ปลัด ทส.มอบนโยบาย 3 ปี กรมลดโลกร้อน เตรียมรับมือความเสี่ยงทุกด้าน

ปลัดกระทรวงทรัพย์ มอบ 4 นโยบายสำคัญครบรอบ 3 ปีกรมลดโลกร้อน มุ่งเปลี่ยนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero ปี 2050

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงานเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ปีที่ 3 พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานโดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านที่เปรียบเสมือนการเดินทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 พร้อมเปิดศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCIC) อย่างเป็นทางการ

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบต่อมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ และเป็นภารกิจที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการจัดการปัญหาร่วมกันระดับโลก ยึดโยงการทำงานกับนโยบายของรัฐบาลทั้งในประเด็นของการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี และการเสนอพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ ตลอดจนการวางรากฐานการพัฒนาระบบเตือนภัยและจัดการผลกระทบจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศ ที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อลดความสูญเสียและทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชนได้โดยเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน

“อาจกล่าวได้ว่า สามปีแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเราต้องเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนกติกาทางการค้า รูปแบบการลงทุน การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนจาก ‘จุดเริ่มต้น เป็น การเดินทาง’ ซึ่งการเดินทางนี้เรามีจุดหมายร่วมกันที่จะนำพาประเทศไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050

“พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนไทย ตลอดจนสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ดร.รวีวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสิ่งที่ให้ความสำคัญที่เกี่ยวกับการดำเนินงานเหล่านี้ คือ “การทำให้เป้าหมายเกิดผลในทางปฏิบัติขึ้นจริง” กับ 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในทุกด้าน การเร่งสร้างเครื่องมือเปลี่ยนผ่านการพัฒนาประเทศ และการยกระดับความร่วมมือร่วมใจกับทุกภาคส่วน

รวมทั้งรู้สึกชื่นชมที่ได้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่าน “ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ CCIC ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคารกรมฯ เพื่อเป็นคลังข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ด้านภูมิอากาศของประเทศ (Climate Big Data Hub) ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศความละเอียดสูง เพื่อคาดการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า และสนับสนุนศูนย์ประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น ขอแสดงความชื่นชมท่านอธิบดี ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ร่วมกันสร้างกรมแห่งนี้ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท และเสียสละ ตั้งแต่วันแรกจนก้าวขึ้นมาเป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชน โดยเฉพาะเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงจากระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศ

ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยได้ยกระดับการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้จัดตั้ง “กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” หรือ “กรมลดโลกร้อน” ขึ้น เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2566 เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

การจัดงานในวันนี้มีกิจกรรมที่สำคัญทั้งการจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนากรมฯ ปีที่ 3 และการเปิดศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ CCIC ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กรุณาให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานพร้อมทั้งมอบนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงาน รวมทั้งขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในวาระโอกาสสำคัญนี้

ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา กรมฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาหน่วยงานให้เป็นศูนย์กลางของประเทศในการยกระดับการบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศอย่างเป็นเอกภาพและมีความคล่องตัว โดยต้องสามารถบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงและมีความถี่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภัยพิบัติด้านสภาพอากาศ โดยคำนึงถึงสถานการณ์และทิศทางการดำเนินงานที่เชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การลงทุน และการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (LT-LEDS) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

และอยู่ระหว่างจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation) เพื่อแปลงกรอบนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับพื้นที่และรายสาขา ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรอง รวมถึงระเบียบ หลักเกณฑ์ และกลไกที่จำเป็น เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงการดำเนินงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ความสำเร็จเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นจากการทำงานของกรมฯ หรือหน่วยงานภาครัฐเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน พร้อมทั้งความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ เครือข่ายเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เครือข่ายเมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา เครือข่าย G Green ภาคธุรกิจ และเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.)

ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการเสริมพลังการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ (Action for Climate Empowerment: ACE) เพื่อส่งเสริมความรู้และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องและสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย

Related posts

คนปราจีนฯไม่เอา EEC วันนี้มลพิษมากพอแล้ว หนุนปั้นศก.ฐานทรัพยากร

กรมชลฯ แจงด่วนยันสร้างอ่างวังโตนดคู่การอนุรักษ์ พร้อมดูแลช้างป่า

ชาวปราจีนฯยื่น 1.1 หมื่นรายชื่อไม่เอา EEC ไม่รับกากพิษอุตสาหกรรม