ข้อตกลงปารีสกำลังเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะทะลุ 1.5°C หรือ Climate Overshoot เนื่องจากทั่วโลกยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น
เป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5°C ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) กำลังเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เมื่อสหประชาชาติ (UN) ยอมรับอย่างหนักแน่นขึ้นว่า การที่อุณหภูมิโลกจะทะลุระดับ 1.5°C ในช่วงหนึ่งก่อนลดกลับลงมา หรือที่เรียกว่า Climate Overshoot (ร้อนเกินเป้าหมาย) กำลังกลายเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
รายงาน Limiting Overshoot ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) จึงเปลี่ยนโจทย์จากเดิมที่โลกพยายาม “ไม่ให้ทะลุ 1.5°C” มาเป็นการจำกัดความสูงของจุดพีกและระยะเวลาที่อุณหภูมิอยู่เหนือ 1.5°C ให้สั้นและต่ำที่สุด เพราะยิ่งโลกร้อนสูงขึ้นและอยู่นานขึ้น ความเสียหายต่อมนุษย์ ระบบเศรษฐกิจ และธรรมชาติก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
นี่ไม่ได้หมายความว่า UN ประกาศว่า “ข้อตกลงปารีสล้มเหลว” แต่เป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เส้นทางที่จะรักษาตัวเลขไว้ที่ 1.5°C โดยไม่เกิด Overshoot กำลังหลุดมือ และภารกิจจากนี้คือทำให้ Overshoot เล็กและสั้นที่สุด พร้อมพยายามนำอุณหภูมิกลับลงมาในระยะยาว
แล้วอะไรทำให้โลกเดินมาถึงจุดนี้?
1. โลกยังเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น
สาเหตุพื้นฐานที่สุดคือทั่วโลกยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยเฉพาะจาก ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ข้อมูล Global Carbon Budget 2025 ประเมินว่า การปล่อย CO₂ จากเชื้อเพลิงฟอสซิลในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นอีก 1.1% แตะ 3.81 หมื่นล้านตันคาร์บอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้พลังงานหมุนเวียนจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศก็ตาม
พูดง่าย ๆ คือ ทั่วโลกกำลังเพิ่มพลังงานสะอาดก็จริง แต่ยังไม่ได้ลดการใช้ฟอสซิลในระดับที่รวดเร็วพอที่จะทำให้การปล่อยโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
Global Carbon Project ระบุชัดว่า การลดคาร์บอนของระบบพลังงานในหลายประเทศยังไม่สามารถชดเชยการเพิ่มขึ้นของความต้องการพลังงานทั่วโลกได้ นี่คือกับดักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรืออาจสรุปได้ว่า พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น แต่พลังงานฟอสซิลไม่ได้ลดลงเร็วพอ
2. โลกไม่ได้ขาดเทคโนโลยีสะอาด
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โลกขาดเทคโนโลยีสะอาด แต่คือ ความต้องการพลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง อุตสาหกรรม การเดินทาง การใช้ไฟฟ้า รวมถึงความต้องการพลังงานจากเศรษฐกิจดิจิทัล ล้วนทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ต่อให้พลังงานหมุนเวียนขยายตัวอย่างรวดเร็ว หากการเติบโตดังกล่าวยังเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังลดลงไม่เร็วพอ
Global Carbon Budget 2025 สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนว่า การขยายตัวของพลังงานสะอาดยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างการเพิ่มขึ้นของความต้องการพลังงานและการปล่อยจากฟอสซิล
3. เป้าหมายของประเทศต่างๆ ยังต่ำกว่าเป้าทางวิทยาศาสตร์
นี่คือ “ช่องว่างของความทะเยอทะยาน” (ambition gap) UNEP ประเมินใน Emissions Gap Report 2025 ว่า หากประเทศต่างๆ ดำเนินการตาม NDCs ฉบับใหม่อย่างเต็มที่ โลกยังมุ่งไปสู่อุณหภูมิประมาณ 2.3–2.5°C ภายในปี 2100 ขณะที่หากพิจารณานโยบายที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน อุณหภูมิอาจสูงถึงประมาณ 2.8°C
ขณะที่เส้นทาง 1.5°C ต้องการให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงถึง 55% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับปี 2019 ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่โลก “ไม่มีเป้าหมาย” แต่คือ เป้าหมายที่ประกาศออกมายังไม่สอดคล้องกับระดับการลดการปล่อยก๊าซที่จำเป็น
4. การนำไปปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตาม “คำสัญญา”
นี่คือ implementation gap หรือช่องว่างระหว่างสิ่งที่รัฐบาลประกาศกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง UNEP ระบุว่า แม้หลายประเทศจะยกระดับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่โลกยังต้องการมาตรการที่เข้มข้นขึ้นอีกมากเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย NDCs
ในปี 2024 UNEP เคยเตือนแล้วว่า หากประเทศต่างๆ ไม่เพิ่มความทะเยอทะยานและไม่ลงมือทันที เป้าหมาย 1.5°C ของข้อตกลงปารีสอาจ “หายไปภายในเวลาไม่กี่ปี” โดยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก 42% ภายในปี 2030 และ 57% ภายในปี 2035 เพื่อให้ยังอยู่บนเส้นทาง 1.5°C
ซึ่งที่ผ่านมา โลกได้ปล่อยเวลาที่ผ่านไปโดยไม่มีการลดการปล่อยลงตามระดับที่ควรจะเป็น จึงทำให้ภารกิจยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ
5. โลกยังลงทุนและผูกติดกับโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิล
อีกสาเหตุสำคัญคือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ปล่อยคาร์บอนสูงยังสร้างพันธะให้โลกต้องปล่อยต่อไปอีกหลายทศวรรษ IPCC ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ หากดำเนินงานต่อโดยไม่มีมาตรการลดการปล่อยเพิ่มเติม จะปล่อย CO₂ มากเกินกว่างบประมาณคาร์บอนที่เหลือสำหรับเส้นทาง 1.5°C และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลได้สร้าง “carbon lock-in” หรือการล็อกประเทศและเศรษฐกิจให้พึ่งพาการปล่อยสูงต่อไป
นี่ทำให้การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างโซลาร์หรือกังหันลมเพิ่ม แต่ต้องลดการพึ่งพาสินทรัพย์และระบบพลังงานที่มีคาร์บอนสูงด้วย
6. โลกเสียเวลาไปมากทำให้การลดการปล่อยก๊าซรุนแรงขึ้น
ยิ่งเริ่มช้า การลดการปล่อยในอนาคตก็ยิ่งต้องเร็วและรุนแรงขึ้น IPCC เตือนว่า การชะลอการลดการปล่อยและการปรับตัวจะทำให้เกิดการล็อกโครงสร้างพื้นฐานที่มีการปล่อยสูง เพิ่มความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่อาจกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า และทำให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านเพิ่มขึ้น
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม “เวลา” จึงมีความสำคัญพอๆ กับปริมาณการลดการปล่อย ทุกปีที่โลกชะลอการลดการปล่อย หมายถึงการต้องลดให้มากขึ้นในปีต่อๆ ไป แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูล WMO ยืนยันว่า ช่วงปี 2015–2025 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล และปี 2025 เป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ความไม่สมดุลของพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงสุดในชุดข้อมูลย้อนหลัง 65 ปี
ขณะเดียวกัน ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกและความร้อนในมหาสมุทรยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย WMO ระบุว่า ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนและปริมาณความร้อนในมหาสมุทรแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 และยังเพิ่มขึ้นต่อในปี 2025
จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขอุณหภูมิที่กำลังเปลี่ยน แต่คือ ระบบภูมิอากาศทั้งระบบกำลังสะสมความร้อนเพิ่มขึ้น
7. แล้วเป้า 1.5°C ยังมีความหมายอยู่หรือไม่?
คำตอบคือ “ยังมี” และยิ่งมีความหมายมากกว่าเดิม ความเข้าใจผิดที่อันตรายคือ เมื่อโลกทะลุ 1.5°C แล้ว ทุกอย่าง “จบ” และไม่มีอะไรต้องทำอีก ตรงกันข้าม UNEP กำลังบอกว่า ทุกเศษส่วนขององศายังมีความหมายอยู่
หากโลกสามารถจำกัดจุดสูงสุดไว้ที่ 1.6°C แทน 1.8°C ย่อมลดความเสี่ยงได้มากกว่า และหากสามารถทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือ 1.5°C สั้นลง ก็ยิ่งลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายที่ย้อนกลับไม่ได้และลดโอกาสที่จะชนกับขีดจำกัดของการปรับตัว
ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ควรเปลี่ยนจาก “1.5°C หรือ “ไม่เอาอะไรเลย” เป็น “ยอมแพ้แล้วเดินไปสู่ 2°C” แต่สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ “ถ้าหลีกเลี่ยง Overshoot ไม่ได้ ก็ต้องทำให้มันต่ำที่สุดและสั้นที่สุด”
8. ปารีสกำลังพังหรือยังมีทางรอด?
คำตอบที่แม่นที่สุดคือ ข้อตกลงปารีสยังไม่พัง แต่โลกกำลังไม่เดินตามเส้นทางที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย 1.5°C ข้อตกลงปารีสที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 การประเมินในเวลานั้นชี้ว่า หากดำเนินตามนโยบายและคำมั่นที่มีอยู่ โลกอาจมุ่งไปสู่การร้อนขึ้นประมาณ 3–3.5°C
สิบปีต่อมา UNEP ระบุว่า หาก NDCs ปัจจุบันถูกดำเนินการอย่างเต็มที่ ตัวเลขลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.3–2.5°C แปลว่า “ข้อตกลงปารีสไม่ได้ไม่มีผล” แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นยังไม่มากพอที่จะพาโลกไปถึง 1.5°C
และนั่นคือความย้อนแย้งครั้งใหญ่ของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กล่าวคือ โลกทำมากขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อน แต่ยังทำไม่เร็วพอ
จากนี้จึงเหลือโจทย์ 3 ชั้น
หนึ่ง — ลดการปล่อยให้เร็วที่สุด
ไม่ใช่เพียงเพิ่มพลังงานหมุนเวียน แต่ต้องลดการพึ่งพาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ พร้อมเร่งประสิทธิภาพพลังงานและลดการปล่อยในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง อาคาร และเกษตรกรรม
สอง — จำกัด Overshoot
หากโลกทะลุ 1.5°C การตัดสินใจทุกวันนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะหยุดที่ 1.6°C, 1.8°C หรือสูงกว่านั้น เพราะทุกเศษส่วนขององศาหมายถึงความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
สาม — เตรียมรับมือโลกที่ร้อนขึ้น
แม้ลดการปล่อยอย่างรวดเร็ว ผลกระทบบางส่วนเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องเร่งการปรับตัว ตั้งแต่เมือง ระบบน้ำ เกษตร อาหาร สุขภาพ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการภัยพิบัติ
จากการประมวลข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ว่า สิ่งที่รายงานของ UN กำลังบอกโลกไม่ใช่ “ข้อตกลงปารีสล้มเหลวแล้ว” แต่เป็นคำเตือนที่น่ากังวลกว่านั้น นั่นคือ โลกกำลังสูญเสียโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมาย 1.5°C โดยไม่เกิด Overshoot
สาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นในปีเดียว แต่สะสมจากการที่โลกยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อย CO₂ ยังทำสถิติสูงสุด ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนสูงยังดำเนินต่อ นโยบายของประเทศต่างๆ ยังไม่สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกร้อง และการลงมือทำล่าช้ากว่าที่จำเป็น
วันนี้โลกจึงกำลังเข้าสู่ยุคที่โจทย์ไม่ใช่เพียง “เราจะหยุดไม่ให้โลกร้อนเกิน 1.5°C ได้หรือไม่” แต่ต้องถามว่า “เราจะปล่อยให้โลกร้อนเกิน 1.5°C ไปไกลแค่ไหน และจะใช้เวลานานเท่าไรจึงจะพากลับลงมาได้?”
คำตอบขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะ ยิ่งรอ จุดสูงสุดยิ่งสูง ยิ่งอยู่เหนือ 1.5°C นาน ความเสียหายยิ่งมาก และยิ่งต้องพึ่งพาการดึงคาร์บอนออกจากบรรยากาศในอนาคตมากขึ้น
ดังนั้น Overshoot ไม่ใช่เหตุผลให้โลกยอมแพ้ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า เวลาสำหรับการผัดวันประกันพรุ่งกำลังหมดลง
อ้างอิง:
UNEP. Limiting Overshoot – Navigating exceedance of 1.5°C and pathways towards return. 2026.
UNEP. Emissions Gap Report 2025: Off Target. 2025.
UNEP. Emissions Gap Report 2024: No more hot air… please!. 2024.
IPCC. AR6 Synthesis Report: Climate Change 2023. 2023.
IPCC Working Group III. Climate Change 2022: Mitigation of Climate Change, Chapter 6: Energy Systems. 2022.
Global Carbon Project. Global Carbon Budget 2025. 2025.
WMO. State of the Global Climate 2025. 2026.
WMO. State of the Climate 2025 – Update for COP30. 2025.