รมว.สุชาติ สั่งยกระดับการคุ้มครองพะยูนขั้นสูงสุด หลังพบซากถูกตัดหัวมัดหินที่พังงา กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาดโทษคุก 15 ปี พร้อมดึงเทคโนโลยีและชุมชนร่วมเฝ้าระวัง เร่งฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลและล้างความเชื่อผิดๆ เรื่องของขลังเพื่อหยุดวงจรการล่าอย่างยั่งยืน
วันที่ 9 เมษายน 2569 จากกรณีพบซากพะยูนเพศผู้โตเต็มวัย ความยาวประมาณ 2.20 เมตร (ไม่รวมส่วนหัว) น้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม สภาพพบเพรียงเกาะทั่วตัว บริเวณอกด้านขวามีรอยบาดจากของมีคม และที่ส่วนหางถูกมัดด้วยเชือกเกลียวผูกติดกับหินใต้น้ำในพื้นที่เกาะยาวน้อย จ.พังงา ล่าสุดนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสืบสวนหาสาเหตุการตายและติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำนโยบายว่า “ไม่ใช่แค่นับศพ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นรักษาชีวิต” โดยกำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
ในการนี้ รมว.สุชาติ ได้มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำมาตรการเชิงรุกแบบบูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเฝ้าระวังและป้องกัน โดยจัดตั้งทีมลาดตระเวนในแหล่งหญ้าทะเล นำเทคโนโลยีโดรนและระบบ citizen science มาใช้ติดตามพะยูน พร้อมพิจารณาประกาศเขตคุ้มครองใหม่ ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน มีการตั้งทีมกู้ชีพสัตว์ทะเลและสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทะเลหายากที่ภูเก็ตและตรัง และด้านการป้องกันการล่า ได้ร่วมกับกรมอุทยานฯ และตำรวจพื้นที่บังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี หรือปรับ 1.5 ล้านบาท
ทางด้าน ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการเก็บพยานวัตถุและขนย้ายซากพะยูนจากเกาะยาวน้อยมายังท่าเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต เพื่อให้ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบนผ่าชันสูตรหาสาเหตุการตายอย่างละเอียด พร้อมเข้าแจ้งความต่อ สภ.เกาะยาว เพื่อรวบรวมหลักฐานจับกุมผู้กระทำผิด โดยสถิติการเกยตื้นในช่วงปีงบประมาณ 2566 – 2568 พบพะยูนเกยตื้นทั้งหมด 112 ตัว มีกรณีถูกลักลอบตัดเขี้ยวหรือหัว 8 ตัว และในปีงบประมาณ 2569 พบเกยตื้น 2 ตัว ซึ่ง 1 ในนั้นถูกตัดหัวภายหลังจากการตาย
อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังคงเน้นย้ำการรณรงค์ไปยังเครือข่ายชาวประมง อาสาสมัคร และประชาชน ให้เห็นคุณค่าของพะยูนและช่วยกันลบล้างความเชื่อที่ผิดว่า “เขี้ยวพะยูนเป็นของขลัง” พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้วยการอบรมการวินิจฉัยและเก็บข้อมูลตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ตลอดจนเร่งฟื้นฟูถิ่นอาศัยผ่านโครงการเพาะพันธุ์หญ้าทะเลในบ่อกุ้งร้าง การกั้นคอกฟื้นฟูหญ้า และฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลที่เสื่อมโทรม เพื่อสร้างบ้านที่สมบูรณ์ให้พะยูนต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนที่พบเบาะแสหรือพบสัตว์ทะเลบาดเจ็บเกยตื้น สามารถแจ้งสายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร. 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง