ถ้าการเมืองไม่รับใช้ ‘ทุนสามานย์’ ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดต้องไปต่อ

ถ้าการเมืองไม่ได้อยู่ใต้อาณัติ ‘ทุนสามานย์’ และอยากส่งมอบอนาคตที่ดีให้ลูกหลาน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดควรต้องได้ไปต่อ

เหตุผลที่ สส. และ สว. ในฐานะสมาชิกรัฐสภาควรต้องโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ…. หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 15 พ.ค.นี้ให้ไปต่อ เนื่องจากหากกฎหมายถูก “ปัดตก” ไปในชั้นนี้ ทุกอย่างจะต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด การริเริ่มผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาเมื่อ 8 ปีที่แล้วของภาคประชาชนก็จะสูญเปล่า และจะต้องไปเริ่มล่ารายชื่อ 10,000 ชื่อกันใหม่ สำหรับยื่นเข้าสภาฯ

นอกจากนั้น เครือข่ายอากาศสะอาดในฐานะเจ้าของร่างกฎหมายภาคประชาชนก็ถูกปิดทางไม่สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 14 พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ได้อีก เนื่องจากรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว (พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมายระบุให้เจ้าของร่างกฎหมายเสนอต่อประธานสภาฯ ได้ก็ต่อเมื่อ ครม.ไม่ได้ยืนยันร่าง)

เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น ก็คือว่า หากรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับนี้ กฎหมายก็จะไปต่อที่ชั้นกรรมาธิการ วุฒิสภา ซึ่งได้พิจารณาค้างอยู่ในวาระ 2 (ตกไปหลังการยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค. 2568) และจากนั้นเมื่อกรรมาธิการ วุฒิฯ ใช้เวลาพิจารณาอีกระยะหนึ่งจนแล้วเสร็จ ก็จะต้องส่งร่างฯ กลับมายังสภาผู้แทนฯ อีกครั้ง

หากสภาผู้แทนฯ เห็นชอบก็เสนอทูลเกล้าฯ และประกาศบังคับใช้หรือหากสภาผู้แทนฯ ไม่เห็นชอบร่างแก้ไขฉบับ วุฒิฯ (มีการแก้ไขเละเทะไม่เหลือสาระสำคัญ) ก็จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันของ 2 สภา จากนั้นจะโหวตลงคะแนน…ซึ่งต้องไปลุ้นเอาในเวลานั้นว่าผลการแก้ไขในกรรมาธิการร่วมจะประนีประนอมหรือรอมชอมให้กฎหมายออกมาหน้าตาอย่างไร ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าในช่วงเวลานั้นอย่างใกล้ชิดว่า กรรมาธิการคงสาระสำคัญของร่างสภาผู้แทนฯ ไว้เกิน 70-80% หรือแก้ไขจนหน้าตาขี้เหร่พิกลพิการ

ในแง่ภาคประชาชน…ในฐานะเจ้าของร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบัน ซึ่งได้ใช้เวลาเขียนกฎหมายในกรรมาธิการวิสามัญฯ 1 ปี 7 เดือน ได้มา 10 หมวด 273 มาตรา 1 บทเฉพาะกาล ถือว่าเนื้อหามีความครบถ้วน รอบด้าน และหากกฎหมายผ่านออกมาใช้บังคับ ฝ่ายสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้มั่นใจว่าจะทำให้ประเทศเรามีเครื่องมือ กลไกในการแก้ไขปัญหามลพิษอากาศอย่างเบ็ดเสร็จ สามารถลงโทษผู้ก่อมลพิษได้จริง (ที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ไม่มีดาบในมือ แต่คราวนี้กฎหมายเอา คพ.มาเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานอากาศสะอาดและติดดาบคมๆ ให้ด้วย)

แต่หากร่างกฎหมายไม่ผ่านในขั้นตอนรัฐสภาในวันที่ 15 พ.ค.นี้ ฉากทัศน์ที่ตามมาก็คือ ครม. , พรรคการเมืองต่างๆ จะฉวยโอกาสชิงความได้เปรียบเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดเข้าสู่สภาฯ (ไปนำร่างโน่นร่างนี้มายำรวมเป็นร่างของตัวเอง) เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เพื่อทำให้เห็นว่า นักการเมืองจากพรรคการเมือง (โดยเฉพาะพรรคเสียงมากที่สุด) เห็นความสำคัญของปัญหามลพิษอากาศ แต่ภาคประชาชนจะถูกกันออกจากสมการนี้ เพราะจะต้องไปเข้าชื่อเสนอกฎหมายให้ครบ 10,000 รายชื่อก่อน ซึ่งกระชั้นและอาจไม่ทัน

อย่างไรตาม พิจารณาจากท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ที่ผ่านมาได้ส่งสัญญาณการคัดค้านร่างกฎหมายฉบับร่างภาคประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง และต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่ “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย ที่ใช้พื้นที่ในสภาฯ อภิปรายชำแหละร่างกฎหมายฉบับนี้จนมองเห็นไปถึงลำไส้ว่ากินอะไรมา ไม่แตกต่างจาก “สุชาติ ชมกลิ่น” นักการเมืองแห่งชลบุรี ในฐานะ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานหลักที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหามลพิษ ก็ออกตัวแรงจนล้อฟรี นำเสนอข้อสังเกต (คัดค้าน) ร่างกฎหมายฉบับนี้ถึง 6 ประเด็น (ปกป้องทุนเต็มๆ) ซึ่งเป็นสาระสำคัญหลักของร่างกฎหมายฉบับประชาชน

หากเกาะติดประเด็นความคืบหน้ากฎหมายอากาศสะอาดจะทราบว่า “น้ำสียง” ของนักการเมือง 2 คนที่ว่า สอดประสานกับ “น้ำเสียง” ของภาคเอกชน (เจ้าของโรงงานผู้ปล่อยมลพิษที่รวมตัวเป็นเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง) ที่ออกมาคัดค้านอยู่นอกห้องประชุมเป็นระยะ

ฉะนั้น เสียงประสานที่ออกมาในท่วงทำนองเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พรรคสีน้ำเงินจะชูธงนำคว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ในรัฐสภา (สส.เสียงข้างมาก+สว.สีน้ำเงิน) เว้นแต่สถานการณ์ทางการเมืองบีบคั้นให้พรรคสีน้ำเงินยอมถอยคันเร่งลงมา โดยยอมให้ร่างกฎหมายนี้ได้ไปต่อในชั้นวุฒิฯ และจากนั้นค่อยไปต้มยำทำแกงให้เนื้อในของกฎหมายออกมาตามประสงค์ของ “ผู้บงการอยู่เบื้องหลัง”

ซึ่งก็คือ “กลุ่มทุน” ที่หน้าฉากเล่นบทผู้ปรารถนาดี แต่ข้างในใจสามานย์ อ้างทั้งเรื่องต้นทุน อ้างค่าปรับแพง อ้างสิทธิในการเข้าร่วมเป็นกรรมการแต่ละคณะ ฯลฯ ซึ่งเครือข่ายภาคเอกชนกลุ่มนี้ได้มีการแสดงพลังขย่มสาระสำคัญในระหว่างการร่างกฎหมายอยู่นอกห้องประชุมมาเป็นระยะๆ ชัดเจนว่าพวกเขามอง “กำไร” เป็นตัวตั้ง หาได้เห็นถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนและอนาคตลมหายใจของลูกหลาน ที่จะต้องแบกรับต้นทุนมลพิษที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก่อไว้

ด้วยพวกเขาเชื่อว่า “การรวยไม่ไหวแล้ว” ต่างหากที่จะช่วยปกป้อง “ลมหายใจ” และ “กำไร” บนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต่างหากที่ต้องมีคนเสียสละชีวิต เพื่อค้ำจุนความอยู่รอดของประเทศ ในขณะที่ “ความยั่งยืน” นั้นเป็นเพียงประโยคสวยหรูที่มีไว้ให้ท่องจำและหมั่นสื่อสารต่อสาธารณะให้ดูดี มีความน่าเชื่อถือ…ก็เท่านั้น (ยกเว้นกลุ่มธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล ไม่เห็นแก่ได้ ยืนหยัดกับความยั่งยืนและพร้อมสนับสนุนอากาศสะอาด ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อย)

ท้ายที่สุดแล้ว ใน 2 ฉากทัศน์ หากร่างกฎหมายผ่านรัฐสภาและได้ไปต่อ ภาพอนาคตที่มีความเป็นไปได้คือ เราอาจจะได้กฎหมายที่ยังคงสาระสำคัญไว้สัก 70-80% (คาดหวังสูง) หรือไม่ก็ได้กฎหมายฉบับย้อมแมวที่เหมือนจะมีเครื่องมือและกลไกในการป้องกันปัญหามลพิษอากาศจากผู้ก่อ แต่ซุกซ่อน “เครืองมือฟอกเขียว” เอื้อกลุ่มทุนในการก่อมลพิษแบบเนียนๆ ต่อไป

สุดท้ายแล้วพลเมืองและลูกหลานเราก็จะอยู่ภายใต้อากาศที่ขมุกขมัว สภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยฝุ่น PM0.1 PM2.5 และสารพัดมลพิษอันตรายแฝงอยู่ในอากาศ และมันก็พร้อมมุดเข้าสู่ลมหายใจของทุกคนเป็นปกติต่อไป

หากปลายทางของกฎหมายอากาศสะอาดลงเอยอย่างที่ว่ามา คงกล่าวเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่านี่คือพลังของ “ทุนสามานย์” บวกกับการเมืองแห่งผลประโยชน์ที่ใช้เสียงของประชาชนไปรับใช้ทุน และไร้มนุษยธรรม ชะตากรรมของพลเมืองไทยจึงจำต้องแบกรับ! มลพิษอากาศที่เป็นมหันตภัยร้ายแรงระดับโลกกันต่อไป…ตราบที่ประชาชนไม่พร้อมจะเปลี่ยน…การเมือง

Related posts

ภาคประชาชน หักล้าง 6 ข้อสังเกตทส. ใช้คัดค้าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

‘โจ ชัยวัฒน์’ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. รักษาสิ่งแวดล้อม เก็บทางเท้าให้คนเดิน

เร่งยกระดับข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ดันร่าง กม.โลกร้อนเข้าสภาปลายปี