กรมศุลฯ อายัดตู้สินค้านำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐ 50 ตู้ รวมตลอดช่วง 11 เดือนแรกปี 2569 กรมศุลฯ สามารถจับกุมตู้เถื่อนได้กว่า 9.67 ล้านตัน
ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายข้ามชาติไม่ได้ลดลง แม้จะมีอนุสัญญาบาเซลคอยกำกับ ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ประสานกรมศุลกากรอายัดตู้สินค้าต้องสงสัย 50 ตู้ และนำไปตรวจซ้ำที่ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ผลการตรวจสอบทั้ง 50 ตู้ พบว่า 19 ตู้ เป็นตู้ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจพบความผิดและจับกุมไว้แล้ว
อีก 14 ตู้ ไม่พบข้อมูลการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนอีก 17 ตู้มีข้อมูลการนำเข้า โดย 1 ตู้ถูกตรวจและปล่อยไปก่อนรับแจ้งการอายัด และอีก 6 ตู้อยู่ระหว่างอายัดเพื่อรอผู้นำเข้าติดต่อเข้าตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนนี้เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 กรมศุลกากรร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจตู้สินค้า 10 ตู้ พบว่า 4 ตู้มีสินค้าตรงตามที่สำแดง แต่ อีก 6 ตู้พบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายของเสียอันตรายปะปนอยู่ ซึ่งเมื่อย้อนไปดูข้อมูลพบว่าตั้งช่วงปี 2568 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน มีการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จาสหรัฐฯ อย่างน้อย 238 ตัน
เปิดตรวจ 9 ตู้ แกะรอยจากของกลางเดิม
ในการปฏิบัติการวันที่ 14 ก.ย. 2569 เมื่อนำตู้สินค้า 9 ตู้ มาเปิดตรวจสอบที่ท่าเทียบเรือฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) โดยเป็น 6 ตู้ที่ตรวจพบความผิดจากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 ส.ค. และอีก 3 ตู้เป็นสินค้าของบริษัทเดียวกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลและขยายผลทางคดี
ทั้งนี้ ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 หรือ ต.ค. 2568–ส.ค. 2569 กรมศุลกากรจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านสิ่งแวดล้อมได้ 187 คดี ของกลางรวมกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท แบ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตราย 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกกว่า 300,000 กิโลกรัม
ตัวเลขนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการขยายผลจาก “จับของกลาง” ไปสู่ “แกะเครือข่าย” โดยมีกรมศุลกากร DSI กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกันตรวจสอบ ขณะที่มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ Basel Action Network (BAN) กรีนพีซ ประเทศไทย และ UNODC เข้าร่วมสังเกตการณ์
จุดเริ่มต้นของปฏิบัติการยึด 50 ตู้
การขยายผลครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 เมื่อ DSI ทำหนังสือประสานกรมศุลกากรขออายัดตู้สินค้าจำนวน 50 ตู้ เพื่อตรวจสอบและขยายผล หลังพบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับการลักลอบนำเข้าขยะจากต่างประเทศในลักษณะที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
“โทษเบา” กับโจทย์การยึดทรัพย์
สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้จะขยายผลเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ เบื้องต้นพบข้อมูลบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐฯ 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท ซึ่งจะตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด
สำหรับการตรวจสอบครั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านวิชาการของ ทส. และศูนย์ประสานงานของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาบาเซล ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติการ “Operation Can Opener” ร่วมกับเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network: BAN) เพื่อตรวจสอบและประเมินการขนย้ายของเสียข้ามแดน รวมถึงพิสูจน์ว่าสินค้าที่ตรวจพบเข้าข่ายของเสียอันตรายหรือสินค้าต้องห้ามหรือไม่
ผลการตรวจสอบตู้สินค้ารวม 9 ตู้ พบว่า 3 ตู้ ซึ่งมาจากโปแลนด์ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ สำแดงสินค้าถูกต้องและไม่พบการปนเปื้อน ขณะที่อีก 6 ตู้จากสหรัฐอเมริกา สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม แต่จากการตรวจสอบพบการปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) ทั้ง 6 ตู้
ผลการตรวจสอบและข้อมูลทางวิชาการจะถูกรวบรวมส่งให้ DSI กรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี หากพบว่าเป็นการขนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนโดยผิดกฎหมายภายใต้อนุสัญญาบาเซล ทส. โดยกรมควบคุมมลพิษ จะประสานสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลและประเทศต้นทาง เพื่อยกระดับมาตรการและติดตามความรับผิดชอบต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูข้อมูลก่อนหน้านี้จะพบว่า มี E-waste ที่มากับสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 กรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมศุลกากรตรวจตู้สินค้าจากสหรัฐฯ ที่สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียมผสมโลหะ น้ำหนักรวมกว่า 238 ตัน และพบว่ามีเศษอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่ในตู้สินค้า โดยถูกพิจารณาว่าเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลฯ
ต่อมาในปี 2569 ยังพบตู้จากสหรัฐฯ ที่สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียมอีกหลายกรณี โดยวันที่ 30 ม.ค. 2569 กรมโรงงานฯ ตรวจตู้ 8 ตู้ พบว่า 1 ตู้มีเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปนเปื้อนโลหะหนัก ขณะที่อีกกรณีในเดือนมีนาคมพบเศษแผงวงจร สายไฟ พลาสติก และวัสดุอื่นปะปนมากับเศษอะลูมิเนียมกว่า 110 ตัน
ยิ่งไปกว่านั้น DSI ระบุเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ว่า จากข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับตู้สินค้าต้องสงสัยจากสหรัฐฯ ได้ประสานกรมศุลกากรอายัดตู้ต้องสงสัยรวม 714 ตู้ ในช่วง เม.ย. 2568–มี.ค. 2569 โดยบางส่วนเข้าข่ายลักลอบนำเข้า E-waste และขยะพลาสติกโดยมิชอบ
ปัญหาไม่ได้จบที่ท่าเรือแหลมฉบัง
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ซึ่งร่วมสังเกตการณ์การตรวจครั้งนี้ ระบุว่า การเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามและปราบปราม E-waste เป็นเรื่องจำเป็น เพราะแม้เศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พบในตู้บางครั้งจะมีปริมาณไม่มาก แต่หากเข้าลักษณะของเสียอันตราย การเคลื่อนย้ายข้ามประเทศก็อาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามอนุสัญญาบาเซลฯ
ข้อกังวลสำคัญของมูลนิธิคือ ปริมาณขยะที่ตรวจยึดได้อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เข้าสู่ประเทศ เพราะจากการติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งในพื้นที่ปราจีนบุรีและสระแก้ว พบขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกที่ผ่านการบดหรือย่อยจำนวนมาก ซึ่งอาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการนำเข้าที่ผิดกฎหมาย
ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องเดินต่อจากท่าเรือไปถึงปลายทาง โดยต้องตรวจสอบตั้งแต่บริษัทผู้ส่งออก ผู้นำเข้า บริษัทกระจายสินค้า ผู้ขนส่ง โรงงานหรือสถานที่รับของ ไปจนถึงจุดที่นำขยะไปกำจัดหรือทิ้ง
จับได้แค่ปลายทาง ไทยก็ยังเสี่ยงเป็น “แหล่งทิ้ง”
ประเด็นสำคัญที่มูลนิธิบูรณะนิเวศเสนอคือ การตรวจจับเฉพาะตู้สินค้าที่ท่าเรือไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังสินค้าหลุดออกจากท่าเรือแล้ว เพราะขยะที่หลุดรอดเข้าสู่ประเทศไม่ได้หายไป แต่สามารถถูกนำไปคัดแยก บดย่อย กระจายต่อ หรือกำจัดในพื้นที่อื่น หากระบบติดตามสิ้นสุดเพียงขั้นตอนการนำเข้า เจ้าหน้าที่ก็อาจไม่สามารถตอบได้ว่า ของเสียจำนวนมหาศาลที่ถูกนำเข้ามาแล้วไปอยู่ที่ไหน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การขยายผลของ DSI มีความสำคัญกว่าการตรวจตู้ครั้งเดียว เพราะเป้าหมายของการสืบสวนต้องไปให้ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังห่วงโซ่ทั้งหมด ไม่ใช่หยุดที่ผู้ครอบครองของกลางรายสุดท้าย
382 จุดเสี่ยงใน 9 ปี ภาคตะวันออกหนักสุด
ข้อมูลที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ รวบรวมระหว่างปี 2560–2568 พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย 265 ครั้ง และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 117 ครั้ง รวม 382 ครั้ง พื้นที่ที่พบเหตุการณ์มากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออก แบ่งเป็น ระยอง 43 ครั้ง ชลบุรี 35 ครั้ง และปราจีนบุรี 30 ครั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งฐานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม เส้นทางขนส่ง และกิจกรรมคัดแยกหรือจัดการของเสียจำนวนมาก
เมื่อประกอบกับปริมาณของกลางที่กรมศุลกากรตรวจจับได้ 9.67 ล้านกิโลกรัมในช่วงเพียง 11 เดือน จึงเห็นได้ชัดว่าปัญหาขยะข้ามชาติไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่อาจตกอยู่กับชุมชนในพื้นที่ปลายทาง
จาก “ตู้ขยะ” ต้องไปให้ถึง “คนสั่งการ”
การเปิดตรวจ 9 ตู้ในวันที่ 14 ก.ย. จึงเป็นเพียงหนึ่งขั้นตอนของการสอบสวนที่ใหญ่กว่านั้น เพราะข้อมูลจาก 50 ตู้กำลังถูกนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลการนำเข้า ผู้ประกอบการ และเส้นทางสินค้า ขณะที่ DSI ระบุชัดว่าจะเดินหน้าสอบสวนทั้งต้นทาง ปลายทาง และผู้ขนส่ง
โจทย์สำคัญของรัฐจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “จับขยะให้ได้มากขึ้น” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ใครส่ง ใครนำเข้า ใครขน ใครรับไปจัดการ และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการนำขยะเข้าประเทศ
เพราะหากตรวจพบขยะที่ท่าเรือแล้วส่งกลับประเทศต้นทางได้ทุกครั้ง ก็ถือเป็นการสกัดกั้นที่สำคัญ แต่ถ้ายังมีตู้ที่หลุดรอดเข้าสู่ประเทศและถูกนำไปบดย่อยหรือลักลอบทิ้งในพื้นที่ชุมชน ปัญหาก็ยังไม่จบ และท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยจะกลายเป็น “ปลายทางขยะโลก”
ดังนั้น ในการบังคับใช้กฎหมายจะต้องลากเส้นทางจากตู้คอนเทนเนอร์ → บริษัท → เงิน → ผู้ขนส่ง → โรงงาน → จุดทิ้ง และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้ตลอดทั้งเส้นทาง ไม่ใช่จับได้เฉพาะของกลางที่ปลายทางเท่านั้น
อ้างอิง:
14 ก.ย. 2569 – “รมว.สุชาติ” ผนึกกำลัง ศุลกากร–DSI–คพ.–กรมโรงงานฯ ลุยตรวจขยะอิเล็กทรอนิกส์แหลมฉบัง ศุลกากรเผยผลงานด้านสิ่งแวดล้อมจับกุมกว่า 234 ล้านบาท, เว็บไซต์รัฐบาลไทย
14 ก.ย. 2569 – ‘สุชาติ’ นำทีมบุกแหลมฉบัง สกัดขยะข้ามชาติ พบ 6 ตู้จากสหรัฐฯ ปนเปื้อน e-waste ขยายผล 16 บริษัทไทย, มติชนออนไลน์
11 ก.ย. 2569 – ลักลอบทิ้งขยะอันตราย อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม, Thai PBS Policy Watch
11 ก.ย. 2569 – “เจาะลึกวิกฤตไทยถังขยะพิษของโลก” EP.1 …, มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)
10 มี.ค. 2569 – DSI ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ-นานาชาติ ตรวจตู้ขยะอันตรายจากต่างประเทศ ที่แหลมฉบังเร่งกวาดล้างเครือข่ายลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะพลาสติก, กรมสอบสวนคดีพิเศษ
30 ม.ค. 2569 – กรมโรงงานฯ สั่งตีกลับตู้คอนเทนเนอร์จากสหรัฐฯ หลังพบปะปน E-waste คาท่าเรือแหลมฉบัง, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
18 มี.ค. 2569 – กรมโรงงานฯ ทลายเครือข่ายขนเศษอะลูมิเนียม สหรัฐฯ แฝง E-waste กว่า 100 ตัน เตรียมผลักดันกลับต้นทางทันที, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
13 พ.ค. 2568 – กรมโรงงานฯ ผนึกกำลังกรมศุลกากร ตรวจจับขยะพิษลักลอบเข้าไทย ยึดเศษอิเล็กทรอนิกส์ 238 ตัน มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท, กรมโรงงานอุตสาหกรรม