ภาคประชาชนในนาม “เครือข่ายอากาศสะอาด” ได้หักล้างกระทรวงทรัพย์ 6 ประเด็นที่ “สุชาติ” ยก 6 ข้อสังเกตเสนอ ครม. เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด
หลังจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรารมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 พิจารณาข้อกังวลต่อร่างพ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. 6 ประเด็น ทางเครือข่ายอากาศสะอาดได้ตอบโต้ทั้ง 6 ข้อ ผ่านเฟซบุ๊ก Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. มีเนื้อหา ดังนี้
1) ประเด็นคำนิยาม คำว่า “กลุ่มเปราะบาง” (ร่างมาตรา 4) กระทรวงทรัพย์ระบุว่า คำนิยามดังกล่าวรับรองและคุ้มครองครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ แต่คำนิยามดังกล่าวยังขาดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตการคุ้มครองผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจนำมาสู่ภาระและความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณที่มากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ การเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพควรเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม
คำชี้แจง – กฎหมายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐต้องดูแลและให้ความสำคัญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ แต่การระบุถึงกลุ่มคนเปราะบางในกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้รัฐมีมาตรการที่ชัดเจนขึ้นทั้งในทางนโยบายและกฎหมาย เพื่อคุ้มครองคนกลุ่มนี้ เช่น การอำนวยความสะดวกในการรักษา การพิจารณากำหนดค่ามาตรฐาน การออกใบอนุญาตและควบคุมแหล่งกำเนิดที่เข้มงวดขึ้นหากจะมีผลต่อกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ไม่ใช่มีแต่การเพิ่มเงินหรือเพิ่มภาระขึ้นของรัฐ แต่เป็นกรอบการใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้ กรณีของกลุ่มผู้ทำงานกลางแจ้ง เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด ก็จะเป็นองค์กรหลักที่ระบุขอบเขตของ “ผู้ทำงานกลางแจ้ง” ให้ชัดเจน โดยพิจารณาและบูรณาการกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแรงงาน
2) ประเด็นคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด (ร่างมาตรา 40) กระทรวงทรัพย์ ระบุว่า การกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และมาจากการเลือกตั้งซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แผนงานหรือนโยบายจึงขึ้นอยู่กับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละบุคคลซึ่งอาจขาดความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดอื่นๆ อีก เช่น คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด ซึ่งการกำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุดอาจส่งผลต่อภาระด้านงบประมาณและไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้มีระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น
คำชี้แจง
- ร่างพ.ร.บ.นี้ต้องการยกระดับ “หลักการกระจายอำนาจ” สู่ท้องถิ่น เป็นการแก้จุดปัญหาเดิมในโครงสร้างระบบราชการไทย โดยให้นายก อบจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นประธานคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการทำงาน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนี้อยู่ในลักษณะของการตัดสินใจแบบองค์กรกลุ่มที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน นายกอบจ.จึงไม่สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามอำเภอใจได้ และการกำหนดแผนปฏิบัติการในระดับจังหวัดย่อมไม่ได้มาจากตัวนายกอบจ.เพียงผู้เดียว แต่เป็นผลจากการจัดทำขององค์กรคณะกรรมการเป็นหลัก นอกจากนี้ยังให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแลการทำงานของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดด้วยว่าได้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการหรือไม่อีกด้วย
- คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง อีกทั้งยังบังคับให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้งด้วย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญวางหลักว่ากฎหมายพึงมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบแต่ไม่ได้ห้ามการมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง ดังนั้น ถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริง ก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ
3) ประเด็นการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด (ร่างมาตรา 152 และร่างมาตรา 153) กระทรวงทรัพย์ ระบุว่า ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษและเป็นการสร้างรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาบริหารจัดการอากาศสะอาด แต่ยังขาดความชัดเจนและอาจมีความซ้ำซ้อนในการเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชน
คำชี้แจง ในประเด็นการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด” เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียกเก็บเงินของกองทุนอื่น ๆ นั้น กล่าวได้ว่า ในปัจจุบัน “ไม่มี” กองทุนใดในปัจจุบันที่จัดเก็บเงินจากประชาชนมาเพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ แม้กระทั่งกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีแต่เรื่องบำบัดการปล่อยของโรงงานเท่านั้น นอกจากนั้น กองทุนที่อาจมีภารกิจเกี่ยวเนื่องกับด้านสิ่งแวดล้อม มีจำนวนน้อยมาก และไม่เคยมีการนำเงินมาใช้ในการจัดการอากาศเลยตามกฎหมายเดิม ดังนั้น ความซ้ำซ้อนที่ว่าจึงไม่จริง ในส่วนการกำหนดรายละเอียดอัตรา ระยะเวลา และขั้นตอนการบังคับใช้ ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะออกกฎหมายลำดับรองมารองรับ ซึ่งโดยหลักการปฏิบัติ ย่อมต้องคำนึงถึงความพร้อมและให้เวลาภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
4) ประเด็นกองทุนอากาศสะอาด (ร่างมาตรา 196) กระทรวงทรัพย์เห็นว่า การมีกองทุนเป็นการเฉพาะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด แต่กองทุนดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน กระทรวงการคลัง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 อีกทั้งในขั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีข้อสังเกตว่า ควรใช้ “กองทุนสิ่งแวดล้อม” ที่มีอยู่เดิม เพื่อความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับหลักการจัดตั้งกองทุนเท่าที่จำเป็น และเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ
คำชี้แจง
1.กรณีการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดไม่ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนนั้น ชี้แจงว่า กฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน ใช้กับกรณีหน่วยงานของรัฐที่ขอจัดตั้งกองทุนเท่านั้น ส่วนการตราร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดเป็นการดำเนินการจัดตั้งตามกฎหมายเฉพาะซึ่งอยู่ในกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่เสนอโดยภาคประชาชน (ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ร่างกฎหมายที่ผ่านการรับหลักการตั้งแต่ชั้นสภาผู้แทนราษฎร) ก็มีการเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนอากาศไว้ด้วย นอกจากนี้ ด้วยกระบวนการทางนิติบัญญัติ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนหรือมีผลผูกพันงบประมาณ จะต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาข้อเท็จจริงคือ ร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับภาคประชาชน ได้ผ่านคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะถูกยื่นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ให้คำรับรอง นายกรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน การที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ย่อมถือว่าได้ผ่านการกลั่นกรองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลทุนหมุนเวียนแล้ว
- ไม่สามารถใช้ “กองทุนสิ่งแวดล้อม” ตามพรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ทดแทน “กองทุนอากาศสะอาด” ได้ เพราะกลไกการจัดเก็บ การใช้เงิน วัตถุประสงค์ แตกต่างกันอย่างชัดเจน กองทุนสิ่งแวดล้อมให้ใช้ได้กับการบำบัดเท่านั้น ไม่รวมถึงการป้องกัน และการเยียวยาผู้เสียหาย นอกจากนั้น ยังต้องจัดสรรเงินกองทุนที่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลักไปใช้กับมลพิษอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงมลพิษทางอากาศเท่านั้น ซึ่งทำให้การการแก้ปัญหามบพิษทางอากาศไม่ต่อเนื่อง ทันการณ์ และครอบคลุมเพียงพอ
5) ประเด็นความรับผิดทางแพ่ง (ร่างมาตรา 207 ร่างมาตรา 210 และร่างมาตรา 211) กระทรวงทรัพย์ ระบุว่า การนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายโดยขยายความรับผิดไปยังผู้สนับสนุน เช่น สถาบันการเงินผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมการติดตั้ง หรือผู้ติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากทุกภาคส่วน แต่การกำหนดให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมรับผิดกรณีปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงทางคดี
คำชี้แจง หลักการของประเด็นนี้ คือการขยายความรับผิดออกไปให้ครอบคลุมสถาบันการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้สถาบันการเงินสร้างระบบการประเมินความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศ และติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดที่กู้เงินไป หากมีระบบเหล่านี้ก็หลุดจากความรับผิด จึงไม่ได้มุ่งที่จะลงโทษเป็นประการหลัก แต่ต้องการกระตุ้นให้ธนาคารสร้างระบบความติดตามความเสี่ยงมากกว่า นอกจากนั้น ยังเป็นการกำหนดความรับผิดเฉพาะกิจการในพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศเท่านั้น (รวมถึงกรณีเแหล่งกำเนิดข้ามแดน) ไม่ใช่ทุกพื้นที่ ซึ่งถือว่าได้สัดส่วนและพอสมควรแก่เหตุ
6) ประเด็นความรับผิดโทษทางอาญา (ร่างมาตรา 233) กระทรวงทรัพย์ ระบุว่า การกำหนดโทษปรับในอัตราสูงถึง 50 – 100 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเกรงกลัวต่อกระทำผิดกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดในวงกว้าง แต่อัตราโทษดังกล่าวสูงมากเมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสงครามระหว่างประเทศ โทษที่รุนแรงเกินไปอาจบั่นทอนแรงจูงใจของนักลงทุน และส่งกระทบโดยตรงต่อการจ้างแรงงานที่ลดลง
นอกจากนี้ ยังมีข้อพิจารณาเรื่องความซ้ำช้อนกับกฎหมายอื่นที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
อีกทั้ง ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสงครามระหว่างประเทศและความผันผวนทางเศรษฐกิจ การที่ร่างพระราชบัญญัติกล่าวกำหนดบทลงโทษที่มีอัตราสูง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การแข่งขันทางเศรษฐกิจรวมถึงการจ้างงานของประชาชนในประเทศ
คำชี้แจง
- การกำหนดโทษในกฎหมายฉบับนี้ มุ่งพิจารณาจากผลและระดับความรุนแรงของการกระทำ โดยเฉพาะความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต และร่างกาย ซึ่งสมควรได้รับโทษทางอาญา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีทุกการกระทำจะเป็นโทษทางอาญา บางเรื่องเป็นความรับผิดทางแพ่ง หรือกระทั่งการปรับเป็นพินัยได้ ซึ่งกฎหมายได้คำนึงถึงการออกแบบสภาพบังคับทางกฎหมายให้มีความเหมาะกับแต่ละการกระทำแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร่างกฎหมายนี้มิได้มีเพียง “ไม้แข็ง” (Stick) หรือบทลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ออกแบบกลไก “มาตรการจูงใจ” (Carrot) ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีพฤติกรรมที่ดี ดำเนินการตามมาตรฐาน และให้ความร่วมมือในการลดมลพิษทางอากาศ ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากบทกำหนดโทษเหล่านี้เลย ในทางกลับกัน ยังจะได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของรัฐด้วย อัตราโทษที่สูงจึงมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและยังคงสร้างผลกระทบต่อส่วนรวมเท่านั้น
- กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการ “บูรณาการ” กฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายให้ทำงานเป็นระบบเดียว และไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เป็นการอุดช่องโหว่และบูรณาการกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่มีลักษณะกระจัดกระจาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต่างดำเนินงานแบบแยกส่วน ต่างฝ่ายต่างทำภายใต้กฎหมายของตน ทำให้ขาดการบูรณาการ และไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังไม่เพียงพอและไม่ทันสมัยต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนั้น เรื่องใดที่ยังใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ไม่ขัดกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็ให้ใช้กฎหมายนั้นเช่นเดิม ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อทดแทนกฎหมายเดิมทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านอากาศสะอาดที่เข้ามาเป็นส่วนเสริมและบูรณาการการทำงานของกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่ออากาศสะอาดเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
- ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการจัดการมลพิษแบบเบ็ดเสร็จเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของกฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายและแก้ปัญหาเพียงปลายเหตุ โดยสถาปนา “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครองและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ หัวใจสำคัญคือการจัดการมลพิษครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดตลอดห่วงโซ่อุปทานตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ผ่านกลไก “แครอทและไม้เรียว” ที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับความรับผิดทางกฎหมายที่เด็ดขาด ซึ่งบทลงโทษและมาตรฐานที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจ แต่เป็นการปกป้องประเทศจากต้นทุนความเสียหายทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่สูงมหาศาลกว่าหลายเท่าตัว อีกทั้งยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยให้ก้าวหน้าและสอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน