โรดแมป 12 ด่านการสร้างอ่างวังโตนด หลัง ครม.ไฟเขียวงบฯ 7,200 ล้าน

ประเด็นที่จะต้องจับตาโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนดคือ กรมอุทยานฯ จะยอมเพิกถอนป่าเขาสิบห้าชั้นให้เท่าใด หลังจาก ครม.ไฟเขียวงบฯ 7,200 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี วงเงิน 7,200 ล้านบาท พื้นที่ 11,982 ไร่ กำหนดแผนดำเนินงาน 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2576 มีความจุอ่าง 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ และถูกจัดอยู่ใน 38 โครงการสำคัญตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ EEC

ครม.กำชับว่าการเข้าใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติต้องได้รับอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน โดยเฉพาะการขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติเข่สิบห้าชั้นและป่าสงวนแห่งชาติขุนซ่องให้ถูกต้องก่อนดำเนินการก่อสร้าง กล่าวให้ชัดก็คือจะต้องมีการประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่าก่อน

11,982 ไร่ แยกเป็น 2 กระบวนการกฎหมาย
พื้นที่ทั้ง 11,982 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และ ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 5,791 ไร่ ส่วนพื้นที่อุทยานฯ เขาสิบห้าชั้นจะต้องเข้าสู่กระบวนการ เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติบางส่วน ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดและท้ายที่สุดต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาจึงจะมีผลเปลี่ยนแปลงเขตอุทยานฯ

ส่วนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง กรมชลประทานจะต้องมีคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง ซึ่งคำขอเดิมตามเอกสารกรมป่าไม้ลงพื้นที่ไว้ที่ประมาณ 7,097 ไร่ ก่อนที่โครงการจะปรับลดพื้นที่รวมลงเหลือ 6,191 ไร่ ซึ่งต้องออกเป็นกฎกระทรวง ต่างกับการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติที่ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา

การดำเนินการหลังจากนี้ ประกอบด้วย ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 กรมชลฯยื่นขอใช้พื้นที่อุทยานฯ
ย้อนกลับไปเมื่อ 23 ส.ค. 2564 กรมชลประทานได้ขออนุญาตใช้พื้นที่อุทยานฯ เขาสิบห้าชั้นเพื่อดำเนินโครงการประมาณ 6,191 ไร่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนช่องประมาณ 5,791 ไร่ รวมพื้นที่ 11,982 ไร่ ซึ่งจะต้องรอการอนุมัติจากกรมอุทยานฯ เจ้าของพื้นที่

ขั้นตอนที่ 2 — กรมชลฯต้องทบทวนแบบ–ลดพื้นที่–จัดทำแผนที่
กรมชลประทานต้องหารือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้ได้ข้อยุติเกี่ยวกับรูปแบบการก่อสร้าง และจัดทำแผนที่พื้นที่ที่จะใช้ประโยชน์เพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะก่อนหน้านี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้กำหนดเงื่อนไขให้โครงการต้องปรับลดขนาดพื้นที่และใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ กรมชลประทานจึงยังต้องทำให้ขอบเขตโครงการและพื้นที่ที่จะขอใช้ให้มีความชัดเจน ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

ตัวล่าสุดกรมชลประทานได้ปรับลดขนาดพื้นที่โครงการลงเหลือประมาณ 11,982 ไร่ จากเดิมโครงการนี้จะใช้พื้นที่้เขาสิบห้าชั้น 7,503 ไร่ และป่าขุนซ่อง 7,097 ไร่ รวม 14,600 ไร่ ดังนั้นหลังจากนี้ต้องดูว่าจะมีการปรับเปลี่ยนขนาดพื้นที่อีกหรือไม่ หรือจะมีการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ เท่าไรกันแน่ ซึ่งจะมีข้อเสนอแนะและความเห็นชอบจากคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ

ขั้นตอนที่ 3 เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน
เมื่อกรมอุทยานฯ พิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และเห็นว่ากระบวนการสามารถเดินหน้าต่อได้ จะให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 ร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

ขั้นตอนนี้กำหนดกรอบเวลา 120 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดสำหรับคนจันทบุรีและเครือข่ายอนุรักษ์ที่คัดค้านโครงการนี้ เพราะจะเป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมต่อการนำพื้นที่ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ ดังนั้น การชุมนุมและการคัดค้านในช่วงเวลานี้จึงยังมีความหมายต่อกระบวนการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ ด้วย

ขั้นตอนที่ 4 กรมอุทยานฯ กลั่นกรองเสนอคณะกรรมการอุทยานฯ
หลังเสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็น กรมอุทยานฯ จะพิจารณาความเห็นที่ได้รับ และจัดทำความเห็นเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 90 วัน

ขั้นตอนที่ 5 คณะกรรมการอุทยานฯพิจารณา
เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ ว่าจะความเห็นไปในทิศทางใด

ขั้นตอนที่ 6 ส่งไม้ต่อให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
เมื่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติให้ความเห็นแล้ว เรื่องจะถูกส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการอุทยานฯ และกรมอุทยานฯ โดยมีกรอบระยะเวลา 60 วัน ถ้าผ่านขั้นตอนนี้จึงจะเดินหน้าสู่การจัดทำเอกสารทางกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงเขตอุทยานฯ ต่อไป

ขั้นตอนที่ 7 จัดทำแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา
กรมอุทยานฯ จะจัดทำ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 7 และส่งแผนที่ให้กรมการปกครองตรวจสอบพื้นที่และเขตการปกครอง
ซึ่งมีกรอบเวลาตามกระบวนการ 120 วัน ขั้นตอนนี้มีความสำคัญ เพราะแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาจะเป็นตัวกำหนดอย่างเป็นทางการว่า พื้นที่ส่วนใดถูกนำออกจากเขตอุทยานฯ

ขั้นตอนที่ 8 จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกา
เมื่อแผนที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้ว กรมอุทยานฯ จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกา และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนามในหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาต่อไป ซึ่งอยู่ในกรอบเวลา 60 วัน

ขั้นตอนที่ 9 เสนอเรื่องกลับเข้า ครม.อีกครั้ง
เมื่อร่างพระราชกฤษฎีกาเสร็จ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา จากนั้นจึงส่งเรื่องต่อให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างต่อไป

ขั้นตอนที่ 10 กฤษฎีกาตรวจร่าง
หลัง ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมตรวจพิจารณาร่างกฎหมาย ขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้ถูกต้องทั้งด้านกฎหมายและรายละเอียดพื้นที่ ก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย

ขั้นตอนที่ 11 ทูลเกล้าฯ ประกาศราชกิจจานุเบกษา
เมื่อร่างพระราชกฤษฎีกาผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะแจ้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมส่งแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ จากนั้นเมื่อมีการลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ขั้นตอนที่ 12 การขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนฯ
ในทางคู่ขนานทางกรมชลประทานต้องขออนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนฯ ขุนซ่องด้วย ขั้นตอนนี้กรมชลประทานดำเนินการขออนุญาตเมื่อ 29 ต.ค. 2564 แต่อยู่ในขั้นตอนอนุญาตใช้พื้นที่ โดยพื้นทื่ส่วนนี้มีประชาชนอาศัยอยู่ กรมชลฯ จะต้องดำเนินการจัดหาที่อยู่ใหม่และจ่ายค่าเวนคืนให้ประชาชนย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งกระบวนการนี้จะต้องออกเป็นกฎกระทรวง

เมื่อครบทุกขั้นตอนคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 15 เดือนเป็นอย่างน้อย และจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำต่อไปเว้นแต่โครงการนี้ถูกคัดค้านจากประชาชนอย่างหนัก และสถานการณ์บานปลายจนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งประเด็นหลังนี้มีความเป็นไปได้ต่ำ

หมายเหตุ-ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการประมาณการระยะเวลาการดำเนินการจากข้อมูลที่มีอยู่ของแต่ละหน่วยงานเท่านั้น

อ้างอิง:
5 ส.ค. 2569 – ครม.อนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี กรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท – สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
16 ส.ค. 2569 – กรมชลประทานเปิดข้อมูลโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ระบุความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่โครงการประมาณ 11,982 ไร่ – กรมชลประทาน
1 ก.ค. 2569 – เปิดขั้นตอนการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น – Nation TV
21 มิ.ย. 2569 – สผ.ยืนยันการดำเนินโครงการต้องเป็นไปตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม – สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5 มิ.ย. 2569 – มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยื่นฟ้องเพิกถอน EHIA โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
15 ก.ค. 2569 – ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องกรณี EHIA เนื่องจากขณะนั้นโครงการยังอยู่ระหว่างกระบวนการขอใช้ประโยชน์ที่ดินและยังไม่ผ่าน ครม. – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

Related posts

ส่งเสียงรักษ์ป่าSAVEเขาสิบห้าชั้น นัดชุมนุมค้าน ‘อ่างวังโตนด’ 13 ก.ย.นี้

Data Center เริ่มพ่นพิษแอบทิ้งขยะที่บ้านฉาง 20 ตัน ในกทม.มี 49 แห่ง

เอลนีโญรุนแรงมากส่อลากยาวต้นปี 70 โลกเสี่ยงแล้ง ร้อนจัด ฝนสุดขั้ว