36 ปี สืบ นาคะเสถียร พูดในนามของสัตว์ป่าหยุดพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง?

1 ก.ย. 2569 จะครบรอบ 36 ปีการจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร” เขาเป็นนักอนุรักษ์ที่ลุกมาปกป้องป่าด้วยชีวิต แต่วันนี้รัฐยังต้องการนำป่าแลกอ่างเก็บน้ำ

วันที่ 1 ก.ย. 2569 จะครบรอบวันรำลึกวาระ 36 ปีการจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร” คำกล่าวอมตะของเขาเคยบอกไว้ว่า “วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” ก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในปี 2533

ก่อนนั้นในปี 2529-2530 ที่ จ.กาญจนบุรีได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ประมาณ 140,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นการสูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล

เวลานั้น สืบ นาคะเสถียร เป็นหนึ่งในข้าราชการที่เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขัน โดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานเป็นกรณีศึกษา

คำพูดที่ว่า “วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” ในวันนี้แม้จะผ่านมา 36 ปี ก็ยังก้องอยู่ในหู แต่ถึงจะผ่านมานานกว่า 3 ทศวรรษ เราก็ยังกลับมาถกเถียงกันเรื่องการสร้างอ่างเก็บน้ำบนอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นที่ จ.จันทบุรี ซึ่งจะมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ต้องจมน้ำกว่า 1 หมื่นไร่เพื่อแลกกับการได้ “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ที่ความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 คณะรัฐมนตรีไม่รีรอว่าโครงการนี้จะคุ้มค่าหรือไม่ จึงได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด วงเงิน 7,200 ล้านบาท กำหนดดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2576 โดยรัฐบาลระบุว่าโครงการจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาพื้นที่ EEC เสริมศักยภาพพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่

ทว่า ในวาระ 36 ปีสืบ นาคะเสถียร ไม่ควรมีคำถามว่า “ความมั่นคงของมนุษย์” จำเป็นต้องแลกด้วย “ความไม่มั่นคงของธรรมชาติ” อีกต่อไป? เพราะพื้นที่กว่า 11,982 ไร่ คือพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร พื้นที่หลบภัย เส้นทางเคลื่อนที่ พื้นที่สืบพันธุ์ และที่สำคัญที่สุดมันคือ “บ้าน” ของสัตว์ป่า

สัตว์ป่าไม่รู้จัก GDP รู้แค่ว่าพื้นที่รายรอบพวกมันคือที่อยู่ที่อาศัย สถานที่ที่ปลอดภัย และทุกอณูมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ต้นไม้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ต้นไม้เกี่ยวข้องกับดิน ดินเกี่ยวข้องกับน้ำ น้ำเกี่ยวข้องกับพืช พืชเกี่ยวข้องกับสัตว์กินพืช สัตว์กินพืชเกี่ยวข้องกับสัตว์ผู้ล่า สัตว์ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการกระจายเมล็ดพันธุ์ และทั้งหมดรวมกันเป็น “ระบบนิเวศ” ที่ไม่ควรถูกแยกออกจากกัน

ประสบการณ์และแนวคิดของ “สืบ” ที่ถูกขับเคลื่อนต่อมาภายใต้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรสามารถให้คำตอบกับชุมชนแห่งการอนุรักษ์ได้ดีกว่า ไม่ว่าการพัฒนาใดๆ ภายใต้ความหิวกระหายความเจริญ ไม่จำเป็นต้องนำทรัพยากรที่มากคุณค่าไปแลก เพราะแลกไปแล้วอาจจะไม่คุ้ม แลกลงทุนไปแล้วเวลาหนึ่งก็มีบางประเทศขอย้ายฐานการผลิต เพราะผู้นำการบริหารประเทศนี้ไร้ศักยภาพ ต่างชาติมองไม่เห็นอนาคต???

36 ปีผ่านไปเราควรเรียนรู้อะไรจากสืบ?
บทเรียนแรกคือ ป่าไม่ใช่พื้นที่สำหรับการแปลงคุณค่าเป็นทุนหรือนำไปใช้ประโยชน์ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ในอดีตใช่ มีการสร้างเขื่อน สร้างถนน สร้างเมือง ตามทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมือง

แต่วันนี้ป่าทำหน้าที่มากกว่าความมีอยู่ของจำนวนป่า แต่ยังมีบทบาทในการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรน้ำ ช่วยรักษาดินและระบบนิเวศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่สนับสนุนการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ป่า

รายงานร่วมของ IPBES และ IPCC ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศมีความสำคัญทั้งต่อการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันระบบนิเวศธรรมชาติ โดยเฉพาะป่ามีบทบาทสำคัญต่อการดูดซับคาร์บอนและบริการจากธรรมชาติ

ดังนั้น ในยุคโลกร้อน ป่าไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ประเทศอยู่รอดได้ในอนาคต

บทเรียนที่สอง: ความมั่นคงด้านน้ำต้องเริ่มจากการจัดการน้ำ
หมดเวลาแล้วสำหรับแนวคิดหรือการตั้งโจทย์ว่า “ประเทศไทยต้องการน้ำอีกเท่าไร แล้วจะสร้างเขื่อนที่ไหน?” แต่ต้องตั้งโจทย์ใหม่ว่า “ประเทศไทยต้องการน้ำเท่าไร และจะบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบได้อย่างไร และมีทางเลือกใดบ้างในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำโดยไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติหรือกระทบน้อยที่สุด?”

เป็นต้นว่า การจัดการความต้องการการใช้น้ำ (ควบคุมการผลิตที่ไร้ทิศทาง) การลดน้ำสูญเสียในระบบ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคเกษตร การฟื้นฟูลุ่มน้ำ การเก็บกักน้ำในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่ำกว่า การใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มีประสิทธิภาพ และการวางแผนการใช้น้ำให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในอนาคต ฯลฯ

บทเรียนที่สาม: EHIA ไม่ควรกลายเป็นใบอนุญาตสำหรับวิธีคิดแบบนักพัฒนายุคเก่าที่มองธรรมชาติเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับโครงการ
(มีการกล่าวถึงบุคคลกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันและทรงอิทธิพลมาก) เนื่องจากระหว่างการผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด สำนักอุทยานแห่งชาติลงพื้นที่วันที่ 11–12 ก.ย. 2566 พบว่า สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขาสิบห้าชั้นเป็นป่าดิบแล้ง มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นผืนต่อเนื่อง รวมถึงพบร่องรอยการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าบริเวณโป่งธรรมชาติ ซึ่ง ไม่สอดคล้องกับข้อมูลบางส่วนใน EHIA ที่ระบุพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณและป่ารอการฟื้นฟู

นักอนุรักษ์จึงสงสัยว่า ข้อมูล EHIA ที่ผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้ความเห็นชอบ (หรือเป็นเพราะบุคคลกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันและทรงอิทธิพลมาก) ทำไมจึงไม่มีการพิจารณาอย่างรอบด้าน

วันนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมๆ กันขั้นรุนแรง ในเวทีนโยบายและการอนุรักษ์ระดับโลก แนวคิด Nature Positive กำลังถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึงทิศทางที่ต้องหยุดและพลิกแนวโน้มการสูญเสียธรรมชาติ เสียงนี้กำลังดังมากขึ้น

ดังนั้นในสถานการณ์ที่ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด เราควรต้องคิดให้จงหนัก เพราะการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงกว่าที่เห็น แต่ภัยพิบัติและผลกระทบอื่นๆ จะยิ่งค่อยๆ สร้างหายนะที่เพิ่มมากขึ้น

คำถามในปี 2569 จึงไม่ควรเป็นคำถามเช่นเมื่อ 36 ปีก่อน หากจะพูดในวันรำลึก 36 ปี “สืบ นาคะเสถียร” ต้องกล่าวว่า เมื่อวันนี้โลกไม่มีวันเหมือนเดิม การตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานการใช้อำนาจนิยมของชนชั้นนำนั้น ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ

ไม่มีใครพูดแทนธรรมชาติ ไม่ใครพูดแทนสัตว์ป่าได้ แต่สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดถี่มากขึ้น รุนแรงมากขึ้นเป็นคำฟ้องเป็นที่ประจักษ์ว่า นับจากนี้ไป การทำลายบ้านของสัตว์ป่า โดยไม่พยายามหาทางเลือกอื่นให้ถึงที่สุด ภัยทางธรรมชาติที่รุนแรงอยู่แล้ว…จะทวีความรุนแรงมากขึ้น และคนในประเทศนี้จะต้องรับกรรมเหล่านั้น

กรรมการของพลเมืองที่ตกอยู่ภายใต้การนำของชุดความคิดติดหล่มในโลกที่สามมาตัดสินใจอนาคต ประเทศเราจึงไม่สามารถเชิดหัวขึ้นมาจากการพัฒนายุคไดโนเสาร์ได้สักที

อ้างอิง:
• 17 มิถุนายน 2017 – “สืบ นาคะเสถียร” เป็นบทเรียนข้าราชการไทย ตอนที่ 4, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
• มติ ครม. วันที่ 5 สิงหาคม 2569 อนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด วงเงิน 7,200 ล้านบาท ความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
• ข้อมูลโครงการวังโตนด วัตถุประสงค์ ประโยชน์ด้านน้ำ การชลประทาน และการรองรับ EEC, กรมชลประทาน
• ข้อมูลชี้แจงล่าสุดวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ระบุว่าพื้นที่โครงการหลังการพิจารณา EHIA ปรับลดเหลือประมาณ 11,982 ไร่ และชี้แจงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม, กรมชลประทาน
• ข้อมูลการติดตามโครงการปี 2565 ซึ่งระบุหลักการว่าต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำ พื้นที่ป่า และสัตว์ป่า ควบคู่กับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, กรมชลประทาน
• ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของพื้นที่โครงการโดยสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานฯ และประเด็นด้านสภาพป่าและสัตว์ป่า, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
• ข้อมูลเกี่ยวกับบทเรียนของสืบ นาคะเสถียร จากการอพยพสัตว์ป่าและการคัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจน, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
• Scientific Outcome of the IPBES-IPCC Co-Sponsored Workshop on Biodiversity and Climate Change ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, IPBES–IPCC
• ข้อมูลกิจกรรมรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร ปี 2569 ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง “ความยุติธรรมของสัตว์ป่า” และการสืบสานเจตนารมณ์ของสืบ, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

Related posts

เร่งพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล 858 แห่ง ใน 63 จังหวัด ช่วย 1.7 แสนครัวเรือน

56 ปีพระราม 2 ‘ถนน 7 ชั่วโคตร’ ก่อมลพิษมหาศาล-คนตายนับร้อย

ยื่นเงื่อนไข ‘อนุทิน’ ขอคำสัญญาด้วยลายเซ็นหยุดดันปราจีนบุรีเข้า EEC