ไทยห้ามนำเข้าแต่ขยะพิษยังทะลัก e-waste ในประเทศพุ่ง 4 แสนตัน

สหรัฐ-ญี่ปุ่น-ฮ่องกง ต้นทางขยะพิษ ล่าสุดจับกุมได้ที่ชลบุรี 10 ตู้ น้ำหนัก 202 ตัน บางบริษัทมีชาวจีนเอี่ยว ส่วนในประเทศขยะ e-waste พุ่ง 4 แสนตัน

กว่า 5 ปีหลังประเทศไทยประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบการลักลอบได้เปลี่ยนไปสู่การลักลอบนำเข้า e-waste ในลักษณะการสำแดงเป็น “เศษโลหะ” หรือ “วัสดุรีไซเคิล” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งช่วงที่ผ่ามาเจ้าหน้าที่ไทยตรวจสอบพบหลายรอบตันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. 2569 ตรวจพบตู้สินค้าจากสหรัฐฯ 10 ตู้คอนเทนเนอร์ที่มีการสำแดงขยะ e-waste ปะปนวัสดุอื่นน้ำหนักรวมกว่า 202 ตัน ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี

เมื่อ 26 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจพบตู้สินค้าจากสหรัฐฯ 10 ตู้คอนเทนเนอร์มีการสำแดงขยะ e-waste ปะปนวัสดุน้ำหนักรวมกว่า 202 ตัน ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี

 

พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมศุลกากรและกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยทั้ง 10 ตู้คอนเทนเนอร์

ต้นทางของเสียอันตรายส่งมาจากสหรัฐ-ญี่ปุ่นฯ
อย่างไรก็ตาม ที่มาของการจับกุมครั้งนี้เริ่มมาจากการแจ้งเตือนของ Basel Action Network หรือ BAN เครือข่ายระหว่างประเทศที่ติดตามการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน โดยระบุว่าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาอาจมีความเสี่ยงเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยข้อมูลในเอกสารสำแดงระบุสินค้าเป็น เศษเหล็ก (Metal Scrap) และเศษอะลูมิเนียม (Aluminum Scrap) มีน้ำหนักสุทธิรวม 202.89 ตัน มูลค่าตามการสำแดงประมาณ 12.39 ล้านบาท

ทว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดตรวจสอบ พบว่าใน 6 จาก 10 ตู้ มีเศษอะลูมิเนียมปะปนกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการนำเข้าลักษณะดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตรวมถึงปฏิบัติตามขั้นตอนของอนุสัญญาบาเซล ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า แผงวงจรดังกล่าวเข้าข่ายของเสียอันตรายลำดับ A1181 ตามภาคผนวก 8 ของอนุสัญญาบาเซล และเข้าข่ายของเสียเคมีวัตถุตามกฎหมายไทย

กรณีนี้จึงเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามประเทศโดยไม่ได้รับความยินยอมตามขั้นตอนของอนุสัญญาบาเซล กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงได้เตรียมแจ้งผลให้กรมศุลกากรดำเนินการส่งสินค้าจำนวน 6 ตู้กลับประเทศต้นทาง

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-waste ในสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีปริมาณหลายแสนตันต่อปี อีกด้านคือความพยายามนำขยะหรือวัสดุที่เข้าข่ายของเสียอันตรายจากต่างประเทศเข้ามา โดยอาศัยช่องว่างในการตรวจสอบและการสำแดงสินค้า

แม้ไทยจะมีมาตรการห้ามนำเข้า e-waste ตั้งแต่ปี 2563 แต่มีคดีการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงคดีล่าสุด นั่นหมายความว่ามีความพยายามของประเทศต้นทางในการใช้วิธีที่ซับซ้อนในการลักลอบส่งของเสียอันตรายไปยังประเทศที่ 3 มากขึ้น

5 ปีหลังพบการลักลอบนำเข้าต่อเนื่อง
ข้อมูลของ UNODC ซึ่งศึกษาการค้าของเสียผิดกฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า หลังประเทศไทยประกาศห้ามนำเข้า e-waste ในปี 2563 จำนวนคดีที่ตรวจพบลดลงอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้หายไป โดยในรายงานกรมศุลกากรระบุว่า ในปี 2564 พบคดีเกี่ยวกับ e-waste 19 คดี ปี 2565 อีก 14 คดี และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2566 พบแล้ว 10 คดี

‘สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ฮ่องกง’ ส่งของเสียมาทิ้งในไทยด้วย
ในปี 2568 เจ้าหน้าที่ไทยตรวจพบตู้สินค้าจากญี่ปุ่นและฮ่องกง 10 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยพบวัสดุที่เข้าข่าย e-waste น้ำหนักรวมประมาณ 256 ตัน ต่อมาในเดือน พ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบตู้สินค้าจากสหรัฐฯ 10 ตู้ ที่ท่าเรือกรุงเทพฯ โดยเอกสารระบุเป็นเศษอะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้คัดแยก แต่ภายในพบเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เศษสายไฟ และวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ไม่ได้ น้ำหนักรวมประมาณ 238 ตัน และล่าสุดสดๆ ร้อน ในเดือน ส.ค. 2569 สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ส่งของเสียอันตรายมาให้ไทยแบกรับอีก 10 ตู้ น้ำหนักรวม 202.89 ตัน เมื่อรวมๆ กัรนแล้วไทยกลายเป็นประเทศที่ต้องรับขยะพิษมากถึงหลายร้อยตันต่อคดี

ข้อมูลของ UNODC ในช่วงปี 2563–2565 พบว่าประเทศต้นทางที่ปรากฏในคดีการลักลอบเคลื่อนย้ายของเสียมายังไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฮ่องกง จีน และกัมพูชา กรณีญี่ปุ่นมีปริมาณของเสียที่ตรวจพบประมาณ 467 ตันจาก 10 คดี สหรัฐฯ ประมาณ 197 ตันจาก 6 คดี และฮ่องกงประมาณ 173 ตันจาก 7 คดี แม้ของเสียผิดกฎหมายหลายประเภทไม่ใช่ e-waste ทั้งหมด

การที่ประเทศต้นทางโดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มีการส่งสินค้าอันตรายซ้ำๆ มายังไทย ส่อถึงมาตรการกำกับการส่งออกสินค้าที่ไร้มาตรฐาน และมีเจตนาที่จะกำจัดขยะพิษให้พ้นออกจากประเทศตัวเองแล้วให้ประเทศอย่างไทยแบกรับของเสียแทน

ทำไมต้องส่ง e-waste มายังประเทศไทย?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “Urban Mining” หรือการทำเหมืองจากเมือง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไม่ได้มีเพียงวัสดุไร้ค่า แต่มีโลหะที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม ทอง เงิน และโลหะอื่นๆ ดังนั้น e-waste จึงเป็นทั้ง “ขยะ” และ “วัตถุดิบ” ในเวลาเดียวกัน หากผู้ประกอบการสามารถนำเข้าอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนเก่าจำนวนมากในต้นทุนต่ำ แล้วคัดแยกเอาวัสดุที่มีมูลค่าออกไปขายก็สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ แต่สิ่งที่เหลือหลังจากการคัดแยกคือส่วนที่จัดการยากและมีต้นทุนสูงมาก

เส้นทางของขยะ e-waste เมื่อหลุดลอดเข้ามาได้แล้วจะเดินทางต่อไปยังโรงงานคัดแยก รีไซเคิล หรือสถานประกอบการที่รับซื้อของเก่าและวัสดุอุตสาหกรรม ในปี 2568 กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจพบ e-waste จำนวนมากในสถานประกอบการแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร และมีการขยายผลไปยังโรงงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

อีกคดีหนึ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจพบการครอบครอง e-waste ประมาณ 300 ตัน ในชลบุรีและเข้าสู่การสอบสวน ดังนั้นการจับกุมที่ท่าเรือเป็นเพียงต้นทางของการสอบสวน ต้องตามไปดูว่าใครเป็นผู้นำเข้า ใครเป็นเจ้าของสินค้า ใครเป็นผู้รับของ ใครเป็นผู้คัดแยก และเศษวัสดุที่เหลือถูกนำไปกำจัดที่ไหน

เปิดชื่อบริษัทที่เป็นผู้นำเข้า e-waste มาไทย
1. บริษัท อีอีอี เทรดดิ้ง จำกัด (EEE Trading Co., Ltd.) กรณีนี้หลักฐานชัดที่สุด เพราะกระทรวงอุตสาหกรรมระบุโดยตรงว่า บริษัท อีอีอี เทรดดิ้ง เป็นผู้นำเข้า e-waste จำนวน 10 ตู้ ที่กรมศุลกากรตรวจพบที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดย e-waste ถูกสำแดงเป็นสินค้าอื่น และเมื่อขยายผลพบว่าบริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่ของบริษัท ชุน ยิป อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา

บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 ทำธุรกิจเกี่ยวกับการบดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เศษสายไฟ เศษสายเคเบิล และวัสดุโลหะต่างๆ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ โดยจากการตรวจสอบแม้ไม่อาจระบุโดยตรงว่าเป็นบริษัทสัญชาติจีน แต่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดสัญชาติจีน 2 ราย โดยหนึ่งรายเกี่ยวข้องกับบริษัท EEE Trading และอีกรายเป็นผู้ดูแลบริษัท ชุน ยิปฯ

2. บริษัท ชุน ยิป อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทนี้มีชื่อปรากฏในคดีเดียวกัน แต่สถานะต่างจาก EEE Trading เพราะข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า EEE Trading เป็นผู้นำเข้า ส่วน ชุน ยิปฯ เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันและให้ EEE Trading เช่าพื้นที่ตั้งโรงงาน

นอกจากนี้ ชุน ยิปฯ ยังถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการ เคลื่อนย้ายและทำลายของกลางที่ถูกยึดอายัด จากบริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด และเจ้าหน้าที่พบการกระทำผิดหลายข้อหา

ที่สำคัญคือ มีการลงโทษ/ดำเนินคดีแล้วในระดับหน่วยงาน โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราสั่งระงับการประกอบกิจการของ ชุน ยิปฯ, EEE Trading และ ตงไท้ฯ รวม 21 ฉบับ และมีการแจ้งความดำเนินคดีหลายข้อหา

ข้อหาที่ระบุเกี่ยวกับ ชุน ยิปฯ ได้แก่ ครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตั้ง/ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และเคลื่อนย้ายหรือทำลายของกลางที่ถูกยึดอายัด รวมถึงมีการแจ้งข้อหารับซื้อของโจรตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผย

3. บริษัท ตงไท้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทนี้อยู่ในพื้นที่เดียวกับบริษัท ชุน ยิปฯ และ EEE Trading และถูกระบุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จนถูกสั่งระงับกิจการเช่นเดียวกัน ธุรกิจที่จดทะเบียนคือ คัดแยกวัสดุเหลือใช้และกากของเสียจากอุตสาหกรรม เช่น ทองแดง ทองเหลือง และอะลูมิเนียม เพื่อนำไปรีไซเคิล

4. บริษัท เอ็มเอชซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด เป็นอีกบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าของเสียอันตราย โดยเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ของ บริษัท เอ็มเอชซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 6 ตู้ สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม (Mix Metal Scrap) จากสหรัฐฯ แต่ทุกตู้มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปน รวมกว่า 118 ตัน ซึ่งเข้าข่าย e-waste และของเสียอันตราย กรมโรงงานฯ จึงสั่งให้ส่งของกลางกลับประเทศต้นทางภายใน 30 วัน และกรมศุลกากรดำเนินคดีในข้อหาลักลอบนำเข้าของเสียวัตถุอันตราย

ต่อมาเดือน มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่กลับเข้าตรวจ MHC อีกครั้ง หลังพบว่าของกลางที่ถูกยึดอายัดประมาณ 1,200 ตัน มีสภาพเปลี่ยนแปลง และพบเศษอะลูมิเนียมปนแผงวงจรเพิ่มเติม ขณะที่โรงงานถูกติดตามเรื่องการประกอบกิจการหลายประเภททั้งที่มีและไม่มีใบอนุญาต

บริษัท “สัญชาติจีน” มีนัยสำคัญในการทำธุรกิจขยะพิษ
สิ่งที่มีหลักฐานค่อนข้างชัดคือ มีบุคคลสัญชาติจีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดี โดยกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า จับกุมผู้เกี่ยวข้องสัญชาติจีน 2 ราย รายหนึ่งเป็นผู้ดูแล ชุน ยิปฯ และอีกรายเกี่ยวข้องกับ EEE Trading แม้อาจจะไม่สามารถเหมารวมในรายอื่นว่าเป็นชาวจีนหรือไม่ แต่ส่วนหนึ่งของธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นคนจีน

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า e-waste มีสารอันตรายจำนวนมาก เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม นิกเกิล สารหน่วงการติดไฟ และสารพิษจากกระบวนการเผาและรีไซเคิล และอันตรายจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อมีการจัดการแบบไม่เป็นทางการ เช่น การรื้ออุปกรณ์ด้วยมือ การเผาสายไฟเพื่อเอาทองแดง หรือการใช้สารเคมีเพื่อสกัดโลหะมีค่า รวมถึงมีฝุ่นและควันที่เกิดขึ้นเข้าสู่ร่างกาย น้ำเสียและกากตกค้างปนเปื้อนลงดิน อากาศ แหล่งน้ำ และห่วงโซ่อาหาร

ไทยเองมี e-waste จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว
นอกจากปัญหาการนำเข้า e-waste จากต่างประเทศ ที่น่ากังวล คือประเทศไทยมีปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศอยู่แล้ว ข้อมูลจาก Global E-waste Monitor 2024 ประเมินว่า ในปี 2566 ไทยมี e-waste จากครัวเรือนประมาณ 417,000 ตัน ในจำนวนนี้ประมาณ 263,000 ตัน ถูกจัดการโดยภาคไม่เป็นทางการ ขณะที่ประมาณ 125,000 ตัน ถูกเก็บไว้ในครัวเรือน และมีเพียงประมาณ 29,000 ตัน ที่ผ่านระบบจัดการอย่างเป็นทางการ

บทเรียนจากการจับกุมล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 คือ แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการห้ามนำเข้า e-waste แต่ยังมีการลักลอบนำของเสียเข้ามาในประเทศ นั่นหมายความว่า ไทยยังเป็นเป้าหมายการเป็นสถานที่ทิ้ง “ขยะอันตรายของโลก”

อ้างอิง:
(2569) กรมโรงงานฯ-กรมศุลฯ-คพ. ผนึกกำลังสกัดขยะพิษสหรัฐฯ สำแดงเท็จซุก E-waste 6 ตู้คอนเทนเนอร์ สั่งส่งกลับประเทศต้นทางทันที. กรมโรงงานอุตสาหกรรม.
(2569) กรมโรงงานฯ ทลายเครือข่ายขนเศษอลูมิเนียม สหรัฐฯ แฝง E-waste กว่า 100 ตัน! เตรียมผลักดันกลับต้นทางทันที. กรมโรงงานอุตสาหกรรม.
(2568) กรมโรงงานฯ ผนึกทีมสุดซอยและหน่วยงานภาคี บุกจับ “ขบวนการศูนย์เหรียญ” คาท่าเรือแหลมฉบัง ลักลอบนำเข้าขยะอันตราย ซุกตู้คอนเทนเนอร์ 118,000 กิโลกรัม สั่งส่งกลับประเทศต้นทางทันที. กรมโรงงานอุตสาหกรรม.
(2567) Turning the Tide: A Look Into the European Union-to-Southeast Asia Waste Trafficking Wave. UNODC and UNEP.
(2567) Global E-waste Monitor 2024. United Nations Institute for Training and Research (UNITAR) and International Telecommunication Union (ITU).
(2567) Electronic waste: Digital dumpsites and children’s health. World Health Organization (WHO).

เครดิตภาพ: มูลนิธิบูรณะนิเวศ

Related posts

ไทยเห็นอะไรเมื่อหิมาลัยส่งสัญญาณเตือน ภูเขาน้ำแข็งถล่มคือ’โลกร้อน’

ทุนมังกรเล่นไม่ซื่อ ‘วราวุธ’ สั่งฟันโรงงานจีน ลักลอบฝังกากพิษ 700 ตัน

36 ปี สืบ นาคะเสถียร พูดในนามของสัตว์ป่าหยุดพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง?