ประชาชนในพื้นที่ EEC และปราจีนกำลังเขอ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เมื่อปริมาณน้ำที่ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกลับพามลพิษโรงงานปนเปื้อนมาด้วย
น้ำท่วมปราจีนฯ–EEC วิกฤตซ้อนวิกฤต
จุดแรก ข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค. 2569 พบคราบสีรุ้งหรือคราบผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างน้อย 2 แห่ง ได้แก่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยที่ปราจีนบุรียังอยู่ระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ขณะที่พื้นที่วิน โพรเสส จ.ระยอง มีประวัติการปนเปื้อนสารเคมีและปัญหาน้ำปนเปื้อนมาก่อนเกิดน้ำท่วมครั้งนี้
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ว่า ปราจีนบุรีมีน้ำท่วม 7 อำเภอ 61 ตำบล 625 หมู่บ้าน ได้แก่ กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ นาดี เมืองปราจีนบุรี ประจันตคาม บ้านสร้าง และศรีมโหสถ ประชาชนได้รับผลกระทบ 39,977 ครัวเรือน และระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่
สถานการณ์จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของชุมชนริมแม่น้ำ แต่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรและพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของจังหวัดด้วย
คราบสีรุ้งจากพื้นที่กากอุตสาหกรรมไหลไปถึงนาข้าว
วันที่ 28 ก.ย. 2569 กรมควบคุมมลพิษได้รับแจ้งจากเครือข่ายภาคประชาชนและศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปราจีนบุรีว่า น้ำจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของบริษัท กรีน-เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ไหลล้นออกนอกพื้นที่โรงงาน
เจ้าหน้าที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรีลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบ “คราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว” ไหลตามพื้นที่น้ำท่วมในบริเวณนาข้าวซึ่งรับน้ำที่ไหลล้นมาจากพื้นที่โรงงาน
กรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างน้ำรวม 4 จุด ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 และกรมควบคุมมลพิษ
แต่อยู่ระหว่างการยืนยันว่าคราบดังกล่าวมีสารเคมีชนิดใด หรือมีความเข้มข้นเท่าใด
มูลนิธิบูรณะนิเวศ รายงานว่า ชาวบ้านพบคราบฟิล์มสีรุ้งในพื้นที่น้ำท่วมและทุ่งนาปราจีนบุรี ขณะที่มีข้อกังวลว่าน้ำจากพื้นที่กากอุตสาหกรรมอาจไหลออกไปตามเส้นทางน้ำและเข้าสู่พื้นที่เกษตร โดยมีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่าคราบสีรุ้งในทั้งปราจีนบุรีและระยองเชื่อมโยงกับพื้นที่โรงงานหรือพื้นที่กากอุตสาหกรรมในสองจังหวัด
ขณะที่ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่า ปัญหาคราบน้ำมันและสารเคมีในพื้นที่ไม่ได้เพิ่งเกิดจากน้ำท่วมครั้งนี้ แต่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดการกากอุตสาหกรรมมาก่อน และน้ำท่วมอาจทำให้สิ่งที่สะสมอยู่เดิมถูกพัดพาออกไปในวงกว้างขึ้น
จุดที่ 2 “วิน โพรเสส” ระยอง
พื้นที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง บริเวณบริษัท วิน โพรเสส ซึ่งมีประวัติปัญหากากสารเคมีและการปนเปื้อนในพื้นที่มายาวนาน เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 มูลนิธิบูรณะนิเวศลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเผยภาพบริเวณโกดัง 5 ซึ่งมีซากถัง 200 ลิตรและพื้นที่กากสารเคมีถูกน้ำฝนและน้ำท่วมขัง โดยพบ คราบสีรุ้งบนผิวน้ำ
มูลนิธิบูรณะนิเวศระบุว่า คราบดังกล่าวเป็นหลักฐานของการปนเปื้อนสารเคมี ขณะที่ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า เมื่อฝนตกหนักน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่โรงงานอาจกลายเป็นน้ำปนเปื้อน และคันดินบางจุดที่ใช้กั้นน้ำเกิดการแตกร้าว ประเด็นนี้จึงมีความน่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะ วิน โพรเสส เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาสารเคมีตกค้างมาก่อนแล้ว
ข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเมื่อปี 2567 พบว่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้พื้นที่วิน โพรเสส เจ้าหน้าที่ตรวจพบ น้ำใต้ดินระดับตื้นที่มีค่า pH 2.02–4.45 และค่าการนำไฟฟ้า 6,100–17,300 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร พร้อมมีแผนเจาะสำรวจเพิ่มเติมและตรวจตัวอย่างน้ำของชาวบ้านเพื่อประเมินขอบเขตการปนเปื้อน
ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยระบุถึงมาตรการป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลเข้าไปปะปนกับพื้นที่ที่มีการรั่วไหลของสารเคมี และป้องกันไม่ให้สารเคมีไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยองเคยตรวจกรณีคันดินบริเวณบ่อน้ำของวิน โพรเสสพังจากฝนตกหนัก ทำให้น้ำไหลเข้าสวนยางของประชาชน โดยการตรวจภาคสนามครั้งนั้นพบค่า pH ของน้ำในบ่อ 3.31 ขณะที่สระน้ำหนองพะวา 2.82 และคลองโบสถ์ 4.83
EEC 3 จังหวัดน้ำท่วมกระทบกว่า 1.68 แสนครัวเรือน
ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ปัจจุบันน้ำท่วมครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด
ข้อมูล ปภ. ณ วันที่ 2 ต.ค. 2569 ระบุว่า
– ฉะเชิงเทรา 11 อำเภอ 89 ตำบล 736 หมู่บ้าน กระทบ 47,959 ครัวเรือน
– ชลบุรี 10 อำเภอ 78 ตำบล 354 หมู่บ้าน กระทบ 118,723 ครัวเรือน
– ระยอง 2 อำเภอ 9 ตำบล 73 หมู่บ้าน กระทบ 1,760 ครัวเรือน
รวม 3 จังหวัด EEC เท่ากับ 168,442 ครัวเรือน เมื่อรวมกับปราจีนบุรีอีก 39,977 ครัวเรือน ทำให้ 4 จังหวัดภาคตะวันออกมีประชาชนเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งนี้รวม 208,419 ครัวเรือน
ฉะเชิงเทรา–ชลบุรีมีน้ำปนเปื้อนหรือไม่?
แม้ฉะเชิงเทราและชลบุรีมีพื้นที่อุตสาหกรรมจำนวนมากและมีปัญหามลพิษที่ถูกเฝ้าระวังอยู่เดิม แต่จากข้อมูลที่ตรวจสอบถึงวันที่ 2 ต.ค. ยังไม่พบผลตรวจจากหน่วยงานรัฐที่ยืนยันว่า น้ำท่วมครั้งนี้มีสารพิษแพร่กระจายในวงกว้างทั้งสองจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พื้นที่ EEC 3 จังหวัด และปราจีนบุรี เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จึงมีการลักลบอทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายจำนวนมากอยู่แล้วและปัยหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ปัญหาหลักๆ คือ การลักลอบทิ้งหรือกำจัดกากไม่ถูกต้อง ทำให้สารเคมีและโลหะหนักเสี่ยงปนเปื้อนดิน แหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตร โดยที่ปราจีนบุรีมีข้อร้องเรียนเรื่องการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหลายพื้นที่ ขณะที่ ระยอง มีกรณีวิน โพรเสส ซึ่งเป็นพื้นที่ปนเปื้อนขนาดใหญ่
เมื่อเกิดน้ำท่วม ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะน้ำสามารถชะและพาสารปนเปื้อนจากกองกากหรือพื้นที่ปนเปื้อนเดิมออกสู่ชุมชนและพื้นที่เกษตร
ปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นถือเป็นต้นทุนสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ตกอยู่กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่รัฐไม่สามารถควบคุมตั้งแต่ต้นทางได้ และเมื่อต้องมาเผชิญกับอุทกภัยซ้ำทำให้ความเดือดร้อนเพิ่มเป็นสองเท่า
อ้างอิง:
2 ต.ค. 2569 – “สุชาติ” สั่ง คพ. เร่งตรวจสอบคราบน้ำมันไหลตามพื้นที่น้ำท่วมปราจีนบุรี เก็บตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์ พร้อมกล่าวโทษดำเนินคดี, กรมประชาสัมพันธ์ / กรมควบคุมมลพิษ, กรมประชาสัมพันธ์
2 ต.ค. 2569 – ปภ.รายงานน้ำท่วม 31 จังหวัด เร่งระบายน้ำ–ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมฟื้นฟูพื้นที่คลี่คลาย, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
2 ต.ค. 2569 – พบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมัน ไหลตามพื้นที่น้ำท่วมปราจีนบุรี คพ.เก็บตัวอย่างตรวจ 4 จุด, Thai PBS
29 ก.ย. 2569 – ฝนถล่มหนองพะวา น้ำชะตะกอนสารเคมีโผล่ “สุสานมลพิษ วิน โพรเสสฯ”, มูลนิธิบูรณะนิเวศ / Thai PBS
24 ส.ค. 2567 – กรมโรงงานฯ ป้องกันน้ำฝนปะปนพื้นที่รั่วไหลสารเคมีวิน โพรเสส เพื่อป้องกันการไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2 ต.ค. 2569 – วิกฤตน้ำท่วมปราจีนบุรี มวลน้ำสารพิษทะลัก แฉทุนมักง่าย-รัฐนิ่งเฉย, ผู้จัดการออนไลน์
เครดิตภาพ: หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี