ประชาชน และนักอนุรักษ์ไม่เห็นด้วยกับโครงการขุดลอกร่องน้ำกันตัง จ.ตรัง หวั่นไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่ส่งผลกระทบแหล่งหญ้าทะเลอาหารหลักของพะยูน
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมได้เตรียมเดินหน้าศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการขุดลอกร่องน้ำกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง อีกครั้งจากที่ได้ยุติโครงการไประยะหนึ่ง หลังถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวบ้านและเครือข่ายนักอนุรักษ์ในพื้นที่ การฟื้นโครงการนี้ขึ้นมาอีกครั้งทำให้ประชาชนและนักอนุรักษ์ไม่มั่นใจว่าจะคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับผลกระทบต่อหญ้าทะเล อาหารหลักของพะยูน ระบบนิเวศชายฝั่ง และวิถีชีวิตชุมชนเกาะลิบง
กรมเจ้าท่า เตรียมเดินหน้าศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการขุดลอกร่องน้ำกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง อีกครั้ง ในขณะที่ประชาชนและนักอนุรักษ์ไม่เห็นด้วยเมื่อแลกผลกระทบต่อหญ้าทะเล พะยูน ระบบนิเวศชายฝั่ง และวิถีชีวิตชุมชนเกาะลิบง
ผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวของกรมเจ้าท่าสะท้อนผ่านบทเรียนจากในอดีต ที่ตะกอนดินจากการขุดลอกเคยทับถมแหล่งหญ้าทะเลเสียหายกว่าหมื่นไร่มาแล้ว และขณะนี้กำลังเริ่มฟื้นตัว และพะยูนที่ต้องอพยพเอาตัวรอดไปหาแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารในจังหวัดโดยรอบก็กำลังจะกลับมายังทะเลตรังอีกครั้ง
ประชาชนและนักอนุรักษ์ไม่เห็นด้วยกับโครงการขุดลอกร่องน้ำกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง เพราะจะส่งผลกระทบต่อหญ้าทะเล พะยูน ระบบนิเวศชายฝั่ง และวิถีชีวิตชุมชนเกาะลิบง
ในช่วงวิกฤตพะยูนมีการอพยพออกจากพื้นที่ทะเลตรังกระจายไปทั่วตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ทั้งทะเล จ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต รวมถึงชายฝั่ง จ.สตูล ในขณะที่พะยูนจำนวนหนึ่งที่ขาดแหล่งอาหารได้ตายไปเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหญ้าทะเลเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากความร่วมมือของเครือข่ายอนุรักษ์ ชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ฝูงพะยูนเริ่มอพยพกลับทะเลตรังอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลิบง เกาะมุกด์ อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก โดยมีเครือข่ายชาวบ้านร่วมกันสอดส่องและอนุรักษ์กันมาอย่างยาวนาน
สำหรับโครงการขุดลอกเดิมของกรมเจ้าท่าที่เกิดปัญหาในอดีต ได้เริ่มดำเนินการ เมื่อปี 2563 แต่ต้องยุติลงจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบต่อหญ้าทะเลบริเวณเกาะลิบง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ค 2569 นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าฯ ตรัง เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา ครั้งที่ 1 เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนจัดทำรายงาน EIA โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน เครือข่ายอนุรักษ์เข้าร่วม
ผู้แทนกรมเจ้าท่า ชี้แจงในที่ประชุมว่า ร่องน้ำกันตังมีความสำคัญต่อการเดินเรือ การขนส่งสินค้า การประมง การท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับการศึกษาครั้งใหม่นี้จะครอบคลุมการกำหนดแนวร่องน้ำ วิธีการขุดลอก การจัดการวัสดุขุดลอก การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
รวมถึงเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงรูปแบบโครงการให้เหมาะสม และยังให้ความสำคัญกับการจัดการดิน โคลน และวัสดุจากการขุดลอก โดยพิจารณานำไปใช้ประโยชน์บนบกหรือใช้แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แทนการทิ้งลงทะเล เพื่อลดผลกระทบต่อหญ้าทะเล พะยูน และระบบนิเวศชายฝั่งในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายชาวบ้านชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน และเครือข่ายอนุรักษ์ ได้แสดงท่าทีคัดค้านโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะมองว่าฝ่ายกรมเจ้าท่าไม่สามารถชี้แจงผลกระทบต่อระบบนิเวศที่จะเกิดขึ้นจากการขุดลอกได้ โดยเฉพาะบทเรียนที่ได้รับจากการขุดลอกครั้งก่อน จะป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยอย่างไร และไม่สามารถชี้แจงถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงการได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอันดามัน (Save Andaman Network- SAN) ซึ่งติดตามสถานการณ์พะยูนอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่องน้ำกันตัง แบ่งเป็น 2 รอบ เช้าและบ่าย โดยช่วงเช้าเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วไป และรอบบ่ายเป็นการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา
นายภาคภูมิ กล่าวอีกว่า ในฐานะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อศึกษาเรื่องการขุดลอกร่องน้ำกันตัง ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะขุดลอกหรือไม่ ขุดลอกเท่าไหร่ ตะกอนทรายตะกอนดินนับล้านคิวจะทำไปทิ้งที่ไหน เพราะยังเป็นประเด็นที่ต้องศึกษา ยังเป็นแค่โครงร่าง ยังไม่มีข้อสรุป ในที่ประชุมดูในเรื่องขององค์ประกอบการทำงานและหน้าที่รับผิดชอบ
รวมทั้งพิจารณาประเด็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบกันทั้งหมด โดยมีบริษัทที่ปรึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ และจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วยตัวแทนชาวบ้านเกาะลิบง ตัวแทนจากมูลนิธิอันดามัน ตัวแทนจากประมงพาณิชย์ ตัวแทนหอการค้าจังหวัดตรัง เป็นต้น
นายภาคภูมิ ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีข้อกังวลเรื่องพะยูนและหญ้าทะเล เพราะตอนนี้หญ้าทะเลบางส่วนเริ่มฟื้นตัว พะยูนกำลังย้ายถิ่นกลับมา หากเกิดวิกฤตหญ้าทะเลอีก คราวนี้จะแย่กว่าเดิม ซึ่งคราวที่แล้วเมื่อเกิดผลกระทบ ไม่มีหน่วยงานไหนสามารถแก้ไขได้เลย เพราะเกินความสามารถที่จะแก้ไข ต้องรอให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองอย่างเดียว เพราะมีตะกอนทรายจำนวนมหาศาลมาถมทับแนวหญ้าทะเลที่เกาะลิบง จนปัญหานี้ลามไปทั่วฝั่งอันดามัน
สำหรับการขุดลอกมักจะพูดกันเรื่องการเดินเรือ เรื่องอู่ต่อเรือ แต่เรื่องพวกนี้ต้องรอผลการศึกษา ซึ่งได้ให้ความเห็นไปในที่ประชุมว่า การขนส่งทางทะเลต้องศึกษาเรื่องการขนส่งโดยรวมอย่างการขนส่งทางบกด้วย ซึ่งผู้ประกอบการต้องเลือกการขนส่งที่สะดวก มีต้นทุนต่ำที่สุด ต้องนำมาเปรียบเทียบกันระหว่างขนส่งทางทะเลกับการขนส่งทางบก รวมทั้งต้องสอบถามไปยังกลุ่มผู้ใช้บริการด้วยว่าเขาจะใช้บริการหรือไม่ เราจะมานั่งคาดเดาเอาเองไม่ได้
นอกจากนี้ เรื่องปริมาณเที่ยวเรือ ความลึกของร่องน้ำที่ขุด ประเด็นเศรษฐกิจ ก็ต้องครอบคลุม จะพูดเพียงว่าการเดินเรือจะสร้างรายได้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปดูเศรษฐกิจของชาวเกาะลิบงที่พึ่งพาเรื่องการท่องเที่ยว การชมพะยูน ทำประมงพื้นบ้าน เก็บหอย ซึ่งล้วนเป็นเศรษฐกิจสำคัญของชาวเกาะลิบงทั้งสิ้น
รวมทั้งชาวประมงพื้นบ้านที่หากินบริเวณหินสายสมอ-เกาะเหลาเหลียง ก็มีจำนวนไม่น้อย ทั้งหมดล้วนต้องนำมาศึกษาร่วมกันว่า ถ้าจำเป็นต้องขุด จะขุดจำนวนเท่าไหร่ จะจัดการกับตะกอนทรายอย่างไร ซึ่งตอนนี้สมมติฐานคือ ขุดตามแนวเดิม แม่น้ำตรัง (ย่านซื่อ)-พระม่วง-เกาะลิบง รวมระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ความลึกเมื่อน้ำทะเลลดต่ำสุด 65 เมตร
อนึ่ง พื้นที่หญ้าทะเลใน จ.ตรัง มีกว่า 30,000 ไร่ จำนวน 6-7 แปลง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารของพะยูนฝูงใหญ่ แต่แหล่งหญ้าทะเลตรังเสื่อมโทรมมาจากโครงการขุดลอกร่องน้ำกันตังเพื่อการเดินเรือผ่านหน้าเกาะลิบงในช่วงปี 2559-2562 โดยไม่มีมาตรการป้องกันหรือใช้ม่านกันตะกอน ส่งผลกระทบเกิดตะกอนทรายจำนวนมหาศาลทับถมบริเวณเกาะลิบง ปากแม่น้ำตรัง ซึ่งเป็นแหล่งหญ้าทะเลใหญ่ที่สุด โดยชาวบ้านสังเกตเห็นตะกอนทรายตั้งแต่ปี 2560 ปีต่อมาชั้นตะกอนหนาขึ้น
จนกระทั่งปี 2562 เกิดภาวะวิกฤตชั้นตะกอนทรายทับถมหญ้าทะเลสูง 10-15 เซนติเมตร ทำให้หญ้าทะเลต้นเตี้ยตาย หญ้าใบยาวแม้พยายามต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด แต่สุดท้ายก็ตายหมดในปี 2565 วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้สูญเสียแหล่งหญ้าทะเลไปหลายหมื่นไร่ ขณะที่แหล่งหญ้าทะเลที่เหลือทยอยเสื่อมโทรมลง ตั้งแต่หน้าทะเลหน้าเกาะมุกด์ราว 9,000 ไร่ ตามด้วยอ่าวขาม บ้านปากคลอง และหญ้าทะเลบ้านแหลมไทร เริ่มเสื่อมโทรมปี 2566 โดยหญ้าทะเลจะมีสภาพใบขาดสั้น เจอคลื่นลมมรสุมก็หลุดลอย เสื่อมโทรมทั้งระบบ
รวมทั้งปัจจัยจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้หญ้าทะเลตรัง 2 หมื่นไร่ที่เหลือ ปริมาณไม่สมดุลกับสัตว์ที่กินหญ้าทะเล เพราะมีทั้งพะยูน เต่าตะนุ และกลุ่มปลาสลิดหินที่กินหญ้าทะเล
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2562 พะยูนร่างกายผอม จนปี 2566 พบพะยูนเกยตื้นตาย 40 ตัว ปี 2567 ตาย 40 ตัว สาเหตุการตายพะยูนเปลี่ยนไป จากการชันสูตรเดิมพบในท้องที่มีซากหญ้าทะเลและชั้นไขมันหนา ร่างกายสมบูรณ์ สันนิษฐานตายจากเครื่องมือประมง แต่ช่วงหลังนี้พบพะยูนป่วยเป็นหลัก มาจากไม่มีอาหารกิน ผอม ผ่ากะเพาะออกมาไม่มีหญ้าทะเลหรือมีน้อยมาก
นอกจากนี้ ยังตายจากกินขยะพลาสติก ส่วนกรณีพะยูนที่ตายแล้ว ถูกตัดหัวเพื่อเอาเขี้ยวและกระดูกด้วยความเชื่อทำเครื่องรางของขลังด้านเมตตามหานิยม จึงต้องเฝ้าระวัง ปราบปราม และใช้กฎหมายจัดการการค้าขายผ่านออนไลน์และตลาดมืดต่างๆ อย่างจริงจัง