คดียิงผู้ใหญ่จบถึงมลพิษปราจีนบุรี นักปกป้องสิ่งแวดล้อมตายเป็นเบือ?

ไทยฝันจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากการลงุทนภาคอุตสาหกรรม แต่ช่วงกว่าทศวรรษมานี้มีนักปกป้องสิ่งแวดล้อมถูกฆ่าอย่างน้อย 35 คน

ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มส่งเสริมการลงทุนภาคอุตสาหกรรมจนกระทั่งตัวเลขแซงหน้าภาคเกษตร ไทยฝันว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหวังจะดันเศรษฐกิจให้โตตามเป้าหมาย แต่ก็ไปไม่ถึงไหน เสือก็ไม่ได้เป็น มลพิษด้านสิ่งแวดล้อมก็หนักหน่วง มีคดีความฟ้องร้องมากมาย และมีคนถูกฆ่าตายจากการปกป้องสิ่งแวดล้อมไปแล้วอย่างน้อย 35 คน (บางข้อมูลระบุมีมากถึง 59 คน)

เหนือปล่องควันโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศของเรา ไม่ได้บ่งบอกถึง “ตัวเลข” อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามที่รัฐหมายมั่นปั้นมือ แต่ส่วนผสมของฝุ่นควันเหล่านั้นมีมลพิษที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า หนำซ้ำโรงงานจำนวนมากยังลักลอบทิ้งกากษพิษอุตสาหกรรมใกล้ชุมชนหรือในพื้นที่เกษตรกรรม โดยตั้งแต่การบูมอุตสาหกรรมในประเทศ เราได้ยินเจ้าของกิจการโรงงานต้องเข้าไปนอนนับเงินในคุกน้อยมากเมื่อเทียบกับการเอาชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ตั้งแต่รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจังและภาคอุตสาหกรรมไทยมีการขยายตัวในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์จนการส่งออกแซงหน้าภาคเกษตร ทว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในปี 2528-30 กลับเป็นต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย และหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ตามมาก็คือ
วิกฤตมลพิษภาคอุตสาหกรรม มีการปนเปื้อนสารเคมีในสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งชุมชนและพื้นที่การเกษตรที่อยู่โดยรอบโรงงานต้องสูดฝุ่นและกลิ่นเหม็นเอียนจากกิจการอุตสาหกรรมที่ขาดธรรมาภิบาล

แน่นอนว่า คนในชุมชนเกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เมื่อร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบก็ไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นสู้ เพื่อปกป้องสิทธิของชุมชน รวมทั้งต้องการให้รัฐเอาคนผิดมาลงโทษ แต่ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษมานี้ นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมต้องสังเวยชีวิตไปแล้วร่วม 35 คน ในขณะที่กำไรเจ้าของกิจการกลับน้อยคนที่ต้องชีวิตเข้าแลก…เราชวนไปดูบางเรื่องราวที่ผ่านมากระทั่งถึงปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสังคมการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน

1. หนองแหน: จากพื้นที่ชุมชนสู่พื้นที่รองรับของเสียอุตสาหกรรม
พื้นที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นชุมชนเกษตรกรรมที่อยู่ร่วมกับกิจการอุตสาหกรรมและกิจการจัดการของเสีย ในพื้นที่มีทั้งหลุมฝังกลบขยะ โรงงานรับกำจัดของเสีย โรงงานรีไซเคิล และพื้นที่บ่อลูกรังที่ถูกนำมาใช้เป็นจุดทิ้งของเสีย

ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสียกลายเป็นความขัดแย้งเรื้อรังระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงปี 2555 ชาวบ้านสามารถติดตามและจับรถบรรทุกที่สงสัยว่านำของเสียอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่ได้ และมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐหลายแห่ง รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ

จากการตรวจสอบในเวลาต่อมาพบสารปนเปื้อนในน้ำและดินในพื้นที่ และจากการตรวจสอบปัญหา สิ่งที่พบไม่ใช่เพียงโรงงานส่งกลิ่นเหม็น แต่มลพิษเหล่านั้นได้ส่งผลกระทบต่อน้ำ ดิน สุขภาพ การทำมาหากิน และสิทธิของชุมชน

2. ชุมชนต้องปรับวิถีการเฝ้าระวังรถบรรทุกของเสีย
ชาวบ้านหนองแหนเริ่มรวมตัวกันเฝ้าระวัง ติดตามรถบรรทุก และตรวจสอบจุดที่สงสัยว่าจะมีการลักลอบทิ้งของเสีย การเคลื่อนไหวของชุมชนทำให้เกิดการตรวจสอบโรงงานและจุดทิ้งของเสียหลายแห่ง และนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย กระทั่งได้รวมตัวกันจำนวน 39 คน ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครอง โดยกล่าวหาว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยหรือล่าช้าในการจัดการและฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

คำถามง่ายๆ ของชาวบ้านก็คือ ใครต้องรับผิดชอบของเสียที่เกิดจากโรงงาน และคนที่ต้องอยู่กับของเสียเหล่านั้นมีสิทธิเรียกร้องอะไรบ้าง?

3. ผู้ใหญ่จบ: ถึงจุดจบเมื่อลุกขึ้นปกป้องบ้านของตัวเอง
ประจบ เนาวโอภาส หรือ “ผู้ใหญ่จบ” เป็นผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ เมื่อเห็นปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสีย จึงออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับชาวบ้าน การต่อสู้ของเขาจึงเรียกได้ว่า “นักสู้สามัญชน” วันที่ 25 ก.พ. 2556 ประจบ เนาวโอภาส ถูกยิงเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสียในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ในทางคดีมีพยานหลักฐานว่ามีผู้จ้างวานจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม ใช้เวลาต่อสู้กันถึง 6 ปี มีผู้ตกเป็นจำเลย 3 คน นายภูธร กวีพันธ์ จำเลยที่ 1 ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จ้างวาน, พันจ่าอากาศเอกยุทธนัย นาแจ้ง จำเลยที่ 2 และพันจ่าอากาศเอกอนุ บุญเพ็ง จำเลยที่ 3 คดีผ่านการพิจารณาหลายชั้นศาล กระทั่งวันที่ 18 ก.ย. 2562 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยยกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จ้างวานฆ่าหรือไม่

4. หนึ่งชีวิตต้องสังเวยแต่ปัญหาของเสียไม่ได้หายไป
การเสียชีวิตของผู้ใหญ่จบไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป การจัดการพื้นที่ปนเปื้อนและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังเป็นปัญหาที่หน่วยงานรัฐต้องติดตามตรวจสอบต่อมาอีกหลายปี และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของปี 2556 ในช่วงหลังยังมีการตรวจสอบกรณีต้องสงสัยเกี่ยวกับการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่หนองแหนและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย เรื่องของผู้ใหญ่จบจึงยังมีคำถามที่ยังไม่จบทั้งผู้จ้างวานฆ่า และปัญหามลพิษที่ยังคงอยู่?

5. ย้อนรอยเลือดนักสู้เพื่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
เรื่องของ “ประจบ เนาวโอภาส” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีชาวบ้าน แกนนำชุมชน และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่เสียชีวิตท่ามกลางความขัดแย้งเรื่อง เหมือง โรงงาน โรงไฟฟ้า การจัดการกากอุตสาหกรรม ที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ โดย Thai PBS เคยรวบรวมข้อมูลในปี 2556 โดยระบุว่า ในช่วงประมาณ 10 ปี มีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่เสียชีวิตจากการปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 35 คน

6. ทองอินทร์ แก้ววัดถา — ระยอง แกนนำค้านโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม
หนึ่งในกรณีที่มีลักษณะใกล้เคียงกับผู้ใหญ่จบมากที่สุด และเกิดขึ้นก่อน นั่นคือ ทองอินทร์ แก้ววัดถา เขาเป็นผู้นำการคัดค้านการก่อสร้างโรงงานกำจัดกากสารอุตสาหกรรมของบริษัท เจนโก้ จ.ระยอง ทองอินทร์ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อ 18 ม.ค. 2539 กรณีนี้จึงสะท้อนความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับกิจการจัดการกากอุตสาหกรรมโดยตรง

จากระยองในปี 2539 มาถึงหนองแหนในปี 2556 จึงมีคำถามเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำๆ ใครเป็นคนรับภาระของของเสีย และใครมีสิทธิบอกว่าไม่ต้องการให้พื้นที่ของชุมชนกลายเป็นที่รองรับขยะของเสีย?

7. ประเวียน บุญหนัก — เลย การคัดค้านโรงโม่หินนำไปสู่ความตาย
ประเวียน บุญหนัก เป็นผู้นำการเรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทานโรงโม่หิน เนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนเรื่องการระเบิดหินนอกเขตสัมปทาน ฝุ่น เสียง ผลกระทบต่อพืชผล การคมนาคม และสุขอนามัยของประชาชน โดย “ประเวียน” ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอวังสะพุง จ.เลย เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2538 กรณีของประเวียนจึงเป็นอีกตัวอย่างที่เห็นโครงสร้างของปัญหาได้ชัด ระหว่างกิจการอุตสาหกรรม → ผลกระทบต่อชุมชน → การร้องเรียน → การรวมตัวของชาวบ้าน → ความขัดแย้ง → ความรุนแรง

8. ดงมะไฟ: ชุมชนที่ต้องแลกด้วยชีวิตหลายศพเพื่อคัดค้านเหมืองหิน
ความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรที่สะท้อนความรุนแรงได้ชัดเจนที่สุดอีกแห่งก็คือ ชุมชนดงมะไฟ จ.หนองบัวลำภู ชาวบ้านรวมตัวกันตั้งแต่ปี 2536 เพื่อคัดค้านการทำเหมืองหินและโรงโม่หินในพื้นที่ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่–ผาจันได โดยในปี 2538 การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ บุญรอด ด้วงโคตะ และ สนั่น สุขวรรณ แกนนำชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิต

จากนั้นในปี 2542 กำนันทองม้วน คำแจ่ม และ สม หอมพรมมา ก็ถูกยิงเสียชีวิตอีก Thai PBS ระบุว่าในช่วงปี 2542–2543 มีแกนนำชาวบ้านถูกลอบยิงเสียชีวิตถึง 4 คน และครอบครัวของกำนันทองม้วนยังเก็บศพไว้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นในดงมะไฟจึงไม่ใช่เพียง “คดีฆาตกรรมรายบุคคล” แต่กลายเป็นประวัติศาสตร์ของชุมชนที่ต้องต่อสู้กับความกลัวไปพร้อมกับการต่อสู้เรื่องเหมือง
และที่สำคัญคือ แม้มีคนตาย การต่อสู้ของชาวบ้านก็ไม่ได้หยุดลง

9. เจริญ วัดอักษร — บ่อนอก: การคัดค้านโรงไฟฟ้าสู่คดีฆาตกรรม
เจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นหนึ่งในชื่อที่โด่งดังที่สุดของขบวนการนักสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมไทย เขาเป็นแกนนำคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่บ่อนอกและบ้านกรูด

วันที่ 21 มิ.ย. 2547 “เจริญ” ถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณแยกบ่อนอก หลังเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ ซึ่งเขาไปยื่นข้อมูลต่อหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ คดีนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะศาลชั้นต้นเคยพิพากษาประหารชีวิตผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จ้างวาน แต่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอ จึงเกิดภาพที่คล้ายกับคดี “ผู้ใหญ่จบ” อย่างน่าคิด

มีคนถูกฆ่า มีผู้ลงมือ มีข้อกล่าวหาเรื่องผู้จ้างวาน แต่พิสูจน์ “คนอยู่เบื้องหลัง” ไม่ได้ คดีจึงเข้าสู่ทางตัน ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าผู้เซ็นใบอนุญาตสร้างโรงไฟฟ้า หรือเจ้าของกิจการ?

10. สำเนา ศรีสงคราม — ขอนแก่น: โรงงานกับปัญหาลำน้ำ
สำเนา ศรีสงคราม เป็นแกนนำชมรมชาวบ้านฟื้นฟูอนุรักษ์ลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น เขาเคลื่อนไหวติดตามและเปิดโปงผลกระทบทางระบบนิเวศที่ชาวบ้านกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานผลิตเยื่อกระดาษลงสู่ลำน้ำพอง

“สำเนา” ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ 25 พ.ค. 2546 กรณีนี้จึงมีโครงสร้างคล้ายกับหนองแหน นั่นคือ โรงงาน → แหล่งน้ำ → ผลกระทบต่อชุมชน → ชาวบ้านตรวจสอบ → แกนนำถูกสังหาร แม้รายละเอียดทางคดีจะแตกต่างกัน แต่เมื่อนำมาวางไว้ข้างๆ กัน จะเห็นว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับกิจการอุตสาหกรรมเกิดขึ้นต่อเนื่องกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน

11. ทองนาค เสวกจินดา — สมุทรสาคร: คัดค้านถ่านหินเพื่อปกป้องชุมชน
ทองนาค เสวกจินดา เป็นแกนนำต่อต้านกิจการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและการจัดเก็บถ่านหินใน จ.สมุทรสาคร ชาวบ้านกังวลเกี่ยวกับฝุ่นและมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากกิจการดังกล่าว “ทองนาค” จึงสวมบทบาทการเคลื่อนไหวและต่อสู้ทางกฎหมาย

วันที่ 28 ก.ค. 2554 เขาถูกยิงเสียชีวิต ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องได้ในเวลาต่อมา ซึ่งกรณีของทองนาคถูกยกขึ้นเป็นหนึ่งในตัวอย่างนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เสียชีวิตในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งกับกิจการอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับ “เจริญ วัดอักษร” และ “ประจบ เนาวโอภาส”

12. สังหาร ‘พีระ ตันติเศรณี’ — ผู้บริหารเมืองสงขลา
อีกชื่อหนึ่งที่ควรอยู่ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมคือ พีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา เขาถูกยิงเสียชีวิตในปี 2555 ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ใน จ.สงขลา

Thai PBS จัดให้กรณีของ “พีระ” เป็นหนึ่งในตัวอย่างนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและทรัพยากรธรรมชาติที่เสียชีวิตในช่วงเวลาดังกล่าว กรณีนี้ช่วยให้เห็นว่า ความขัดแย้งเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ “ชาวบ้านกับโรงงาน” แต่สามารถเกี่ยวพันกับนโยบายการพัฒนา การใช้ที่ดิน โครงการขนาดใหญ่ และผลประโยชน์ในพื้นที่ได้ด้วย

13. ปรีชา ทองแป้น — นครศรีธรรมราช ไม่เอาบ่อบำบัดน้ำเสีย
ปรีชา ทองแป้น สารวัตรกำนัน ต.ควนกรด อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้นำการคัดค้านโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียเทศบาลตำบลปากแพรก และเขาก็
ถูกลอบสังหารเสียชีวิต เมื่อ 27 ก.ย. 2545

14. คำปัน สุกใส — เชียงใหม่: การปกป้องป่าชุมชน
คำปัน สุกใส ผู้ใหญ่บ้านป่าบง ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และแกนนำเครือข่ายป่าชุมชนลุ่มน้ำปิงตอนบน เป็นอีกหนึ่งชื่อที่ปรากฏในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ เขาเคลื่อนไหวคัดค้านการบุกรุกพื้นที่ป่าชุมชน และถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ 1 ก.พ. 2546

กรณีของ “คำปัน” แตกต่างจากผู้ใหญ่จบตรงที่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรที่เป็นฐานชีวิตของชุมชน และต้องเผชิญกับความรุนแรง

15. พระสุพจน์ สุวโจ — เชียงใหม่ พระผู้พิทักษ์ป่า
พระนักปฏิบัติธรรมจากสวนเมตตาธรรม จ.เชียงใหม่ “พระสุพจน์ สุวโจ” เป็นผู้ที่มีบทบาทในการคัดค้านการบุกรุกป่าและที่ดินของสถานปฏิบัติธรรม ท่านถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีคมจนมรณภาพเมื่อ 17 มิ.ย. 2548 แม้ไม่ได้ต่อสู่กับทุนอตสาหกรรมโดยตรง แต่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนความเสี่ยงของผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางความขัดแย้งเรื่อง ที่ดิน ป่า และผลประโยชน์จากทรัพยากร

16. จากคดีผู้ใหญ่จบถึงการตั้งค่าหัวนักปกป้องสิ่งแวดล้อม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออกยังคงเผชิญการติดตาม ข่มขู่ และภัยคุกคามต่อชีวิต โดยกรณีล่าสุดที่ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน คือ “จร เนาวโอภาส” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและแกนนำด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา

“จร” เป็นน้องชายของประจบ เนาวโอภาส หรือผู้ใหญ่จบ ผู้ซึ่งถูกลอบสังหารในปี 2556 จากบริบทการต่อสู้กับปัญหากากอุตสาหกรรมในหนองแหนมากกว่าหนึ่งทศวรรษ หลังการเสียชีวิตของผู้ใหญ่จบ ครอบครัวเดิมยังคงอยู่ในพื้นที่เดิม และยังคงมีคนในครอบครัวออกมาทำงานตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไป

The Active ระบุว่า “จร” ถูกติดตาม ข่มขู่ และขู่ฆ่าอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลที่แหล่งข่าวประเมินว่าน่าเชื่อถือว่า มีการ “รวมเงินว่าจ้างมือปืน” เพื่อสังหาร โดยภัยคุกคามเหล่านี้เชื่อมโยงกับการทำงานตรวจสอบโครงการและโรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยเฉพาะประเด็นโรงงานรีไซเคิล การกำจัดกากอุตสาหกรรม และปัญหามลพิษในพื้นที่ภาคตะวันออก

17. สุเมธ เหรียญพงษ์นาม: ถูกตั้งค่าหัวจากทุนอตสาหกรรม
อีกคนที่กำลังตกเป็ฌนข่าวใหญ่คือ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจาก จ.ปราจีนบุรี และแกนนำกลุ่มชาวบ้านที่ติดตามปัญหามลพิษจากกิจการอุตสาหกรรม “สุเมธ” เคยออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบกิจการโรงงานขยะในพื้นที่ และในปี 2563 เขาถูกบริษัท เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ฟ้องเขาในคดีหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท ก่อนที่บริษัทจะถอนฟ้องในเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน

ล่าสุดเมื่อปลายเดือน พ.ค. 2569 สุเมธได้รับคำเตือนจากหลายบุคคลว่า อาจมีการลงขันว่าจ้างมือปืนเพื่อสังหารผู้ที่มีบทบาทในการตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อม ต่อมาเกิดเหตุผิดปกติบริเวณบ้านพักของสุเมธ ไม่ว่าจะเป็นเสียงสุนัขเห่าต่อเนื่องในเวลากลางคืน ร่องรอยรถยนต์บริเวณหน้าบ้าน และมีการพบขวดน้ำดื่ม ก้นบุหรี่ และขวดยาชูกำลังในบริเวณทางเข้าบ้าน ทำให้ครอบครัวของสุเมธเชื่อว่าอาจมีบุคคลเข้ามาเฝ้าสังเกตุการณ์

13 มิ.ย. 2569 สุเมธได้รับการแจ้งเตือนว่า อาจมีการว่าจ้างมือปืนจากต่างจังหวัดให้เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ และแนะนำให้เขาหลีกเลี่ยงการพักในสถานที่เดิมเป็นประจำ ขณะเดียวกัน ก็มีบุคคลติดต่อเข้ามาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบโรงงาน และพยายามขอเข้ามา “พูดคุย”

2 ส.ค. 2569 สุนัข 2 ตัวที่บ้านของสุเมธเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ และอีกหนึ่งตัวป่วยอย่างรุนแรง ในวันถัดมา ขณะที่สุเมธกำลังลงพื้นที่สังเกตโรงงาน ได้มีรถยนต์สีดำเข้ามาจอดประชิดด้านหลัง โดยไม่มีเหตุอันสมควรที่จะจอดในบริเวณดังกล่าว ภายในมีชาย 4 คน ทำให้เชื่อได้ว่า สุเมธกำลังถูกเฝ้าติดตาม

18. สุนทร คมคาย: “มีการลงขันจะฆ่าแหลม”
สุนทร คมคาย เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เขาทำงานร่วมกับชุมชนในการตรวจสอบปัญหามลพิษและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมานานกว่า 13 ปี ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาเผชิญกับโทรศัพท์ข่มขู่ การฝากข้อความผ่านบุคคลใกล้ชิดให้ยุติการเคลื่อนไหว และการถูกติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

20 ก.ค. 2569 มีผู้ได้ยินการสนทนาในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรีว่า “มีการลงขันจะฆ่าแหลม” ซึ่ง “แหลม” เป็นชื่อเล่นของสุนทร ต่อมาในวันที่ 28 ก.ค. 2569 สุนทรได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า ผู้ประกอบการโรงงานบางส่วนกำลังระดมเงินเพื่อว่าจ้างบุคคลให้ใช้ความรุนแรงต่อสุเมธและสุนทร โดยตั้งค่าหัวถึงคนละ 2 ล้านบาท

3 ส.ค. 2569 หลังสุนทรเผยแพร่คลิปเกี่ยวกับมลพิษและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “คนรอความตาย55555” แม้ข้อความดังกล่าวเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอจะยืนยันการเตรียมก่อเหตุ แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับคำเตือนและข้อมูลจากหลายแหล่งที่สอดคล้องกัน ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น

19. สังคมไม่ควรโรแมนติไซส์การตายของนักสู้สามัญชน
สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ เราไม่ควรทำให้การเสียชีวิตของชาวบ้านหรือผู้ออกมาปกป้องสิ่งแวดล้เอมของชุมชนหรือจังหวัดกลายเป็นภาพโรแมนติกว่า “นักสู้ที่ยอมสละชีวิตเพื่อสิ่งแวดล้อม” เพราะการเสียชีวิตไม่ควรเป็นราคาปกติของการมีส่วนร่วมของประชาชน สังคมไม่ควรต้องรอให้มีคนตายก่อน จึงจะยอมรับว่าปัญหานั้นร้ายแรง และชาวบ้านไม่ควรต้องเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบว่าโรงงานปล่อยสารอะไรลงน้ำ หรือมีใครนำกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในชุมชน

นั่นเพราะสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ควรเป็นสิทธิที่ต้องแลกด้วยชีวิตของใคร

20. เจ้าของกิจการโรงงานกี่รายที่ต้องนอนคุก
กรณีที่ 1 เมื่อปี 2567 ศาลจังหวัดสีคิ้วพิพากษาจำคุก น.ส.วราลี กิจสะอาด กรรมการผู้จัดการบริษัท เอกอุทัย จำกัด สาขากลางดง จ.เชียงใหม่ ในคดีลักลอบฝังกลบและครอบครองสารเคมี หลังพบการปนเปื้อนของสาร เช่น พลวง แคดเมียม ตะกั่ว ซีลีเนียม รวมถึงสารหนูและปรอท โดยให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 250,000 บาท ไม่รอลงอาญา

กรณีที่ 2 ปี 2567-2568 บริษัท วิน โพรเสส บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จำเลยที่ 1 นายโอภาส บุญจันทร์ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัท ถูกกรมโรงงานอุตสาหกรรมฟ้องดำเนินคดีรวม 5 ข้อหา ได้แก่ ความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 3 ข้อหา และประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการปล่อยสารอันตราย/สิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอีก 2 ข้อหา

ทั้งนี้ ศาลจังหวัดระยองพิพากษา ปรับบริษัท 350,000 บาท จำคุกนายโอภาส 5 ปี 15 เดือน ให้ริบสารเคมีของกลางเพื่อกำจัดให้บริษัทและนายโอภาสรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกำจัด คดีนี้นายโอภาสถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางระยอง และเสียชีวิตในเรือนจำ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2568 เพียงประมาณ 5 วันหลังคำพิพากษา อย่างไรก็ดีบริษัท วิน โพรเสส เคยถูกกรมโรงงานฯ ฟ้องข้อหาครอบครองวัตถุอันตรายและลักลอบฝังของเสียลงหลุมตั้งแต่ปี 2556 และศาลมีคำพิพากษาในปี 2564 ให้ลงโทษจำเลย แต่รอลงอาญา 2 ปี

กรณีที่ 3 ศาลสั่งจำคุกแต่รอลงอาญา ปี 2568 ศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาคดีลักลอบนำกากอุตสาหกรรมประมาณ 26,880 ตัน ไปกองและฝังกลบ จำเลยมี 3 ราย ได้แก่นายสุเทพ ขวัญดา — เจ้าของที่ดิน บริษัท ศีวัช ขนส่ง จำกัด นายพิศิษฐ์ เพิ่มศิริธัญพร — กรรมการบริษัท นายสุเทพได้รับโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 80,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี ส่วนกรรมการ นายพิศิษฐ์ จำคุก 6 เดือน ปรับ 40,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี ทั้ง 3 ราย ต้องร่วมกันจ่ายค่าจัดการกากอุตสาหกรรมแก่รัฐประมาณ 124.9 ล้านบาท

กรณีที่ 4 บริษัท AYLP บริษัท เอวายแอลพี จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งประกอบกิจการโรงงานและครอบครองขยะอิเล็กทรอนิกส์/วัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลพิพากษาผู้บริหาร/ผู้จัดการโรงงาน จำคุก 3 ปี 3 เดือน ปรับ 175,000 บาท แต่รอลงอาญา 2 ปี

กรณีที่ 5 บริษัท แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด จ.ราชบุรี คดีนี้เริ่มมีการร้องเรียนมาตั้งแต่ประมาณปี 2544 ทั้งกลิ่น น้ำเสีย และการปนเปื้อนในห้วยน้ำพุและน้ำใต้ดิน ประชาชนจำนวนมากจึงรวมตัวกันฟ้องคดีแบบกลุ่ม และศาลแพ่งพิพากษาให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันคดีแพ่งถึงที่สุดและมีการบังคับคดีจ่ายเงินแก่ชาวบ้านแล้ว สำหรับคดีอาญา มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญากับบริษัทถึง 5 คดี แต่คดียังอยู่ในขั้นสอบสวนยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากรรมการบริษัทถูกจำคุก

อ้างอิง:
• การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง, นิพนธ์ พัวพงศกร คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
• ถอดบทเรียนนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน, Thai PBS
• ข้อมูลการเสียชีวิตของนักต่อสู้เพื่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกรณีเจริญ วัดอักษร ทองนาค เสวกจินดา พีระ ตันติเศรณี และประจบ เนาวโอภาส
• THE EXIT: คดี 4 ศพดงมะไฟ, Thai PBS
• ดงมะไฟ อาหารของเรา แผ่นดินของเรา, Thai PBS Decode
• 25 ปี รอยเลือด คราบน้ำตาของคนดงมะไฟ, The Standard
• มหากาพย์คัดค้านโรงโม่หิน โศกนาฏกรรมชาวบ้าน ต.ดงมะไฟ, Nation TV
• ข้อมูลการเสียชีวิตของบุญรอด ด้วงโคตะ, สนั่น สุขวรรณ, ทองม้วน คำแจ่ม และสม หอมพรมมา
• 20 ปี หลังเสียงปืน…ยังมีคำถามกับความตายของ “เจริญ วัดอักษร”, Thai PBS
• ข้อมูลการคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก เหตุยิงเสียชีวิต และกระบวนการพิจารณาคดี
• 17 ปี เจริญ วัดอักษร: อนาคตที่เราต้องการ, Thai PBS
• ข้อมูลบทบาทของเจริญ วัดอักษร และเครือข่ายชุมชนในการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน
• ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องจำเลยคดีสังหารเจริญ วัดอักษร, Thai PBS
• ข้อมูลสถานะคดีและเหตุผลของศาลอุทธรณ์
• ข้อมูลคดีผู้ใหญ่จบ ประจบ เนาวโอภาส, Thai PBS
• ข้อมูลผลคำพิพากษาศาลฎีกาและจำเลยในคดี
• ข้อมูลเกี่ยวกับประเวียน บุญหนัก
• ข้อมูลการคัดค้านโรงโม่หินในจังหวัดเลยและเหตุการณ์ยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2538
• ข้อมูลเกี่ยวกับทองนาค เสวกจินดา
• ข้อมูลการเคลื่อนไหวต่อต้านกิจการถ่านหินและการจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดียิง
• ข้อมูลนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย, Thai PBS
• รายงานของ The Active ระบุเรื่องการติดตาม ข่มขู่ และข้อมูลการรวมเงินว่าจ้างมือปืนต่อจรและสุเมธโดยตรง
• อธิบดีกรมโรงงานฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บ.นครธนโชติ สั่งปรับปรุงแก้ไขภายใน 30 กันยายน พร้อมเข้าฟังคำพิพากษาของศาลจังหวัดสีคิ้ว กรณี เอกอุทัย (สาขากลางดง) ปรับ 250,000 บาท จำคุก 2 ปี 6 เดือน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• ศาลสั่งจำคุก 5 ปี กรรมการบริษัทโพรเสส, ThaiPBS
• กรมโรงงานฯ สู้ 4 ปี ศาลพิพากษาแล้ว! ชนะคดีลักลอบทิ้งกาก 27,000 ตัน ในที่ดิน ‘ดีลัง ลพบุรี’ สั่งโทษปรับ-จำคุก ชดใช้เงิน 124.9 ล้านบาท, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• เอกนัฏ สั่งกรมโรงงานฯ กวาดล้างโรงงานรีไซเคิลเถื่อน ศาลลงดาบ “เอวายแอลพี” จำคุกกว่า 3 ปี ปรับ 3.5 แสนบาท ชดใช้ค่าบำบัด/กำจัดของเสียทั้งหมด, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• ผู้บริหารวิน โพรเสสเสียชีวิตแล้ว, ThaiPBS
• รมว.ยุติธรรมลงพื้นที่ จ.ราชบุรีมอบเงินแก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ จากการปล่อยสารโลหะหนักของโรงงานกำจัดของเสีย, สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี

Related posts

ชาวปราจีนฯยื่น 1.1 หมื่นรายชื่อไม่เอา EEC ไม่รับกากพิษอุตสาหกรรม

โต้ สส.ภูมิใจไทย มูลนิธิสืบฯ ไม่มีหน้าที่แก้ภัยแล้งให้ชาวสวนจันทบุรี

ปั้น EEC ดัน Data Center แลกผืนป่าต้นน้ำที่หายไปได้ไม่คุ้มเสีย?