PM2.5 รุนแรงสุดรอบ 5 ปี หวั่นปีหน้าเอลนีโญซ้ำหนักกว่าเดิม

PM2.5 ปีนี้รุนแรงสุดในรอบ 5 ปี กรุงเทพฯ -เชียงใหม่แทบไม่มีอากาศดีให้หายใจ เตือนหากไร้มาตราการรับมือปีหน้าซ้ำหนักกว่าเดิม

คมชัดลึกออนไลน์รายงานพิเศษสรุปสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์หมอกควันที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วง 4 เดือนของปี 2566 (ม.ค.- เม.ย. 2566) โดยรศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร

ภาพรวมสถานการณ์ฝนปี 2566 จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ช่วงต้นปีพบว่าในปีนี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันในพื้นที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยข้อมูลระบุว่ากรุงเทพฯ และเชียงใหม่มีวันที่อากาศเป็นมลพิษมากที่สุดตั้งแต่เผชิญกับปัญหา PM2.5

สาเหตุที่ PM2.5 และฝุ่นควันในปี 2566 ทวีความรุนแรงมากขึ้นมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพปัญหาการจราจร ปัญหาการเผาในภาคการเกษตร รวมไปถึงปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากการเผาทางการเกษตร ซึ่งถือว่ามีสถิติสูงสุดและรุนแรงมากสุดในรอบ 9 ปี

รศ.ดร. วิษณุ อธิบายเพิ่มเติมว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ถอดบทเรียนเพื่อหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งพบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯส่วนใหญ่ปัญหาฝุ่นพิษมาจากสภาพการจราจร โดยเฉพาะการเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานยูโร 5 และยังพบปัญหารถบรรทุกและรถเก่าที่มีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น

ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือพบว่า ปีนี้การเผาในภาคเกษตรและไฟป่ารุนแรงมากขึ้นกว่าทุกปี อัตราการเผาในที่โล่งนั้นอยู่ที่ 32.79% ซึ่งสูงกว่าที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน 5%

จากการเก็บข้อมูลพบว่าสาเหตุที่ทำให้มีการเผาในพื้นที่เกษตรเพิ่มมากขึ้นนั้นมาจาก ‘มาตรการบังคับห้ามเผา’ หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะการออกประกาศห้ามเผาจะยิ่งทำให้ให้ประชาชนเร่งการเผาเพิ่มมากขึ้น

การเกิดไฟป่าส่วนใหญ่มาจากการเข้าไปหาของป่าและจุดไฟเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ รวมไปถึงช่วงสองปีที่ผ่านบริเวณภาคเหนือเกิดฝนตกชุก จากอิทธิพลปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้เกิดการสะสมเชื้อเพลิงในป่าไว้จำนวนมาก ส่งผลให้ปัญหาไฟป่าทางภาคเหนือมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

การควบคุมไฟป่านั้น ยังพบปัญหาเชิงโครงสร้าง การบริหารจัดการงบไม่ครอบคลุมพื้นที่ พื้นที่ป่าไม้มีจำนวน 5,000,000 ไร่ แต่กลับจัดสรรงบประมาณให้ดูแลเพียงหลัก 100,000 ไร่เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เพียงพอและครอบคลุมกับปัญหาได้

ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดน จากการสำรวจยังพบว่าบริเวณแนวตะเข็บชายแดนโดยเฉพาะในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ยังมีการเผาอยู่จำนวนมากที่ทำให้ฝุ่นย้อนกลับเข้ามายังประเทศไทย

รศ.ดร. วิษณุ ได้เสนอมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไว้ว่า หากจะลดการเผาของเกษตรกรลง รัฐจะต้องมีมาตรการเก็บเงินกับคนเผาเพื่อเข้ากองทุน จากนั้นจึงหมุนเวียนเงินกลับคืนมาให้เกษตรกร  เพราะที่ผ่านมามีแต่มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีมาตรการช่วยเหลือ เมื่อถึงหน้าต้องเผาเพื่อเตรียมปลูกรอบต่อไป เกษตรกรจึงเร่งเผาก่อนที่รัฐจะประกาศห้าม ซึ่งในหลักการแล้วรัฐควรจะช่วยเหลือก่อนจึงบังคับใช้กฎหมาย

ด้านการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ควรจะมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับว่าเอกชน หรือภาคอุตสาหกรรมใดเป็นผู้รับซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยไม่มีระบบดังกล่าว จึงไม่สามารถติดตามต้นทางให้มารับผิดชอบปัญหาได้  รวมไปถึงประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่สามารถเอาผิดประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างมลพิษเหมือนกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งทางออกที่สามารถทำได้เลยคือการออกกฎหมายอากาศสะอาดที่ไม่ต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่

ส่วนกรณีการขอความร่วมมือกับประเทศอาเซียนอาจจะมีการกำหนดประเทศให้น้อยลง โดยอาจจะเป็นเฉพาะอาเซียนตอนบนเท่านั้น เพื่อให้เกิดความง่ายในการเจรจา และกำหนดเงื่อนไขโดยควรจะมีการจัดตั้งศูนย์ฝุ่นข้าวพรมแดนที่จะคอยเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ตรวจสอบความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา

แม้ว่าฤดู PM2.5 และฤดูหมอกควันใกล้จะจบแล้ว เพราะประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝน แต่หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจนรัดกุม และแผนการรับมือที่ดี ในปี 2567 ประเทศไทยจะเผชิญกับฝุ่น PM2.5 และ ปัญหาหมอกควันหนักมากขึ้น เพราะอิทธิพลของเอลนีโญที่จะทำให้เกิดความแห้งแล้ง และอากาศร้อนมากขึ้น

Related posts

เจาะรอยร้าวใต้ด้ามขวาน ทำไม ‘สุราษฎร์ธานี’ ถึงสั่นสะเทือน?

13 ก.พ. ‘วันรักนกเงือก’ สัญลักษณ์แห่งรักแท้ และลมหายใจผืนป่าไทย

เตือน ‘เอลนีโญ’ จ่อทำโลกอุณหภูมิพุ่งปี 2027 ระดับน้ำทะเลสูงวิกฤต