศักยภาพในการรองรับความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ EEC

#สิ่งที่ต้องแลก
• พื้นที่ป่าในเขตโครงการ 11,982 ไร่ หายไป
• สูญเสียแหล่งสะสมคาร์บอนและศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนของป่าธรรมชาติ
• ความต่อเนื่องของผืนป่าและเส้นทางสัตว์ป่า
• พื้นที่หากินของช้างป่า
• ความเสี่ยงความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า
• คุณค่าทางนิเวศที่ไม่สามารถสร้างทดแทนได้ในระยะสั้น

โครงการยังไม่จบแม้ EHIA ผ่านแล้ว
แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติกรอบวงเงินโครงการประมาณ 7,200 ล้านบาท และรายงาน EHIA ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าโครงการสามารถเดินหน้าก่อสร้างได้ทันที แต่ยังมีขั้นตอนสำคัญอีกหลายด้าน

1. การขอใช้พื้นที่ป่าอนุรักษ์
กรมชลประทานยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่า รวมถึงการพิจารณาของหน่วยงานและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนนี้จึงเป็นด่านสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคำถามว่า รัฐจะอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติเพื่อก่อสร้างโครงการได้มากน้อยเพียงใด

2. คดีในศาลปกครอง
องค์กรอนุรักษ์และภาคประชาชนได้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการเห็นชอบรายงาน EHIA โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 เพื่อขอให้เพิกถอนมติที่เกี่ยวข้องกับการเห็นชอบ EHIA และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวด้วย

3. มาตรการชดเชยและลดผลกระทบ
หากโครงการเดินหน้าต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินมาตรการลดผลกระทบ ทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ การปลูกป่าทดแทน และการจัดการผลกระทบต่อสัตว์ป่า

4. การตรวจสอบจากภาคประชาชน
ท้ายที่สุด โครงการขนาดใหญ่ที่กระทบทั้งป่า น้ำ สัตว์ป่า และชุมชน ย่อมหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสังคมไม่ได้ ยิ่งข้อมูลเรื่องพื้นที่ป่า จำนวนช้าง ผลกระทบด้านคาร์บอน และประโยชน์จากการผันน้ำยังมีข้อถกเถียง การเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดและตรวจสอบได้จึงเป็นสิ่งจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้น เราควรบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร ทั้งราคาของผืนป่าในมิติต่างๆ ราคาของความหลากหลายทางชีวภาพ ราคาของแหล่งต้นน้ำ และราคาของความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายของประเทศในระยะยาว

รัฐบาลจะเลือกวิธีแลกผืนป่าธรรมชาติที่ช่วยปกป้องประเทศจากวิกฤตโลกร้อน หรือเดินหน้าเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจ? หรือมีทางเลือกอื่นที่สมดุลและประสิทธิภาพดีกว่านี้…แต่มีบางเงื่อนไขไม่ให้กระบวนการเหล่านั้นเกิดขึ้น?

อ้างอิง:
(2568) Climate Risk Index 2026: Who Suffers Most from Extreme Weather Events? Germanwatch.
(2568) Climate Risk Index 2026: ดัชนีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วของประเทศไทย. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม.
(2565) ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของป่าแต่ละชนิดในประเทศไทย. กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยอ้างข้อมูลสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าและพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
(2567) รายงานสถานการณ์และการติดตามประชากรช้างป่าในผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
(2566) คลองวังโตนด: ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลวิชาการกับอนาคตผืนป่าเขาสิบห้าชั้น. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร.
(2569) ยื่นฟ้องเพิกถอนมติเห็นชอบ EHIA โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร.
(2569) บ้านที่เจ้าของพูดไม่ได้ – คลองวังโตนด. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร.
(2564) รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.).
(2564) กรมชลประทานชี้แจงผลการศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด. กรมชลประทาน.
(2566) แผนการจัดหาและผันน้ำข้ามลุ่มน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก. สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC).

Related posts

ฟ้าฝนแค่ส่วนหนึ่ง น้ำท่วมน่านปัญหาโครงสร้าง และการเมืองที่ไม่เป็นธรรม

70 ปีรัฐทุ่มงบก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแสนล้าน ป่าหายได้ GDP โต..คุ้มไหม?

กองทุนพัฒนาน้ำบาดาลฝึกอบรม รวมพลังจิตอาสาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม