สภาผู้บริโภคนัดรวมพลคนกรุงคัดค้านผังเมืองฉบับใหม่ 24 ต.ค. ที่รัฐสภา หลังพบพื้นที่รับน้ำลดลงนับแสนไร่ แต่กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรของเอกชน
สภาผู้บริโภคเปิดข้อมูลร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ หรือ ผังเมืองใหม่ หลังพบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินครั้งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับผังเมืองปี 2556 โดยเฉพาะพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมที่มีบทบาทรองรับน้ำหลาก ลดลงเกือบ 100,000 ไร่
ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นพื้นที่บางส่วนที่เคยกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำ กลับถูกพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปแล้วเป็นจำนวนมาก ตั้งคำถาม กทม.อนุญาตให้ก่อสร้างได้อย่างไร หวั่นร่างผังเมืองใหม่กลายเป็นเครื่องมือฟอกขาวการใช้ที่ดินที่อาจขัดต่อกฎหมายผังเมืองเดิม ซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมและกระทบสิทธิประชาชน
นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค เปิดเผยเมื่อเร็วๆ ว่า ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลดพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมที่มีบทบาทเป็นพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ ขณะที่พื้นที่รองรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดข้อกังวลว่าผังเมืองใหม่อาจให้ความสำคัญกับการขยายตัวของธุรกิจมากกว่าความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ขณะที่เหตุการณ์มหาอุทกภัยในกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นล่าสุด ได้นำภาพถ่ายดาวเทียมมาเปรียบเทียบกับพื้นที่ทางน้ำหลาก (Floodway) ฝั่งตะวันออก และพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมฝั่งตะวันตกตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่าพื้นที่บางส่วนปรากฏเป็นหมู่บ้านจัดสรรแล้ว ซึ่งถือว่าละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน
“คนที่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำท่วมตอนนี้ จะรู้ซึ้งถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงผังเมือง จากการลดพื้นที่รับน้ำ และเปิดให้บ้านจัดสรรเข้าไปสร้างหมู่บ้าน ที่อยู่อาศัย รู้หรือไม่ว่าประชาชนกำลังซื้อบ้านที่ตั้งขวางทางน้ำ บนพื้นที่รับน้ำไปเป็นที่อยู่อาศัยกัน” นายก้องศักดิ์ กล่าว
เปิดภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่รับน้ำกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร
นายก้องศักดิ์กล่าวว่า พื้นที่สีเขียวลายทแยงตามผังเมืองเดิมมีความสำคัญต่อระบบรองรับและระบายน้ำ เนื่องจากหลายบริเวณเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อเปิดทางให้พัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร โดยไม่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศที่แท้จริง ย่อมส่งผลให้พื้นที่รองรับน้ำลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ประชาชนจะซื้อที่อยู่อาศัยใน”พื้นที่น้ำท่วม”โดยไม่ทราบข้อจำกัดของพื้นที่อย่างเพียงพอ
ที่สำคัญ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดพื้นที่ที่เคยถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม จึงสามารถพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรได้เป็นจำนวนมาก และการก่อสร้างเหล่านั้นได้รับอนุญาตตามข้อกำหนดผังเมืองเดิมอย่างถูกต้องหรือไม่
นอกจากนี้ หากตรวจพบแล้วว่า มีการอนุญาตก่อสร้างหรือจัดสรรที่ดินโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดผังเมืองเดิม แต่ร่างผังเมืองใหม่กลับเปลี่ยนประเภทพื้นที่ให้รองรับการพัฒนาเพื่อรองรับการกระทำผิดเหล่านั้น ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่การปรับผังเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือรับรองสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกิดขึ้นไปแล้ว ที่เสมือนเป็นการฟอกขาวแทนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
“ผังเมืองเดิมกำหนดให้พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำ แต่เมื่อซ้อนภาพถ่ายดาวเทียมกลับพบว่าหลายแห่งกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปแล้ว คำถามคือ กทม. ปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และหากผังเมืองใหม่เปลี่ยนข้อกำหนดให้รองรับการพัฒนาเหล่านี้ ก็ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “กำลังฟอกขาวให้แก่การกระทำที่ผิดกฎหมายไปแล้วหรือไม่?” นายก้องศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนพื้นที่รับน้ำเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ยังส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง รวมถึงความเสียหายที่จะมีต่อพื้นที่ และเมืองในที่สุดด้วย เพราะเมื่อพื้นที่ลุ่มต่ำถูกถมและพัฒนาเป็นสิ่งปลูกสร้าง ความสามารถในการรองรับน้ำตามธรรมชาติย่อมต้องลดลง และทำให้น้ำต้องหาที่ไหล ทางไปสะสมกันในพื้นที่อื่นมากขึ้น ส่งผลถึงการเอ่อท่วมทั้งที่รอการระบาย หรือ อุดตันสะสมรอการระเหยในที่สุด
ข้อกังวลนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครช่วงปลายเดือนกันยายน มาจนถึงเดือนตุลาคม 2569 โดยเครือข่ายภาคประชาชนที่เรียกร้องให้ทบทวนร่างผังเมือง ระบุว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 15 เขต และตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาพื้นที่รับน้ำกับความเสียหายจากอุทกภัย อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาทางอุทกวิทยาเพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน
“ประชาชนกำลังซื้อพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำมาเป็นที่อยู่อาศัยโดยไม่รู้ตัว เมื่อเกิดน้ำท่วม คนที่ต้องรับความเสียหายกลับเป็นประชาชน ทั้งที่การวางผังเมืองควรทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่ต้น” นายก้องศักดิ์ ระบุ
นอกจากการลดพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ก้องศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ร่างผังเมืองใหม่มีการปรับเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินหลายประเภท โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวและสีเหลือง ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กิจการที่มีการใช้ที่ดินมากขึ้นเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่เดิมที่มีข้อจำกัดได้
ตัวอย่างเช่น “พื้นที่สีเขียว”ที่แม้ว่าจะเป็น ”พื้นที่เพื่อการเกษตร” กลับถูกเขียนกำหนดให้เปิดช่องเพื่อรองรับการสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ห้องแถว และโรงแรมขนาด 20 – 80 ห้องได้ หรือแม้แต่ ”พื้นที่สีเหลือง” ซึ่งเป็น“พื้นที่ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย” ก็เปิดทางให้อาคารชุด อพาร์ตเมนต์ ขนาดไม่เกิน 1,000 – ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร
อาคารพาณิชยกรรมขนาดไม่เกิน 1,000 – ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร ที่อาจหมายรวมถึง”สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ” เช่น ร้านอาหาร ที่มีการใช้เครื่องเสียง ขายสุรา ทำกิจกรรมคล้ายสถานบริการ สามารถแทรกเข้าไปก่อสร้างขึ้นได้ตามชุมชนพักอาศัยต่างๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดเพิ่มขึ้นมา โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใดๆที่จะเกิดขึ้นเลย ทั้งเรื่องมลภาวะต่างๆจากกิจกรรมการใช้พื้นที่ของร้านประเภทนี้ ที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ สร้างความเสียหาย รวมถึงเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่
อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภท “กิจการกำจัดวัตถุอันตราย” และ “การกำจัดมูลฝอยหรือสิ่งปฏิกูล” ที่เปิดช่องทางอนุญาตให้เข้าไปตั้งในพื้นที่สีเขียวที่หมายถึงพื้นที่ทางการเกษตร และพื้นที่สีเขียวลายทแยงที่หมายถึงพื้นที่รับน้ำได้ โดยเฉพาะบริเวณที่เชื่อมโยงกับระบบรับน้ำ เพราะหากเกิดการรั่วไหลหรือปนเปื้อน สารอันตรายอาจแพร่กระจายไปกับน้ำและกระทบประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง
สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ กทม. เปิดเผยรายละเอียด เงื่อนไขในตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างผังเมืองเดิม ปี 2556 กับ ร่างผังเมืองฯ ใหม่อย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนทราบว่ากิจการใดได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น มีเงื่อนไข และผลกระทบอย่างไร รวมถึง ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตด้วยหรือไม่
อีกประเด็นสำคัญ ที่ส่งจะผลต่อกรรมสิทธิ์และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง คือ แผนการตัดและขยายถนน 96 สาย คลองระบายน้ำ 23 สาย และ อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ 7 แนว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเจ้าของที่ดินและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวที่ตัดขยายดังกล่าว ที่จะมีดำเนินการเวนคืนในอนาคต
ปัญหาหลักสำคัญ คือ ประชาชนส่วนใหญ่ ดูผังไม่เป็น มองไม่ออก ไม่เข้าใจ และไม่ทราบว่าบ้านหรือที่ดินของตนเองอยู่ในแนวที่ตัดขยายถนนหรือคลองที่กล่าวมา หรือ จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไร เพราะเอกสารผังเมืองมีความซับซ้อนและเข้าถึงได้ยาก
แม้กรุงเทพมหานครจะเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสีย สามารถตรวจสอบร่างผังเมืองและยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนด ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม – 9 พฤศจิกายน 2569 ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่าการเปิดรับคำร้องตามขั้นตอนกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเองอย่างชัดเจน และไม่เข้าใจในผังที่นำไปปิดประกาศไว้
“ข้อบกพร่องที่ร้ายแรงที่สุดคือ กระบวนการจัดทำผังเมืองที่ประชาชนเข้าถึง และทำความเข้าใจได้ยาก ไม่บอกให้ชัดว่า มีผลกระทบอะไรบ้าง ใครบ้างที่จะได้รับผลกระทบ และจะมีมาตรการป้องกันหรือเยียวยาความเสียหายอย่างไร จากร่างผังเมืองรวม กทม.ฉบับนี้ ที่มีผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนกรุงเทพมหานครโดยตรง” นายก้องศักดิ์ กล่าว
เขาย้ำว่า กรุงเทพมหานครต้องเร่งตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมตามผังเมืองปี 2556 โดยเฉพาะพื้นที่ที่ปรากฏเป็นหมู่บ้านจัดสรรในภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อพิสูจน์ว่ามีการอนุญาตก่อสร้างหรือจัดสรรที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพบการฝ่าฝืนต้องดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ ต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลของการเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงผลการศึกษาด้านระบบระบายน้ำ ความเสี่ยงอุทกภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชน ก่อนเดินหน้าร่างผังเมืองใหม่
สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครยกเลิกร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ฉบับที่กำลังดำเนินการตามขั้นตอนอยู่ในขณะนี้ และ ให้ทำการจัดทำใหม่ด้วยกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใส และให้ประชาชนชาวกทม.ร่วมคิด แสดงความเห็นในสิ่งที่จะพัฒนาขึ้นมา และทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ถูกต้องตามขั้นตอน กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ใช้การปรับผังเมืองเป็นข้ออ้างละเลยการตรวจสอบการใช้ที่ดินที่อาจขัดต่อกฎหมายเดิม
“ผังเมืองต้องเป็นเครื่องมือคุ้มครองประชาชนคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เครื่องมือเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนธุรกิจใดๆ หากมีการก่อสร้างผิดกฎหมายในพื้นที่รับน้ำ ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยสมรู้ให้กระทำผิดกันมากมาย แล้วมาเปลี่ยนสีในผังเมืองใหม่ให้รองรับต่อการกระทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นไปแล้ว” นายก้องศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ วันที่ 24 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภคเตรียมจัดกิจกรรม “รวมพลคนเห็นต่างเรื่องผังเมือง” ณ รัฐสภา เพื่อร่วมแสดงจุดยืนคัดค้านร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ และ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนข้อบกพร่องในกระบวนการวางและจัดทำร่างผังเมืองรวมกทม.ที่ผ่านมา ร่วมกันร่างผังเมืองรวมกทม.ฉบับใหม่ ที่ให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยยึดเอาสิทธิ ผลประโยชน์ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ
ด้าน กรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศโดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ถึงการดำเนินการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) และได้ปิดประกาศแสดงรายละเอียดการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ได้แก่ แผนที่ แผนผัง ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน รายการประกอบแผนผัง และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลา 90 วัน ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ถึง 9 พฤศจิกายน 2569 ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องเพื่อขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562
ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร
สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร
สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต
สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร
กรมโยธาธิการและผังเมือง
ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาล และสวนสาธารณะในสังกัดกรุงเทพมหานคร
เว็บไซต์ plan4bangkok.com และ bmaplanning.bangkok.go.th
ได้ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569