บอกลาพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง นักวิจัยเผยนวัตกรรม “ฟิล์มบรรจุภัณฑ์จากโปรตีนนม” ผสานพลังดินเหนียวนาโน ทนทาน ยืดหยุ่น แต่ย่อยสลายในดินได้เองตามธรรมชาติภายใน 13 สัปดาห์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาพ
ท่ามกลางวิกฤตขยะพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทางเลือกใหม่ที่น่าทึ่ง โดยการนำ “โปรตีนจากนม” มาเปลี่ยนเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้จริง เพื่อหวังทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastic) ในอุตสาหกรรมอาหาร
นวัตกรรมฟิล์มรักษ์โลก: การพบกันของนมและดินเหนียว
ทีมนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส (Flinders University) ประเทศออสเตรเลีย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากโคลอมเบีย ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Polymers ถึงการสร้างฟิล์มบางรูปแบบใหม่ โดยมีส่วนผสมหลักคือ:
- แคลเซียมเคซีนเนต: โปรตีนหลักที่พบในนม ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไป
- แป้งดัดแปลง และเบนโทไนต์นาโนเคลย์: ดินเหนียวธรรมชาติที่เข้ามาช่วยเพิ่มความแข็งแรงและประสิทธิภาพในการกั้นอากาศ
- กลีเซอรอลและโพลีไวนิลแอลกอฮอล์: สารเติมเต็มที่ช่วยให้วัสดุมีความเหนียวและยืดหยุ่นเหมือนพลาสติกในชีวิตประจำวัน
ย่อยสลายสมบูรณ์ใน 13 สัปดาห์
หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้คือ “การคืนสู่ธรรมชาติ” จากการทดสอบฝังในดินภายใต้สภาวะปกติ พบว่าวัสดุจากนมนี้สามารถย่อยสลายได้เกือบทั้งหมดภายในเวลาเพียง 13 สัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากพลาสติกทั่วไปที่ต้องใช้เวลาหลายร้อยปี นอกจากนี้ ผลการทดสอบทางจุลชีววิทยายังยืนยันว่ามีความเป็นพิษต่ำและปลอดภัยเพียงพอสำหรับใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารที่ยั่งยืน
ทำไมเราต้องเร่งหาทางเลือกใหม่?
ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า หากเราไม่มีมาตรการจัดการที่ชัดเจน การผลิตพลาสติกทั่วโลกอาจพุ่งสูงถึง 700 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2040 ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ พลาสติกประมาณ 60% ถูกใช้งานเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง แต่มีเพียง 10% เท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลอย่างถูกต้อง
ศาสตราจารย์ Youhong Tang ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุนาโน ย้ำว่า การพัฒนาวัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อชะลอมลพิษโลก และลดความเสี่ยงจากสารเคมีสะสมในพลาสติกที่อาจส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์
ก้าวต่อไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
นวัตกรรมจากเคซีนเนตหรือโปรตีนนมนี้ ใช้วัตถุดิบราคาไม่แพงและหาได้ง่ายในธรรมชาติ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเข้าสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมและผู้บริโภคสามารถร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรโลกได้อย่างยั่งยืน
อ้างอิง :