การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ทำเนียบขาวได้จุดชนวนความกังวลอย่างกว้างขวางต่อทิศทางการรับมือวิกฤตโลกร้อน เนื่องจากนโยบายกีดกันทางการค้าและการถอนตัวจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และกำลังสร้างแรงกดดันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก รวมถึงอาจทำให้ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายภายใต้ความตกลงปารีสเดินหน้าช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ (1)
นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมเตือนว่า ผลพวงจากแนวทางดังกล่าวอาจก่อให้เกิด “ผลลบสามเท่า” จากความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษี ซึ่งส่งผลให้การดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ เงินทุนสนับสนุน และความร่วมมือระหว่างประเทศอ่อนแรงลง สอดคล้องกับคำเตือนของ มารีนา ซิลวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบราซิล ที่ชี้ว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจบั่นทอนความเชื่อมั่น และชะลอความก้าวหน้าในการควบคุมภาวะโลกร้อนในภาพรวม (1)
ปรากฏการณ์ “Trump Effect”
ย้อนกลับไปในช่วงวาระแรกระหว่างปี 2017-2021 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” การตัดสินใจดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่เข้าร่วมความตกลงในขณะนั้น และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทูตด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ บนเวทีโลก (2)
การถอนตัวครั้งนี้นอกจากจะทำให้กระบวนการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศชะงักลง สหรัฐฯ ยังซ้ำเติมประเทศกำลังพัฒนา ด้วยการระงับเงินช่วยเหลือแก่กองทุน Green Climate Fund (GCF) ซึ่งจะยิ่งทำให้การปรับตัวของประเทศยากจนดำเนินไปอย่างล่าช้า อีกทั้งรัฐบาลทรัมป์ยังได้เดินหน้ายกเลิกและผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่า 100 มาตรการ โดยหนึ่งในการตัดสินใจสำคัญคือ การผ่อนคลายข้อจำกัดต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของสหรัฐฯ (2)
มาตรการเหล่านี้ถูกผลักดันควบคู่กับนโยบายฝ่ายบริหารที่มุ่งกระตุ้นภาคพลังงานของประเทศ ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีสได้ยากขึ้น (2) (3)
นโยบายของทรัมป์อาจทำให้สหรัฐฯ พลาดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2030 ไปมากถึง 7,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวม ขณะที่ในช่วงที่สหรัฐฯ เริ่มกระบวนการถอนในปี 2018 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้น 1.7% หลังจากที่ลดลงต่อเนื่องมาเป็นเวลาสามปี (2) (4)
ขณะเดียวกัน การลดการสนับสนุนพลังงานสะอาดยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนภายในประเทศ โดยทำให้สหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานราว 20,000 ตำแหน่ง และโครงการเทคโนโลยีสะอาดมูลค่ากว่า 7.124 หมื่นล้านดอลลาร์ เสี่ยงถูกยกเลิกหรือชะลอตัว (5)
ผลกระทบต่อซัพพลายเชนพลังงานสะอาด
การเปิดฉากสงครามการค้าและการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับจีนได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดทั่วโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงานที่พึ่งพาซัพพลายเชนระดับโลกที่ซับซ้อน ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น (4) (6)
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า หากมีการบังคับใช้ภาษีเต็มรูปแบบ ราคาแบตเตอรี่ระดับโครงข่ายไฟฟ้า (grid-scale batteries) ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในจีน อาจเพิ่มขึ้นถึง 55% ซึ่งจะทำให้นักลงทุนจำนวนมากชะลอการตัดสินใจลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด (3) (4)
ผลกระทบนี้ยังลุกลามไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่หลายแห่ง อย่างเช่น เวียดนามและไทย ซึ่งส่งออกโมดูล PV รายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 46% และ 36% ตามลำดับ (7) (8)
ผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ
ในมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ ความตึงเครียดทางการค้าและการลดบทบาทผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ ทำให้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสะอาด เช่น CCS และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การลดเงินทุนสนับสนุนของสหรัฐฯ ยังเปิดพื้นที่ให้จีนขยายอิทธิพลในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียว และนำไปสู่การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์สีเขียวระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ (1) (8) (9)
นอกจากนี้ มาตรการภาษียังบั่นทอนความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ ทำให้ความพยายามในการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนลดลง และเมื่อประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้า ก็มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความท้าทายในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อนในระยะยาว (1) (9)
ผลกระทบภาพรวมต่อเป้าหมายลดโลกร้อน
โดยภาพรวม มาตรการภาษีของทรัมป์ถูกมองว่า เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เส้นทางสู่ Net Zero และการบรรลุเป้าหมายความตกลงปารีสเดินช้าลง ความไม่แน่นอนทางการค้าได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดซึ่งต้องใช้เงินทุนสูง (3) (4) (9)
นอกจากจีนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในการขยายการลงทุน สมาชิก G7 และ G20 หลายประเทศก็เริ่มใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้น เช่น การเพิ่มการลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและภาคส่วนเชิงกลยุทธ์อย่างเทคโนโลยีสีเขียว การกระจายตลาดส่งออก และการเจรจาทางการทูตผ่านข้อตกลงการค้า ตลอดจนการพัฒนากลไกและมาตรฐานใหม่ เช่น กลไกปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป เพื่อดึงดูดการลงทุนคาร์บอนต่ำ (9)
การปรับตัวเหล่านี้สะท้อนว่า แม้มาตรการกีดกันทางการค้าจะสามารถชะลอความก้าวหน้าด้านสภาพภูมิอากาศได้ในระยะสั้น แต่นวัตกรรมและแรงกดดันจากความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังคงผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ หาทางเดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ดี หากยังขาดความร่วมมือระดับนานาชาติและความชัดเจนด้านนโยบายการค้า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกก็จะยังคงเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วงต่อไป (6) (9)
สารจากทรัมป์บนเวที WEF 2026
บทสุนทรพจน์ของทรัมป์บนเวที World Economic Forum (WEF) 2026 เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา ยังสะท้อนการปรับทิศทางเชิงโครงสร้างจากนโยบายความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่ยุทธศาสตร์ “ความเป็นเลิศทางพลังงาน” (Energy Dominance) อย่างชัดเจน (10)
ทรัมป์วิพากษ์นโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดภายใต้กรอบเดิมว่าเป็น “Green New Scam” ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นแนวทางที่เพิ่มต้นทุนการผลิต บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน และเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมย้ายฐานออกนอกประเทศ แนวคิดดังกล่าวปูพื้นให้พลังงานถูกยกระดับเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (10)
ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลได้ “ยุตินโยบายพลังงานที่ทำลายประเทศ” และหันกลับมาเร่งขยายการผลิตพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จนสหรัฐฯ มีการผลิตก๊าซธรรมชาติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพและต้นทุนแข่งขันได้ ทรัมป์ชี้ว่าทิศทางดังกล่าวช่วยกดราคาพลังงานภายในประเทศ ลดภาระต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม และสร้างแรงจูงใจให้การลงทุน และการผลิตย้ายกลับเข้าสู่สหรัฐฯ (10)
ในมุมมองของทรัมป์ การเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบเร่งรัดไปสู่พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลม เป็นบทเรียนเชิงลบจากยุโรป ซึ่งเผชิญทั้งกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ลดลงและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการครองชีพและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ เลือกแนวทางตรงกันข้าม คือ “เปิดโรงไฟฟ้าแทนการปิด” และใช้พลังงานราคาถูกเป็นฐานรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (10)
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเชื่อมโยงนโยบายพลังงานเข้ากับทิศทางการค้าและภาษีอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าพลังงานต้นทุนต่ำจากฟอสซิลและนิวเคลียร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นโยบายกำแพงภาษีและการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศสามารถเดินหน้าได้ โดยระบุว่าการลดการพึ่งพาการนำเข้า ควบคู่กับการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ จะช่วยลดการขาดดุลการค้าและเสริมความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (10)