ระบบการกระจายน้ำจันทบุรีมีปัญหา คุ้มหรือที่ต้องแลกผืนป่าเขาสิบห้าชั้น?

การบริหารจัดการน้ำในจันทบุรียังมีปัญหา โดยเฉพาะภัยแล้ง การผลักดันสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนดของกรมชลประทานจึงถูกผู้คนตั้งคำถามว่าคุ้มจริงๆ หรือ

ท่ามกลางการเดินหน้าผลักดัน “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ในฐานะอ่างที่ 4 ภายใต้เมกะโปรเจกต์จัดการน้ำลุ่มน้ำคลองวังโตนดโดยกรมชลประทาน ผู้คนในสังคมและชาวบ้านในพื้นที่มีข้อกังวลและได้ตั้งคำถามอย่างหนักถึง “ความจำเป็นที่แท้จริง” เมื่อผลการบริหารจัดการน้ำของ 3 อ่างแรกที่ได้ก่อสร้างไปแล้วก่อนหน้านี้ยังคงทิ้งโจทย์ปัญหาภัยแล้งที่ยังคงเกิดขึ้นใน จ.จันทบุรี ยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำ และวิกฤตช้างป่ารุกรานชุมชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

การสร้างอ่างขนาดใหญ่ที่สุดบนผืนป่าอนุรักษ์กว่าหมื่นไร่ จึงกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนวัดใจว่า รัฐกำลังแก้ปัญหาภัยแล้งให้ชาวสวนผลไม้ จ.จันทบุรีจริง หรือเป็นเพียงข้ออ้างที่หวังแลกต้นทุนทางธรรมชาติเพื่อป้อนน้ำเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจอื่น (ซึ่งมีพาวเวอร์มาก) หรือไม่

บทเรียน 3 อ่างแรก: ตอบโจทย์ภัยแล้งจริงหรือไม่?
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างและเปิดใช้อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ไปแล้ว 3 แห่ง ซึ่งมีปริมาณกักเก็บน้ำรวมกันมากกว่า 208.05 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) โดยมีมูลค่าโครงการ ดังนี้

• อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ความจุ 60.25 ล้าน ลบ.ม. มูลค่า 3,023 ล้านบาท
• อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้าน ลบ.ม. มูลค่า 3,920 ล้านบาท
• อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้าน ลบ.ม. มูลค่า 2,750 ล้านบาท
รวมทั้ง 3 โครงการ รัฐบาลได้ใช้วงเงินงบประมาณลงทุนรวมกันสูงถึง 9,693 ล้านบาท

แม้น้ำต้นทุนจำนวนมหาศาลกว่า 200 ล้าน ลบ.ม. จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้มูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP) ของจันทบุรี เติบโตทะลุ 145,563 ล้านบาท โดยมีภาคการเกษตรครองสัดส่วนหลักสูงที่สุดในประเทศกว่า 76,611 ล้านบาท (จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากภาคเกษตรสูงที่สุดเป็น อันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็นกว่า 50% ของ GPP จังหวัด) ซึ่งมี ‘ทุเรียน’ เป็นตัวชูโรงที่สร้างมูลค่าการส่งออกแตะระดับ 100,000 ล้านบาทต่อปี จากพื้นที่ปลูกที่ขยายตัวพุ่งสูงเกิน 467,000 ไร่

แต่นั่นเป็นเพียงภาพสะท้อนฝั่งเดียว ทว่าในความเป็นจริง น้ำต้นทุน 208.05 ล้าน ลบ.ม. จาก 3 อ่างแรก ยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในแนวคลองส่งน้ำหลักและระบบท่อประทาน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชลประทานราว 100,000–110,000 ไร่ ในเขต ต.แก่งหางแมว ต.พวา และพื้นที่บางส่วนของ อ.นายายอาม กับ อ.ท่าใหม่

เกษตรกรในเขตชลประทานเดิมที่มีสวนทุเรียนรวมกันกว่า 110,000 ไร่ ได้รับอานิสงส์เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีน้ำต้นทุนป้อนสวนทุเรียนได้อย่างสม่ำเสมอเฉลี่ย 1,200–1,500 ลบ.ม.ต่อไร่ต่อปี ช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่สวนทุเรียนขนาดใหญ่ที่มีทุนหนา

ทว่า ในทางกลับกัน จ.จันทบุรีมีพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้) ขยายตัวพุ่งสูงรวมกันเกือบ 500,000 ไร่ และยังมีแปลงปลูกใหม่อีกเกือบ 200,000 ไร่ นั่นหมายความว่า มีเกษตรกรและสวนผลไม้อีกมากกว่า 350,000–400,000 ไร่ (หรือคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 70–80 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในลุ่มน้ำ) ที่ยังตกสำรวจและอยู่นอกเขตระบบกระจายน้ำ

เกษตรกรรายย่อยกลุ่มนี้ไร้ระบบคลองไส้ไก่หรือท่อแขนงเข้าถึงสวน ต้องเผชิญภาวะ ‘น้ำในอ่างเต็ม แต่ไร้ท่อส่งถึงสวน’ จนต้องพึ่งพาตนเองด้วยการขุดบ่อบาดาลที่ระดับความลึกกว่า 80–120 เมตร ซึ่งเสร็จสิ้นด้วยค่าใช้จ่ายสูงถึงบ่อละ 50,000–100,000 บาท หรือต้องแบกรับภาระค่าน้ำดิบ 4-5 แสนบาทต่อฤดูกาลสะท้อนให้เห็นว่า 3 อ่างแรกสร้างประโยชน์ได้เฉพาะกลุ่มที่มีระบบท่อส่งถึง แต่กลับทิ้งเกษตรกรส่วนใหญ่ให้อยู่ในสภาวะขาดแคลนน้ำต่อไปอย่างลักลั่น

ปัญหาสำคัญที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำกักเก็บ แต่อยู่ที่ “การขาดแคลนระบบกระจายน้ำ (เส้นเลือดฝอย)” รัฐลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างอ่างกักเก็บขนาดใหญ่ แต่กลับไร้การวางผังท่อส่งน้ำหรือคลองไส้ไก่กระจายไปถึงสวนของชาวบ้านนอกเขตชลประทาน เกิดความลักลั่นเมื่ออ่างเก็บน้ำมีน้ำเต็มความจุ แต่นาและสวนที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรกลับแห้งขอด เกษตรกรต้องแบกรับภาระขุดเจาะบ่อบาดาล หรือยอมจ่ายเงินหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อปี เพื่อซื้อน้ำบรรทุกมาประคองต้นทุเรียนไม่ให้ยืนต้นตาย

แม้มีอ่างเก็บน้ำสถิติภัยแล้ง/ปัญหายังวนลูป
หากพิจารณาสถิติภัยแล้งในพื้นที่ จ.จันทบุรี ย้อนหลังในช่วงปี 2567–2569 จะพบว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากและรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในสภาวะที่เผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญและฝนทิ้งช่วง

ปี 2567: พื้นที่นอกเขตชลประทานใน อ.แก่งหางแมว อ.เขาคิชฌกูฏ และ อ.โป่งน้ำร้อน ประสบวิกฤตภัยแล้งรุนแรง น้ำในลำคลองธรรมชาติแห้งขอด เกษตรกรต้องเร่งแย่งชิงน้ำดิบและซื้อน้ำจากเอกชน

ปี 2568–2569: สภาพอากาศเอลนีโญที่ทวีความรุนแรง เกิดภาวะคลื่นความร้อนและฝนทิ้งช่วงยาวนาน ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อบาดาลแห้งขอด ขณะที่ความต้องการใช้น้ำของทุเรียนในระยะเร่งผลผลิตพุ่งสูงขึ้นเป็น 2–3 เท่าตัว จนเกิดภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างหนักในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น อ.แก่งหางแมว, อ.เขาคิชฌกูฏ และ อ.โป่งน้ำร้อน

ความรุนแรงของภัยแล้งบีบบังคับให้เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าน้ำดิบพุ่งสูงถึงวันละ 5,000–10,000 บาท (จากการสั่งซื้อน้ำบรรทุกเที่ยวละ 800–1,500 บาท) ซึ่งเกินขีดความสามารถทางเงินของชาวสวนหลายราย สุดท้ายชาวสวนจำนวนมากจึงจำใจต้อง ‘สลัดดอกและตัดผลทุเรียนอ่อนทิ้ง’ ทั้งต้น ตั้งแต่ร้อยละ 30 ไปจนถึงร้อยละ 70 ของผลผลิตทั้งหมด เพื่อลดการคายน้ำและดึงสารอาหารกลับไปเลี้ยงลำต้น ไม่เช่นนั้นต้นทุเรียนแม่อายุหลายสิบปีซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยต้นละนับหมื่นบาทจะต้องเหี่ยวเฉาและยืนต้นตายอย่างสิ้นเชิง

เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การมีอ่างเก็บน้ำ 3 แห่งที่กักเก็บน้ำได้กว่า 200 ล้าน ลบ.ม. ไม่สามารถการันตีความรอดจากภัยแล้งของคนจันทบุรีได้ ตราบใดที่ระบบการจัดสรรน้ำยังกระจุกตัว และพื้นที่ปลูกพืชที่ใช้น้ำมากขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างพื้นฐานในการส่งน้ำ

‘อ่างเก็บน้ำวังโตนด’ จำเป็นจริงหรือไม่?
โครงการ “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ถูกวางไว้ให้เป็นอ่างที่ 4 และเป็นอ่างขนาดใหญ่ที่สุด มีความจุกว่า 99.50 ล้าน ลบ.ม. บนพื้นที่โครงการกว่า ร่วม 12,000 ไร่

ฝั่งสนับสนุน: กรมชลประทานและฝ่ายพัฒนาแหล่งน้ำชี้ว่า อ่างที่ 4 คือ “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ในการเติมเต็มระบบพวงอ่าง เพื่อทำหน้าที่ตัดยอดน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ ชะลอการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ล่าง และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญเพื่อเติมเต็มระบบชลประทาน รวมถึงเป็นน้ำสำรองสำหรับผันไปรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในอนาคต

ฝั่งอนุรักษ์และชุมชน: ฝ่ายค้านและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็น เนื่องจากพื้นที่สร้างอ่างที่ 4 ต้องกลืนกินผืนป่าอนุรักษ์ดิบชื้นผืนสุดท้ายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นและป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง ซึ่งเป็นป่าที่ราบต่ำอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยหลักของช้างป่าและสัตว์ป่านานาชนิด

บทเรียนจาก 3 อ่างแรกได้สร้างวิกฤต “ช้างป่าเปลี่ยนพฤติกรรม” เมื่ออ่างเก็บน้ำเข้าท่วมทับเส้นทางเดินและแหล่งอาหารธรรมชาติ ช้างป่าจึงถูกดันให้ออกนอกป่าเข้ามาหากินในชุมชนและสวนผลไม้ เกิดความขัดแย้งระหว่าง “คนกับช้าง” ที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การสร้างอ่างที่ 4 เพิ่มอีกหมื่นกว่าไร่ ย่อมเป็นการซ้ำเติมวิกฤตนิวาสสถานสัตว์ป่าให้รุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เพิ่มการบริหารจัดการน้ำ 3 อ่างแรก หรือแลกป่าสร้างอ่างที่ 4?
คำถามที่ว่า “การสร้างอ่างวังโตนดเป็นอ่างที่ 4 จำเป็นจริงหรือไม่?” อาจไม่ได้คำตอบจากการมองแค่ตัวเลขความจุน้ำ แต่ต้องมองผ่านประสิทธิภาพการใช้น้ำและผลกระทบทางนิเวศวิทยา

หากเป้าหมายคือการแก้ปัญหาภัยแล้งให้ชาวจันทบุรีจริงๆ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้อาจไม่ใช่การสูญเสียพื้นที่ป่าอนุรักษ์อีกหมื่นกว่าไร่เพื่อสร้างปูนคอนกรีตแห่งใหม่ แต่คือ การเร่งสร้าง “ระบบกระจายน้ำ” จาก 3 อ่างเดิมที่มีอยู่ ให้เข้าถึงมือเกษตรกรรายย่อยอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าสร้างอ่างที่ 4 โดยไม่ถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม โดยเฉพาะจาก 3 อ่างที่กล่าวมา และแก้ปัญหาผลกระทบเรื่องช้างป่าการสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ก็อาจกลายเป็นเพียงอนุสรณ์แห่งความซ้ำซาก ที่คนจันทบุรี (และคนทั้งประเทศ) ต้องเสียสละทรัพยากรธรรมชาติและผืนป่าอันประเมินค่าไม่ได้ โดยที่ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง…และปัญหาภัยพิบัติที่มีความถี่มากขึ้นจากภาวะโลกร้อนจะยังคงวนวูปและทวีรุนแรงมากขึ้นเหมือนเช่นในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ

อ้างอิง:
28 ม.ค. 2569 – คลองวังโตนด : ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลวิชาการกับอนาคตผืนป่าเขาสิบห้าชั้น, เว็บไซต์มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
21 เม.ย. 2569 – ภัยแล้งรุนแรง ชาวสวนทุเรียนกักน้ำใช้ จ.จันทบุรี, Thai PBS
1 ก.ย. 2564 – ขอคัดค้าน EHIA อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด และขอให้พิจารณาลดขนาดอ่างฯ, เว็บไซต์มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
25 มิ.ย. 2564 – แถลงการณ์สมาคมอุทยานแห่งชาติ เรื่อง คัดค้านโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี, เว็บไซต์มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
10 มี.ค. 2563 – ‘แก่งหางแมว โมเดล’ ต้นแบบการจัดการน้ำแห่งภาคตะวันออก, Salika.co
22 พ.ย. 2561 – อาณาจักรช้างแก่งหางแมว กับปัญหาช้างหากินแหล่งชุมชน, Thai PBS
สำนักงานสถิติจังหวัดจันทบุรี/สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ – ข้อมูลผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP) และสถิติภาคเกษตรกรรมจังหวัดจันทบุรี
สำนักงานชลประทานและกรมชลประทาน – ข้อมูลเทคนิคและขนาดความจุอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด

Related posts

คนปราจีนฯไม่เอา EEC วันนี้มลพิษมากพอแล้ว หนุนปั้นศก.ฐานทรัพยากร

กรมชลฯ แจงด่วนยันสร้างอ่างวังโตนดคู่การอนุรักษ์ พร้อมดูแลช้างป่า

จมเขาสิบห้าชั้นหมื่นไร่? กระทบต้นไม้ 22 ล้านต้น ช้าง/สัตว์ป่า 105 ชนิด