อธิบดีกรมลดโลกร้อน ยันร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนกำหนดให้เอกชนซื้อคาร์บอนเครดิตไปใช้ได้ไม่เกิน 15% ย้ำไม่เปิดช่องให้เอกชนมีการ ‘ฟอกเขียว’
อธิบดีกรมลดโลกร้อน ยันร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนกำหนดให้เอกชนซื้อคาร์บอนเครดิตไปใช้ได้ไม่เกิน 15% ย้ำไม่เปิดช่องให้มีการ ‘ฟอกเขียว’ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ตั้งเป้า 25 ปี เก็บเงินเข้ากองทุนภูมิอากาศ 1.28 ล้านล้าน หวังคลอดกฎหมายไตรมาส 3 ปี 2570
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กล่าวบรรยายในงานเสวนา TED TALK: Global Call for Climate Action เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” ว่า วันนี้บริบทของโลกเปลี่ยน ความท้าทายที่เข้ามาเป็นสิ่งที่เกิดจากความไม่แน่นอน และกระทบต่อทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บรรยาย หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก
ดร.พิรุณ ย้ำว่า ไทยเป็นประเทศเปราะบางด้านความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลำดับที่ 17 ในปี 2024 จาก 197 ประเทศทั่วโลก ย้อนหลังไป 30 ปี อยู่อันดับที่ 22 แสดงว่าไทยเสี่ยงสูง ธนาคารโลกบอกว่า ถ้าประเทศไทยไม่เปลี่ยนรูปแบบการลงทุน 2 อย่าง คือ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานรองรับภัยพิบัติได้มากขึ้น กับลงทุนในการสร้างเศรษฐกิจที่เป็น low carbon เพื่อให้แข่งขันทางการค้ากับต่างประเทศได้ ถ้าไม่ทำสองสิ่งนี้พร้อมๆกัน ภายในปี 2050 หรือ 2593 GDP ของไทยก็จะหายไปประมาณ 7 ถึง 14% แต่ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะทำให้ GDP ไทยเติบโต 4 ถึง 5%
อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้ประเทศไทยในหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดก็ไม่ได้ช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ เป็นเรื่องที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องทำร่วมกัน เพื่อทำให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นในระดับที่รุนแรงน้อยลง อย่างไรก็ตาม เรื่องที่สำคัญคือ การตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ที่เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล ผ่านการส่งเสริมเรื่องของตลาดคาร์บอนที่โปร่งใส ไม่ก่อให้เกิดการ “ฟอกเขียว” เป็นนโยบายที่รัฐบาลบอก
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บรรยาย หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก
เรื่องต่อมาคือ ต้องทำให้กฎหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (กฎหมายโลกร้อน) ออกมาให้ได้ ต้องเป็นกฎหมายที่สมดุล ประชาชนได้ประโยชน์ ภาคธุรกิจได้ประโยชน์ รัฐบาลได้ประโยชน์ สามารถแข่งขันทางการค้ากับประเทศต่างๆได้ และสามารถทำให้การจัดการผลกระทบจากภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ถ้าผมบอกส่งเสริมตลาดคาร์บอนเครดิต มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่ขายคาร์บอนได้ ต้องยอมรับความจริง แต่ถ้าผมบอกว่าลดภัยพิบัติได้ ความเสียหายของภัยพิบัติได้มันถึงพี่น้องประชาชนทุกคน มีใครไหมที่ในประเทศนี้ไม่ได้รับภัยพิบัติจากฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำแล้ง ดินถล่มต่างๆ เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย”
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บรรยาย หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก
ส่วนถัดไป การมองเป้าประเทศ มีหมดแล้ว ปี 2030 ปี 2035 เป้า Net Zero ในปี 2050 หน้าที่คือทำอย่างไรให้เป้าหมายเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พยายามออกแบบให้มีทั้งภาคการบังคับและสนับสนุนที่สมดุลกันทั้งสองฝั่ง จะมีทั้งฐานข้อมูลที่เพียงพอ มีคุณภาพ และมีความแม่นยำ จะมีอยู่หลายๆ เสา
ทั้งการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรม การกำหนดภาษีคาร์บอนในน้ำมันเชื้อเพลิง การกำหนดการเก็บค่าธรรมเนียมของสินค้าที่ไม่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนในเรื่อง CBAM การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงคาร์บอนเครดิต และสร้างมูลค่าได้มากขึ้น
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บรรยาย หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก
ด้านนโยบายจะคอยกำกับดูแลให้มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล มีกรอบสีเขียวโดบมีกองทุนภูมิอากาศขึ้นมาสนับสนุนการทำงานในเรื่องนี้
“เพราะฉะนั้นในเรื่องของภาคบังคับในร่างกฎหมาย หลายคนบอกว่า ไม่มีบังคับเอกชนเลย ปล่อยให้เอกชนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามใจ ซื้อคาร์บอนมาฟอกเขียว จริงๆไม่ใช่ มีภาคบังคับนะครับ เขาเรียกว่าการกำจัดสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุตสาหกรรมต้องถูกกำหนดสิทธิ์ คุณปล่อยตามใจไม่ได้ มันมีสิทธิ์ในการปล่อยของคุณต่อปีที่เป็นการกำกับดูแล อันนี้เรียกว่าการควบคุม
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บรรยาย หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก
“เรื่องที่สอง เราควบคุมแต่อุตสาหกรรมอย่างเดียว เราก็ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศได้ มันต้องมีภาษีคาร์บอน ภาษีคาร์บอนมันก็ลงไปสู่เรื่องของผลิตภัณฑ์น้ำมัน ผลิตภัณฑ์น้ำมันก็ลงไปสู่พี่น้องประชาชน ท่านก็จะถามผมว่า แค่เรื่องสงครามนี่มันก็แพงแล้ว ถ้าใส่ภาษีคาร์บอนเข้าไปน้ำมันจะแพงอีกแค่ไหน
“ผมลองคำนวณดูง่ายๆ ถ้าใส่ภาษีคาร์บอน 200 บาทต่อตันคาร์บอน จะไปสะท้อนอยู่ในน้ำมันประมาณเต็มที่ไม่เกิน 70 สตางค์ ถ้าราคาในแต่ละส่วน ตั้งแต่ขุดเจาะแก๊สธรรมชาติ ตั้งแต่ขุดเจาะน้ำมันลงไปที่การกลั่นน้ำมัน ไปที่การขนส่งน้ำมัน ไปถึงผู้บริโภคน้ำมัน ถ่ายราคาไปสู่ผู้บริโภค 100% เลย
ถ้าผมเก็บคาร์บอน 200 บาทต่อตันคาร์บอน ไป สะท้อนในราคาน้ำมัน 70 สตางค์ แต่ถ้าไม่ได้ส่งผ่านทั้งหมดมันก็จะลดลงไปอีก เพราะฉะนั้นเราสามารถออกแบบกลไกตรงนี้ได้”
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บรรยาย หัวข้อ “Climate Change Act Thailand: กฎหมายใหม่ เปลี่ยนอนาคตไทย” เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก
เรื่องกองทุนภูมิอากาศ เรื่องคาร์บอนเครดิตจะถูกออกแบบที่เป็นมาตรฐาน เพื่ออำนวยให้ประชาชนหรือนักธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงคาร์บอนเครดิตได้จริง ไม่ใช่อยากทำคาร์บอนเครดิต ทำไปก็ไม่มีใครซื้อ ทำไปก็ไม่มีคุณภาพ แต่มีคนไปบอกให้ทำเต็มเลย เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็จะช่วยมาสนับสนุนให้คาร์บอนเครดิตมีคุณภาพ เชื่อถือได้ และมีผู้ซื้อในตลาดที่แท้จริง เมื่อไหร่มีผู้ซื้อก็ทำโครงการได้ หากหาผู้ซื้อไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ
“ในส่วนของกองทุนถ้าไม่มีกองทุนไม่มีการเก็บเงินจากภาคเอกชนเข้ามา จากการกำหนดสิทธิ์การปล่อยคาร์บอน ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการขายคาร์บอนในระหว่างประเทศ ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมของสินค้านำเข้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง ก็ไม่มีเงินเข้ากองทุน ถ้าเรามีเงินเข้ากองทุนในช่วงประมาณปี 2574 ถึง 2608 ประมาณ 25 ปีจากนี้ เราจะมีเงินเข้ากองทุนประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท เงินนี้มันจะกลับมาที่ใครบ้าง นั่นคือ ชุมชน NGOs สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ เงินนี้จะเป็นเงินที่สามารถเป็นแหล่งทุนให้การเปลี่ยนผ่านได้
เงินนี้จะเป็นเงินที่ออกแบบที่ดีกว่า แบงก์พาณิชย์ทั่วไป เพราะกองทุนไม่ได้แสวงหากำไร ได้เงินมามีหน้าที่เอาเงินกลับไปช่วยในการลดคาร์บอน กลับไปช่วยชุมชนในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นรูปแบบของการใช้งานก็เข้าถึงคนได้มากขึ้น ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลง และยังสามารถไปเชื่อมโยงกับเงินของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ได้ด้วย
เรื่องคาร์บอนเครดิต วันนี้ใครๆ ก็อยากทำคาร์บอนเครดิต คาร์บอนเครดิตที่อยากได้จริงๆ ไม่ได้อยากใช้คาร์บอนเครดิตจากภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ หรือผู้เป็นเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ทำคาร์บอนเครดิตมาขาย ในขณะที่ธุรกิจของตัวเองนั้นมีผลกำไรดีอยู่แล้ว อยากได้กำไรไปเพิ่มอีก ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้
กฎหมายฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อจะเอื้ออำนวยให้ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจชุมชน สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องใช้ได้ เช่น เกษตร ภาคป่าไม้ การจัดการขยะของเสีย ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศอยู่ในตอนนี้ โดยกฎหมายฉบับนี้จะไปปลดล็อคปริมาณการซื้อ
“มันง่ายๆ ท่านทำสินค้าชนิดหนึ่ง..ท่านปลูกยางพารา ท่านปลูกทุเรียน ท่านตัดทุเรียนมาไม่มีคนซื้อ ท่านยังจะกล้าปลูกทุเรียนอีกไหม ท่านก็ไม่กล้า ปีหน้าบอกไม่รู้จะมีคนซื้อทุเรียนหรือเปล่า ท่านจะลงทุนไหม คาร์บอนเครดิตก็เหมือนกัน ท่านจะทำคาร์บอนเครดิต ท่านไม่รู้ว่ามีคนซื้อหรือเปล่า ท่านก็ไม่กล้าลงทุน เงินที่บอกท่าน เงินของท่าน ท่านเอาออกจากกระเป๋าไปแล้ว มันมีอยู่สองอย่าง หนึ่งได้คืน สองไม่ได้คืน หลักการก็มีแค่นั้น
“ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จะไปช่วยให้ความต้องการของคาร์บอนเครดิตสามารถเข้าถึงธุรกิจและชุมชนได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันจะมีการกำกับเอกชนอยากซื้อคาร์บอนเครดิตไปใช้ให้ได้ไม่เกิน 15% ถ้าไม่กำกับก็จะมีเสียงครหาว่า ไปปล่อยให้เอกชน ‘ฟอกเขียว’ ไม่ต้องมีนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก ไม่ต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน ไม่ต้องมีแรงงานสีเขียว ไม่ต้องมีการลงทุนก็ซื้อคาร์บอนเครดิตราคาถูกจากคนอื่นแทน อันนี้เรียกการฟอกเขียว
“แต่เราจะจำกัดเพื่อให้เอกชนลงทุนในการเปลี่ยนผ่านในธุรกิจของตัวเองด้วย แล้วก็เอื้ออำนวยให้คาร์บอนเครดิตไม่เกิน 15% ไปสู่การชดเชยเงิน เพื่อจะเอาเงินของเอกชนวิ่งผ่านกองทุน และวิ่งกลับไปช่วยสร้างโครงการคาร์บอนเครดิตที่ขายได้ ก็จะวิ่งกลับมาขายให้เอกชนอีกรอบหนึ่ง ก็ให้เป็นเป็นวงจรในการสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศตามนโยบายรัฐบาล”
เรื่องการปรับตัว ในกฎหมายฉบับนี้จะทำให้มีข้อมูลเรื่องความเสี่ยงภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งเรื่องความร้อน พายุ น้ำท่วม ภัยแล้งที่สามารถไปสร้างแผนที่เสี่ยงกำหนดลงไปในแผนที่ประเทศไทย แล้วบอกด้วยว่าพื้นที่ไหนเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย เสี่ยงภัยประเภทไหน และสามารถดึงข้อมูลไปใช้ต่อ เช่น โครงการ Digital Twin เมื่อมีความเสี่ยงชัดเจน พื้นที่ก็สามารถทำแผนปรับตัวรองรับความเสี่ยงเฉพาะได้
“ถ้าเราได้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผมก็คาดหวังในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 คือปีหน้า อยากเห็นออกมาบังคับใช้ ซึ่งวันนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยตรวจร่างอาทิตย์ละ 3 วัน ก็คาดหวังว่าเรามีกฎหมายก็จะลดผลกระทบและความเสี่ยงจากภัยพิบัติได้ดีขึ้น ภัยไม่ได้หายไป แต่จัดการมันได้ดีขึ้นลดความสูญเสียและความเสียหายให้แก่พี่น้องประชาชน สอง การเข้าถึงการเงิน เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนคนกลุ่มเล็กตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น จากกองทุนนี้ และสาม ก็คือการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเฉพาะส่วนกลาง แต่จะลงไปถึงส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่นได้ด้วย” อธิบดีกรมลดโลกร้อนระบุ
อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันเฟซบุ๊ก Thai Climate Justice for All ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ ระบุว่า TCJA รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ของภาคประชาสังคมทั้งมุมมองจาก TCJA, CFNT, สภาองค์กรของผู้บริโภค และ กสม. ต่อร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทั้ง 4 องค์กรเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายยังให้น้ำหนักกับการบริหารคาร์บอนและกลไกเศรษฐกิจมากกว่าการสร้างความเป็นธรรม สิทธิ และการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ
จุดร่วม
1. เห็นว่าร่างกฎหมายเอนเอียงไปทางกลไกเศรษฐกิจและตลาดคาร์บอนมากเกินไป
ทั้ง 4 ฉบับตั้งข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายให้ความสำคัญกับ ETS คาร์บอนเครดิต และเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มากกว่ามิติสิทธิ ระบบนิเวศ และผลกระทบต่อประชาชน
2. กังวลเรื่องการฟอกเขียวและการใช้คาร์บอนเครดิตทดแทนการลดจริง
ทุกฉบับมีความกังวลต่อการพึ่งพา offset และคาร์บอนเครดิต หากไม่มีระบบกำกับที่เข้มแข็ง อาจทำให้เกิดการฟอกเขียวแทนการลดก๊าซจริง
3. เห็นว่ากลไกกำกับยังรวมศูนย์และมีส่วนร่วมจากประชาชนน้อย
ทุกฝ่ายเสนอเพิ่มพื้นที่ของประชาชน ชุมชน หรือกลไกอิสระในการตรวจสอบและกำกับนโยบาย
4. เห็นว่ากองทุนภูมิอากาศควรตอบโจทย์ผู้เปราะบางและการปรับตัวมากขึ้น
มีจุดร่วมว่ากองทุนไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือด้านเศรษฐกิจ แต่ควรเข้าถึงชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบ และการปรับตัวในพื้นที่
5. ต้องเพิ่มกลไกตรวจสอบและความรับผิดของรัฐ
ทุกฉบับต้องการให้รัฐมีภาระรับผิดชอบชัดขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนติดตามหรือใช้กลไกตรวจสอบได้
จุดต่าง
TCJA
เน้นประเด็น สิทธิชุมชนที่เชื่อมโยงกับสิทธิธรรมชาติและความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ มองว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการพัฒนา ความสัมพันธ์มนุษย์–ธรรมชาติ และวิจารณ์ทุนนิยมสีเขียว
สภาองค์กรของผู้บริโภค
เน้น การแก้มาตรากฎหมายและกลไกตรวจสอบ โดยเสนอรายละเอียดเรื่องโครงสร้างกรรมการ กองทุน การเปิดเผยข้อมูล และความรับผิดของรัฐ
CFNT
Climate Finance Network Thailand
เน้น การเงินเพื่อภูมิอากาศและเครื่องมือเศรษฐกิจ เช่น climate finance, taxonomy, transition finance และการออกแบบกลไกป้องกัน greenwashing
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เน้น หลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิในสภาพภูมิอากาศที่ปลอดภัย โดยเชื่อมโยงกับสิทธิการมีส่วนร่วม สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง