ค้น 15 โกดัง บริษัทระยอง อินดัสเทรียล ซุกขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่าหมื่นตัน

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 15 อาคาร ของบริษัท ระยอง อินดัสเทรียล พบขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10,000 ตัน เข้าข่ายวัสดุอันตราย เร่งตรวจเส้นทางนำเข้า

เจ้าหน้าที่พบการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และนำมาเก็บไว้ภายในโกดังของบริษัท ระยอง อินดัสเทรียล จำกัด หมู่ที่ 1 ต.นิคมพัฒนา อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง หลังหลายหน่วยงานเข้าตรวจค้นพื้นที่ทั้ง 15 อาคาร โดยพบวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจำนวนมาก รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้คัดแยกและบดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

จากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองพบว่า วัสดุและสิ่งปฏิกูลที่ไม่ใช้แล้วในพื้นที่ทั้งหมดมีน้ำหนักรวมมากกว่า 10,000 ตัน เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดเครื่องจักรและวัสดุทั้งหมด พร้อมร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทและกรรมการต่อพนักงานสอบสวนแล้ว

การตรวจสอบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยชุดเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ ซึ่งประกอบด้วยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีอาคารที่เป็นโรงงานประเภทที่ 105 และ 106 จำนวน 6 อาคาร ส่วนอีก 9 อาคารไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

ภายในโกดัง 5 อาคาร พบเครื่องจักรบดย่อยและคัดแยกวัสดุ พร้อมเศษสายไฟ เศษทองแดง และเศษอะลูมิเนียมปะปนกัน ทั้งที่วางบนพื้นคอนกรีตและบรรจุในกล่องกระดาษกับถุงบิ๊กแบ็ก ปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตร

เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างวัสดุ 14 ตัวอย่าง และตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยเครื่องเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนซ์ (X-ray Fluorescence: XRF) แบบพกพา พบว่าวัสดุบางส่วนเข้าข่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามบัญชี 5.2 ของเสียเคมีวัตถุ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บตัวอย่างน้ำที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม โดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม

จากนั้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองร่วมกับพนักงานสอบสวน สภ.นิคมพัฒนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขออำนาจศาลจังหวัดระยองออกหมายค้น ก่อนเข้าตรวจสอบอาคารทั้งหมดอีกครั้ง

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองระบุว่า อาคารที่ 1 และ 2 ไม่พบการติดตั้งเครื่องจักร แต่มีการกองเก็บเศษโลหะ เศษโลหะปะปนสายไฟ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอาคารที่ 3–15 พบการติดตั้งเครื่องจักรและประกอบกิจการคัดแยกวัสดุ บดย่อยและร่อนแยกวัสดุด้วยน้ำ รวมถึงแยกวัสดุมีค่าด้วยสารเคมี

จากการประเมินปริมาณวัสดุและสิ่งปฏิกูลที่ไม่ใช้แล้วทั้ง 15 อาคาร คาดว่ามีน้ำหนักรวมมากกว่า 10,000 ตัน เจ้าหน้าที่จึงอายัดเครื่องจักรและวัสดุทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างวัสดุต้องสงสัยส่งห้องปฏิบัติการของกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบ

ทั้งนี้ ลักษณะการประกอบกิจการดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย 2 ฐานสำคัญ ได้แก่
– พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กรณีประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 12
– พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 กรณีครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 23

เจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนิติบุคคลบริษัทและกรรมการบริษัทต่อพนักงานสอบสวน สภ.นิคมพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าผลตรวจจากห้องปฏิบัติการจะยืนยันได้หรือไม่ว่าวัสดุแต่ละประเภทเป็นของเสียอันตรายชนิดใด มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และต้องจัดการด้วยวิธีใดจึงจะไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ไทยห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ชัดเจน
ประเทศไทยประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2568 โดยปรับปรุงรายการสินค้าต้องห้ามให้ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ 463 รายการ ขณะเดียวกัน อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด ได้ขยายการควบคุมการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามประเทศ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดนอยู่ภายใต้กระบวนการแจ้งและได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศที่เกี่ยวข้อง ตามขอบเขตที่อนุสัญญากำหนด

ก่อนหน้านี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยตรวจพบกรณีเศษอะลูมิเนียมปะปนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในตู้สินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีสินค้าต้องสงสัย 8 ตู้ ซึ่งหนึ่งตู้พบเศษแผงวงจรปนเปื้อนโลหะหนัก และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล

กรณีระยอง จะต้องติดตาม 5 เรื่องสำคัญ คือ
1. ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ เพื่อจำแนกชนิดของเสียและตรวจสอบองค์ประกอบที่อาจเป็นอันตราย
2. ผลตรวจคุณภาพน้ำ เพื่อประเมินว่ามีการปนเปื้อนจากกิจกรรมภายในโกดังหรือไม่ และมีผลต่อแหล่งน้ำภายนอกพื้นที่เพียงใด
3. เส้นทางนำเข้าและการขนส่ง ทั้งเอกสารศุลกากร ใบตราส่งสินค้า ผู้ส่งออก ผู้รับสินค้า และเส้นทางขนส่งภายในประเทศ หากพบหลักฐานว่ามีการนำเข้าจากต่างประเทศ
4. ความรับผิดชอบในการจัดการของเสีย หากผลตรวจยืนยันว่าเป็นของเสียอันตราย ต้องมีการกำหนดวิธีจัดเก็บ ขนย้าย และกำจัดอย่างถูกต้อง พร้อมป้องกันการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน
5.ใครเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทระยอง อินดัสเทรียล (บริษัทที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท)

นอกจาก บริษัท ระยอง อินดัสเทรียลตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ยังต้องติดตามด้วยว่า การบังคับใช้กฎหมายควบคุมของเสียอันตรายของไทย โดยเฉพาะเมื่อประเทศประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว คำถามคือวัสดุจำนวนมากเหล่านี้มีต้นทางจากไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และหน่วยงานรัฐจะตรวจสอบย้อนกลับได้ครบตลอดห่วงโซ่หรือไม่

อ้างอิง:
16 ต.ค. 2569 – อุตสาหกรรมจังหวัดระยองขออำนาจศาลจังหวัดระยอง ออกหมายค้น บริษัท ระยอง อินดัสเทรียล จำกัด, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง
16 ต.ค. 2569 – คพ.บุกตรวจโกดังระยอง พบ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” 2,500 ตัน เร่งขยายผลต้นตอ, Thai PBS
13 ต.ค. 2569 – ลุยตรวจโกดัง จ.ระยอง พบ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” เร่งขยายผลเอาผิด, Thai PBS
30 ม.ค. 2569 – กรมโรงงานฯ สั่งตีกลับตู้คอนเทนเนอร์จากสหรัฐฯ หลังพบปะปน E-waste คาท่าเรือแหลมฉบัง, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
10 ก.พ. 2568 – Thailand bans imports of 463 e-waste items, กรมประชาสัมพันธ์
Basel Convention – Amendments on electrical and electronic waste effective 1 January 2025, สำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซล

Related posts

ภาคตะวันออกยังท่วมหนัก ฉะเชิงเทราอ่วมสุดจม 11 อำเภอน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ

EEC – ปราจีนบุรีเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต มลพิษโรงงานเปื้อนมากับน้ำท่วม

อัปเดตน้ำท่วมกรุงเทพอ่วม-27 จังหวัดระทม ประชาชนเดือนร้อนหนักมาก