ยุโรปเตรียมระดมทุนปีละ 2.6 ล้านล้านบาท เพื่อออกกฎหมายบังคับประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศล่วงหน้า หลังมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนกว่า 35,000 คน
ยุโรปกำลังยกระดับการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ จากเดิมที่เน้นการจัดการภัยพิบัติเมื่อเกิดความเสียหายแล้วไปสู่การวางแผนป้องกันล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ หลังต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายต่อชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เปิดตัวกรอบการดำเนินงาน EU Framework for Climate Resilience หรือกรอบการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเสนอร่างกฎหมาย European Climate Resilience Law เพื่อสร้างแนวทางร่วมให้ประเทศสมาชิกประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญของแผนนี้คือ การประเมินว่าการปรับตัวของยุโรปจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านยูโรต่อปี หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้
โลกเดือดสร้างความเสียหายปีละ 50,000 ล้านยูโร
เหตุผลสำคัญที่ยุโรปต้องเร่งปรับตัว มาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ระหว่างปี 2022–2025 ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศในสหภาพยุโรปอยู่ที่ประมาณ 200,000 ล้านยูโร หรือเฉลี่ยปีละ 50,000 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทยราว 1.9 ล้านล้านบาทต่อปี
ขณะที่ฤดูร้อนปี 2026 ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนและภัยแล้งต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดไฟป่ารุนแรง และทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่งลดลงสู่ระดับต่ำมากเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อการผลิตพลังงาน การขนส่ง และการค้าทางน้ำ
คณะกรรมาธิการยุโรประบุด้วยว่า ข้อมูลเบื้องต้นประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความร้อนมากกว่า 35,000 คน ในช่วงฤดูร้อนดังกล่าว และเกิดความสูญเสียด้านผลผลิตทางเศรษฐกิจประมาณ 113,000 ล้านยูโร
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า วิกฤตภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ สุขภาพประชาชน และความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
อย่างไรก้ตาม ผลการประเมินของคณะกรรมาธิการยุโรปที่เผยแพร่เมื่อเดือน ม.ค. 2026 ระบุว่า สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกจำเป็นต้องลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศประมาณ 70,000 ล้านยูโรต่อปี ไปจนถึงปี 2050 ประกอบด้วย
– โครงสร้างพื้นฐาน 30,000 ล้านยูโรต่อปี เช่น ระบบคมนาคม อาคาร ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับน้ำท่วม คลื่นความร้อน และสภาพอากาศสุดขั้ว
– ระบบนิเวศ 21,000 ล้านยูโรต่อปี เพื่อฟื้นฟูและดูแลธรรมชาติที่ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยภูมิอากาศ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าไม้ และระบบนิเวศชายฝั่ง
– ความมั่นคงทางอาหาร 12,000 ล้านยูโรต่อปี เพื่อปรับระบบการผลิตอาหารและเกษตรกรรมให้รับมือกับภัยแล้ง ความร้อน และความผันผวนของสภาพอากาศ ส่วนที่เหลือเป็นความต้องการลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว
คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่า การลงทุนเพื่อสร้างความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศสามารถสร้างผลตอบแทนในรูปของความเสียหายที่หลีกเลี่ยงได้ประมาณ 2–10 เท่าของเงินลงทุน ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะของมาตรการ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การลงทุนป้องกันล่วงหน้าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซม ฟื้นฟู และชดเชยความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติได้มากกว่าการรอให้เกิดความเสียหายก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข
ร่างกฎหมายใหม่บังคับประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนระดับประเทศ
หัวใจสำคัญอีกด้านของกรอบ Climate Resilience Framework คือการเสนอร่างกฎหมาย European Climate Resilience Law เพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมในการประเมินและจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศสมาชิก โดยภายใต้ข้อเสนอนี้ประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินการสำคัญ ได้แก่
• ประเมินความเสี่ยงภายในปี 2029
ประเทศสมาชิกต้องจัดทำการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2029 และทบทวนข้อมูลทุก 5 ปี โดยต้องพิจารณาความเสี่ยงที่กระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศ
• จัดทำแผนรับมือภายในปี 2030
แต่ละประเทศต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2030 โดยระบุความเสี่ยงสำคัญ มาตรการรับมือ หน่วยงานรับผิดชอบ ระยะเวลาดำเนินงาน ต้นทุน และแหล่งเงินทุน
• กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน
ข้อเสนอให้แต่ละประเทศระบุหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบต่อความเสี่ยงสำคัญแต่ละด้าน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการทำงานระหว่างหน่วยงาน เช่น ความเสี่ยงด้านน้ำ พลังงาน คมนาคม สุขภาพ เกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร
• เปิดให้ประชาชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วม
การจัดทำแผนต้องเปิดโอกาสให้หน่วยงานระดับภูมิภาค ท้องถิ่น และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงสะท้อนปัญหาของพื้นที่จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแผนจากส่วนกลาง
ข้อเสนอนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป จึงยังไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิก
สร้างเครื่องมือดิจิทัลช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดภัย
นอกจากการลงทุนและกฎหมายใหม่ คณะกรรมาธิการยุโรปยังพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อช่วยให้หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนเข้าถึงข้อมูลความเสี่ยงและแนวทางปรับตัวได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วย 3 เครื่องมือสำคัญ
– European Climate Viewer แผนที่แสดงการคาดการณ์ภัยภูมิอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของยุโรป เพื่อช่วยวางแผนรับมือในระดับพื้นที่
– Navigator of Climate Resilience Tools แหล่งรวบรวมเครื่องมือและแนวทางการปรับตัว โดยเลือกให้เหมาะกับพื้นที่ ภาคส่วน และความเสี่ยงที่เผชิญ
– Mission Solutions Explorer ฐานข้อมูลตัวอย่างโครงการและแนวทางการปรับตัวที่ผ่านการพัฒนาและทดลองใช้แล้ว เพื่อให้พื้นที่อื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ข้อมูลเพื่อรายงานสถานการณ์หลังเกิดภัย ไปสู่การใช้ข้อมูลคาดการณ์เพื่อประกอบการตัดสินใจด้านผังเมือง การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ต้น
บทเรียนถึงไทยกับการรับมือโลกรวน
กรอบการดำเนินงานของยุโรปมีประเด็นที่ประเทศไทยสามารถนำมาพิจารณาได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการบริหารจัดการภัยพิบัติแบบแยกส่วน ไปสู่การประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการวางแผนพัฒนาประเทศ
ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน การกัดเซาะชายฝั่ง และผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากยังต้องพิจารณาความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ไม่ใช่เพียงสภาพอากาศหรือข้อมูลภัยพิบัติในอดีต
บทเรียนจากยุโรปมีอย่างน้อย 3 ประเด็นที่น่าสนใจ
ประการแรก ต้องมีการประเมินความเสี่ยงที่เป็นระบบและใช้มาตรฐานร่วมกัน เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวางแผน ลดปัญหาการทำงานแยกส่วน และมองเห็นความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่
ประการที่สอง ต้องกำหนดเจ้าภาพและความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพราะการรับมือภัยภูมิอากาศเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การจัดการน้ำ ผังเมือง คมนาคม เกษตรกรรม สาธารณสุข ไปจนถึงการดูแลระบบนิเวศ
ประการที่สาม ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการปรับตัวล่วงหน้า โดยมองการลงทุนด้านระบบระบายน้ำ พื้นที่รับน้ำ ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบเตือนภัย เป็นการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ไม่ใช่เพียงรายจ่ายด้านสิ่งแวดล้อม
ท้ายที่สุดซึ่งสำคัญมากก็คือ การรับมือวิกฤตภูมิอากาศจะไม่ใช่การมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อชะลอโลกร้อนอีกต่อไป แต่ต้องเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วด้วย
กรณีของยุโรปแสดงให้เห็นว่า ความเสียหายจากภัยภูมิอากาศมีมูลค่าสูงถึงปีละหลายหมื่นล้านยูโร การลงทุนเพื่อป้องกันและปรับตัวจึงกลายเป็นวาระทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถรอให้เกิดภัยพิบัติแล้วค่อยแก้ไขได้อีกต่อไป
อ้างอิง:
• EU Framework for Climate Resilience , European Commission, Directorate-General for Climate Action
• Protecting Europe with stronger climate-resilience , European Commission
• New assessment highlights scale of adaptation investment needs in the EU , European Commission, Directorate-General for Climate Action
• Commission proposes climate risk assessments by 2029 and national resilience plans by 2030 , 2EU Brussels
• Proposal for a European Climate Resilience Law (COM(2026) 730) , European Commission