เตือน ‘เอลนีโญ’ จ่อทำโลกอุณหภูมิพุ่งปี 2027 ระดับน้ำทะเลสูงวิกฤต

สัญญาณเตือนภัยโลก! เอลนีโญจ่อก่อตัวปลายปี คาด ดันอุณหภูมิพุ่งทุบสถิติปี 2027 และวิกฤตระดับน้ำทะเลรุมเร้าแอฟริกา

โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทางภูมิอากาศครั้งใหญ่ เมื่อหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก ต่างออกมาพยากรณ์ถึงการก่อตัวของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

กลไกเอลนีโญ: เมื่อมหาสมุทรแปซิฟิกผิดปกติ

ปรากฏการณ์เอลนีโญมีลักษณะเฉพาะ คือการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนทางตะวันออกและตอนกลางสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการอ่อนกำลังลงของ “ลมค้า” (Trade Winds) ซึ่งปกติจะพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก

เมื่อลมค้าอ่อนกำลังลง มวลน้ำอุ่นที่เคยถูกพัดไปสะสมอยู่ทางตะวันตก (แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย) จึงไหลย้อนกลับมาทางฝั่งตะวันออก (แถบอเมริกาใต้) ส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศโลกบิดเบี้ยวไป เกิดเป็นความแปรปรวนที่รุนแรง ทั้งน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่แห้งแล้ง ภัยแล้งยาวนานในพื้นที่ชุ่มชื้น และคลื่นความร้อนในทะเลที่ทำลายระบบนิเวศใต้น้ำ

2027: ปีแห่งการจารึกสถิติความร้อนใหม่?

ดร. ซีค ฮาวส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์วิจัยจากกลุ่มเบิร์กลีย์ เอิร์ธ (Berkeley Earth) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับเดอะการ์เดียนว่า หากเอลนีโญเริ่มพัฒนาตัวในช่วงปลายปีนี้และไปถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม อิทธิพลของมันจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกในปี 2027 มากกว่าปี 2026

เพียงแค่ปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2023–2024 ที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้อุณหภูมิโลกในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นราว 0.12 องศาเซลเซียส และผลักดันให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 2.34 เซนติเมตร ภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าเอลนีโญเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและน้ำในมหาสมุทรขยายตัวจากความร้อนอย่างรวดเร็ว

แอฟริกา: หน้าด่านรับเคราะห์กรรมทางภูมิอากาศ

งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นสถิติที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับทวีปแอฟริกา ซึ่งมีความเปราะบางต่อภาวะโลกร้อนสูงกว่าภูมิภาคอื่น ข้อมูลจากการใช้ดาวเทียมและแบบจำลองคอมพิวเตอร์ตรวจสอบย้อนหลัง 32 ปี (1993–2024) พบว่า:

  • การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด: ระหว่างปี 2009 ถึง 2024 ระดับน้ำทะเลรอบทวีปแอฟริกาเพิ่มสูงขึ้นถึง 73% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนหน้า
  • บทบาทของเอลนีโญ: ปรากฏการณ์เอลนีโญมีส่วนรับผิดชอบถึง 19% ของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั้งหมดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: คลื่นความร้อนในทะเลที่มาพร้อมเอลนีโญได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการประมงและเศรษฐกิจชายฝั่งของ 38 ประเทศในแอฟริกา ซึ่งดูแลแนวชายฝั่งยาวกว่า 18,950 ไมล์

ปัญหาสำคัญคือ แอฟริกามีข้อจำกัดทางการเงินและมีสถานีวัดระดับน้ำทะเลที่กระจัดกระจายเกินไป ทำให้การเฝ้าระวังและการตอบสนองต่อภัยพิบัติชายฝั่งทำได้ยากลำบาก

คำเตือนจาก WMO: สัญญาณสีแดงต่อมวลมนุษยชาติ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า มีโอกาสถึง 90% ที่เอลนีโญจะดำเนินต่อไปด้วยความรุนแรงอย่างน้อยในระดับปานกลาง ศาสตราจารย์เพตเตอรี ทาลาส เลขาธิการ WMO เน้นย้ำว่านี่คือสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลทั่วโลกให้เตรียมพร้อมรับมือเพื่อจำกัดผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ รายงานยังระบุความเป็นไปได้ถึง 66% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีใกล้พื้นผิวโลกในช่วงปี 2023-2027 จะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส อย่างน้อยหนึ่งปี

แม้ศาสตราจารย์คริส ฮิววิตต์ จะกล่าวว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลวต่อข้อตกลงปารีสในระยะยาว แต่มันคือ “คำเตือนล่วงหน้า” ว่าโลกกำลังก้าวไปในทิศทางที่ผิด และเราจำเป็นต้องมีการวางแผนกลยุทธ์บรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะสำหรับชุมชนชายฝั่งที่ต้องเผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุกวัน

จากบทเรียนในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เนื่องจากเอลนีโญที่รุนแรง ผนวกกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฝีมือมนุษย์ เราเห็นได้ชัดว่าผลกระทบมักจะปรากฏชัดเจนที่สุดในปีถัดจากปีที่เกิดปรากฏการณ์

การประกาศเฝ้าระวังเอลนีโญในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความแปรปรวนครั้งใหม่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันวางแผนรับมือ ทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำ การเกษตร และการผังเมืองชายฝั่ง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชากรโลกในอนาคตอันใกล้

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:  

เอลนีโญ (El Niño): เกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2-7 ปี กินเวลาประมาณ 9-12 เดือน

ลานีญา (La Niña): ปรากฏการณ์คู่ขนานที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเย็นลง ซึ่งในช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา ลานีญาได้ช่วย “ฉุด” อุณหภูมิโลกไว้ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรมเพียง 1.15 องศาเซลเซียสเท่านั้น

อ้างอิง:

Related posts

วิกฤตกรีนแลนด์ ‘ฝุ่นแร่-สาหร่าย’ ตัวเร่งน้ำแข็งละลายเร็วเกินคุม

‘โลกรวน’ ทำกาแฟราคาพุ่ง ‘ดอยตุง’ ลุยวิจัยสายพันธุ์ใหม่สู้

‘กรีนแลนด์’ น้ำแข็งละลายเร็ว เตือนโลกเดือดซ้ำรอยอดีต