กอน. ชู “ใบและยอดอ้อย” เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลศักยภาพสูง เร่งผลักดันการใช้ทดแทนน้ำมันนำเข้าท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมเพิ่มรายได้เกษตรกร 300 บาทต่อตัน แก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และเกิดสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อการสัญจร โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานที่ขนส่งทางเรือ และส่งผลต่อเนื่องถึงห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงโลก และประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบจนเกิดความไม่แน่นอน ทางด้านอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ
วิกฤตพลังงานโลก: ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง
การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เห็นชอบมาตรการด้านพลังงานเพื่อบริหารจัดการลดผลกระทบด้านพลังงานจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อให้การดำเนินมาตรการด้านพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับราคาเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความจำเป็นต้องบริหารสถานการณ์การจัดหาพลังงานไม่ให้ขาดแคลน
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: “ใบและยอดอ้อย” น้ำมันบนดินของไทย
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ มีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่า 150 ล้านไร่ทั่วประเทศ และมีสิ่งเหลือทิ้งอยู่ในพื้นที่เกษตร เป็นเศษซากวัสดุทางการเกษตร อาทิ ฟางข้าว ซังข้าวโพด และเศษซากใบและยอดอ้อยที่สามารถใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้อย่างมหาศาล จนเรียกได้ว่า ประเทศไทยมีชีวมวลที่เป็น “น้ำมันบนดิน” ที่จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะ “เชื้อเพลิงชีวมวล” ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“ใบและยอดอ้อย” ที่ตกค้างอยู่ในแปลงอ้อยจากการเก็บเกี่ยวอ้อยสดและไม่มีการเผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว ที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้มากกว่า 9.50 ล้านตัน หรือไม่น้อยกว่า 1 ตันต่อไร่
มาตรการ กอน. 68/69: เพิ่มรายได้ชาวไร่ 300 บาท/ตัน แก้ฝุ่น PM2.5
คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 โดยมี ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ซึ่งกำหนดมาตรการเพิ่มรายได้จากใบและยอดอ้อย โดยขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการขายใบและยอดอ้อยเพื่อเป็นวัตถุดิบด้านพลังงานป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลหรือโรงงานที่ใช้พลังงานชีวมวล แล้วนำไปเพิ่มราคารับซื้อใบและยอดอ้อยในอัตรา 300 บาทต่อตันใบอ้อยให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยมีเป้าหมายให้นำใบและยอดอ้อยไปใช้เป็นเชื้อเพลิงรวมสูงถึง 5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีการผลิต 2567/2568 ซึ่งมีการรับซื้อใบและยอดอ้อยเพียง 2.14 ล้านตัน
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการผลิตเอทานอลซึ่งใช้กากน้ำตาลและมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพประกอบการพิจารณาของกระทรวงพลังงาน ในการนำเอทานอลไปผสมกับน้ำมันเบนซินให้ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 E20 หรือ E85 อันเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาในช่วงน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกตึงตัวได้ หรือกระทั่งการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากผลิตผลทางการเกษตร ก็เป็นทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน
“สำนักงานได้เล็งถึงโอกาสและแนวทางในการผ่อนคลายสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงตึงตัว โดยเร่งผลักดันให้โรงไฟฟ้าชีวมวล นำเศษซากใบและยอดอ้อยไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า โดยมีผลในทางตรงด้วยการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชาวไร่อ้อย และมีผลทำให้ปริมาณการเผาอ้อยก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวลดลง ลดปัญหามลพิษ PM 2.5 รวมถึงการต่อยอดการผลิตเอทานอลและน้ำมันไบโอดีเซลทดแทนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง และการใช้ “เชื้อเพลิงชีวมวล” เป็น “ทางรอด” สำหรับภาคพลังงานของไทยได้อย่างยั่งยืน ให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี” นายใบน้อย กล่าวทิ้งท้าย