แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ปนเปื้อนสารพิษเกินค่ามาตรฐาน ทำให้คนในเชียงใหม่และเชียงรายเดือดร้อน แต่รัฐบาลไทยก็ยังแก้มลพิษไม่ได้
มลพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ปนเปื้อนสารพิษเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งไหลมาจากฝั่งเมียนมาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยก็ 2 ปีมาแล้วที่คนปลายน้ำในเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งอาศัยสายน้ำในการดำรงชีวิตได้รับผลกระทบ แต่หน่วยงานรัฐทำได้แค่ลงพื้นที่วัดคุณภาพน้ำครั้งแล้วครั้งเล่าถึง 22 ครั้ง รู้ทั้งรู้ว่าแหล่งกำเนิดอยู่ในรัฐฉานฝั่งเมียนมา แต่รัฐบาลไทยก็ยังไม่สามารถจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษได้
คพ.ตรวจครั้งที่ 22 ยังพบสารหนู–ตะกั่วเกินมาตรฐาน
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานผลตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง 22 จุด จากการเก็บตัวอย่างวันที่ 3–7 ส.ค. 2569 และเผยแพร่ผลครั้งที่ 22 เมื่อ 20 ก.ย. 2569 พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเหมือนผลการตรวจหลายครั้งก่อนหน้านี้
• แม่น้ำกก พบสารหนูเกินมาตรฐาน 6 จุด โดยค่ามาตรฐานอยู่ที่ไม่เกิน 0.010 มก./ล. ขณะที่ค่าที่ตรวจพบอยู่ที่ 0.011–0.013 มก./ล.
• แม่น้ำสาย พบทั้งสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานครบทั้ง 3 จุดที่ตรวจ โดยตะกั่วอยู่ที่ 0.176–0.266 มก./ล. เทียบกับค่ามาตรฐาน 0.05 มก./ล.
• แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ผลตรวจรอบนี้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
หมายความว่า แม้ไทยติดตามตรวจสอบมาแล้ว 22 ครั้ง แต่ก็ยังพบสารปนเปื้อนในลำน้ำบางจุดอย่างต่อเนื่อง หรืออาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลไทยทำได้แค่การตรวจ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาดได้
พบสารหนูแม่น้ำกกสูงกว่ามาตรฐาน 4.9 เท่า
วันที่ 13–14 มิ.ย. 2569 ทีม CMU RiverWatch ร่วมกับศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (ESRC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงเรียนสามัคคี 2 ตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณหาดเชียงราย จ.เชียงราย แบบรายชั่วโมง และวิเคราะห์ด้วยเทคนิค ICP-OES พบสารหนูในทุกตัวอย่างที่ตรวจ มีความเข้มข้น 0.0163–0.0486 มก./ล. สูงกว่าค่า 0.01 มก./ล. ที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณ 1.6–4.9 เท่า
วันที่ 13 มิ.ย. ค่าสูงสุดอยู่ที่ 0.0472 มก./ล. และวันที่ 14 มิ.ย. พบสูงสุด 0.0486 มก./ล. เวลา 06.00 น. ข้อมูลจาก มช.จึงช่วยยืนยันอีกชุดว่า การพบสารหนูไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการตรวจของ คพ.รอบใดรอบหนึ่ง
มช.วัดคุณภาพน้ำและสร้างระบบเตือนภัย
เมื่อ 23 ส.ค. 2569 มช.ติดตั้ง WORA_1 (Water Observation for River Alert) ที่สะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Low Cost Sensor ส่งข้อมูลทุก 30 นาที โดยตรวจความขุ่น pH ค่าการนำไฟฟ้า (EC) ศักย์ออกซิเดชัน-รีดักชัน (ORP) และอุณหภูมิ
ระบบนี้ไม่ได้ตรวจโลหะหนักโดยตรง แต่ใช้จับความผิดปกติของน้ำแบบต่อเนื่อง เมื่อพบสัญญาณผิดปกติจึงนำไปสู่การเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการต่อไป โดย มช.มีแผนพัฒนาสถานีลักษณะนี้รวม 5 สถานี เพื่อเพิ่มความเร็วในการตรวจจับความผิดปกติของแม่น้ำกก
รู้แหล่งกำเนิดในรัฐฉานแต่ไทยทำอะไรไม่ได้
แหล่งกำเนิดมลพิษเกิดจากกิจกรรมเหมืองทองคำและแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา บริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยพื้นที่เหมืองแรร์เอิร์ธอยู่ห่างชายแดนไทยประมาณ 20 กิโลเมตร และห่างแม่น้ำกกราว 2–3 กิโลเมตร โดยสารที่ตรวจพบและเฝ้าระวัง ได้แก่ สารหนู แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว และโลหะหนักอื่น แต่รัฐบาลไทยไม่สามารถเจรจากับรัฐฉานได้โดยตรง
ทั้งนี้ งานวิจัยด้านนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมชี้ความเชื่อมโยงของรูปแบบโลหะหนักในลุ่มน้ำกกกับแหล่งแร่ฝั่งเมียนมา โดยประเมินสัดส่วนแหล่งกำเนิดว่าเกี่ยวข้องกับแร่หายาก 69.7% และเหมืองทองคำ 30.3% ซึ่งจากการตรวจตะกอนดิน ครั้งที่ 11 จาก 21 จุด ระหว่างวันที่ 18–23 พ.ค. 2569 พบสารหนูในตะกอนแม่น้ำกกเกินระดับมาตรฐานที่ใช้คุ้มครองสัตว์หน้าดิน
ขณะที่ผลตรวจ คพ.ครั้งที่ 18 ซึ่งเก็บตัวอย่างวันที่ 27 เม.ย.–1 พ.ค. 2569 พบสารหนูเกินมาตรฐานใน 3 จุดของแม่น้ำกก และพบเกินมาตรฐานในทุกจุดที่ตรวจของแม่น้ำสาย ดังนั้นสรุปได้ว่า พบการปนเปื้อนสารพิษซ้ำๆ ทั้งในน้ำและตะกอนมาอย่างต่อเนื่องและย่างเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว
ความเสี่ยงลามถึงพื้นที่เกษตรและอาหาร
ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ประชาชนผู้ที่อาศัยริมแม่น้ำและใช้น้ำเพื่อการเกษตร ประมง และการดำรงชีวิต โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่ง ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ที่ติดตามปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้สะท้อนปัญหาผ่านสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ว่าความเสี่ยงของมลพิษข้ามพรมแดนครอบคลุม ทั้งน้ำ ตะกอนดิน ดินเกษตร ปลา และพืช จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบผลกระทบตลอดห่วงโซ่ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะน้ำในแม่น้ำเท่านั้น
ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับงานของ มช.ที่กำลังติดตามโลหะหนักในพืชอาหาร ดิน และน้ำ เพื่อประเมินการถ่ายเทโลหะหนักจากดินสู่พืชและความเสี่ยงจากการบริโภค ดังนั้น การจัดการปัญหาจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า พื้นที่ใดมีความเสี่ยง ผลผลิตใดได้รับผลกระทบ และประชาชนควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือบริโภคผลผลิตจากพื้นที่ใด
‘ภัทรพงษ์’ เสนอโซนนิ่งพื้นที่ปนเปื้อน
ภัทรพงษ์ยังเสนอให้รัฐบาลจัดทำโซนนิ่งพื้นที่ปนเปื้อนโลหะหนัก เพื่อแยกพื้นที่เกษตรที่มีความเสี่ยงออกจากพื้นที่ที่สามารถผลิตอาหารได้ พร้อมตรวจโลหะหนักในดินและผลผลิตอย่างเป็นระบบ และกำหนดแนวทางใช้ประโยชน์พื้นที่ที่มีความเสี่ยง
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะหากน้ำปนเปื้อนถูกนำไปใช้ในพื้นที่เกษตร ความเสี่ยงไม่ได้จบลงเมื่อสารปนเปื้อนออกจากแม่น้ำ แต่อาจเชื่อมต่อไปถึง ดิน พืช สัตว์น้ำ และอาหาร
รัฐบาลตั้งกลไกไทย–เมียนมาขึ้นแล้ว..แต่?
รัฐบาลไทยและเมียนมาได้กำหนดข้อตกลงในรูป TOR พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำชายแดนและแม่น้ำข้ามแดน เมื่อ 6 ส.ค. 2569 เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง ติดตาม และแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพน้ำ
รวมถึงกำหนดมาตรการร่วมแก้ปัญหามลพิษข้ามแดน แต่ “ภัทรพงษ์” ตั้งข้อกังวลต่อ TOR ฉบับนี้ว่า เนื้อหายังเน้นการตรวจวัดคุณภาพน้ำมากกว่าการจัดการต้นเหตุจากกิจกรรมเหมือง และตั้งข้อสังเกตเรื่องเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลที่อาจต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศก่อนเปิดเผยต่อประชาชน
เขาเสนอรัฐบาลแก้ TOR ใน 4 ประเด็น ได้แก่ ผลตรวจสารพิษต้องเปิดเผยต่อประชาชนได้โดยไม่ต้องรอความยินยอมจากอีกประเทศ, ต้องตรวจร่วมกันใกล้พื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิด ไม่ใช่ตรวจเฉพาะปลายน้ำ, ต้องครอบคลุมทุกจังหวัดและลำน้ำที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่จำกัดเฉพาะเชียงราย และต้องมีกลไกติดตามแหล่งกำเนิดแร่และห่วงโซ่การนำเข้า–ส่งออก เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่ที่ก่อมลพิษ
ข้อเสนอเหล่านี้ทำให้เห็นช่องว่างของการแก้ปัญหาชัดขึ้นว่า การตรวจน้ำอย่างเดียวไม่สามารถหยุดมลพิษได้ หากยังไม่สามารถระบุและควบคุมแหล่งกำเนิด หรือไม่สามารถสั่งหยุดเหมืองหรือบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต้นน้ำของเมียนมาได้
ปัญหาจึงอยู่ที่การสร้างกลไกที่ทำให้ไทยสามารถตรวจสอบต้นเหตุร่วมกับเมียนมา ระบุแหล่งกำเนิด และผลักดันมาตรการหยุดหรือควบคุมการปล่อยมลพิษ
ภัทรพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า หาก TOR มีเพียงการตรวจน้ำของแต่ละประเทศตามแผนของตัวเอง ก็ยังไม่ตอบโจทย์การค้นหาแหล่งกำเนิด เพราะสิ่งที่ควรทำคือ การเก็บตัวอย่างร่วมกันใกล้พื้นที่ต้องสงสัย เพื่อเชื่อมโยงกลับไปยังต้นทางของมลพิษ
ดังนั้น มาตรการที่รัฐบาลทำไปแล้ว 3 ด้าน ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ กล่าวคือ
หนึ่ง ตรวจและเฝ้าระวัง — คพ.ตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนอย่างต่อเนื่องจนถึงครั้งที่ 22
สอง ลดความเสี่ยงประชาชน — ร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) จัดทำแผนบริหารจัดการสารหนู สนับสนุนชุดตรวจ และระบบกรองกำจัดสารหนูสำหรับประปาหมู่บ้านในพื้นที่เสี่ยง
สาม สร้างกลไกกับเมียนมา — ลงนาม TOR เมื่อ 6 ส.ค. 2569 เพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านคุณภาพน้ำและมลพิษข้ามแดน
โครงสร้างอำนาจพื้นที่ชายแดนคือข้อจำกัด
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวต่างประเทศอย่าง Reuters รายงานเมื่อ 24 พ.ย. 2568 โดยอ้างการศึกษาของ Stimson Center ว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่งที่อาจปล่อยสารพิษ เช่น ปรอท ไซยาไนด์ และสารหนูลงสู่ระบบแม่น้ำ
สำหรับกรณีแม่น้ำกก Reuters รายงานว่าการทำเหมืองแร่หายากและทองคำในฝั่งตะวันออกของเมียนมา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการจีน Reuters ยังรายงานคำอธิบายของ Brian Eyler จาก Stimson Center ว่า ลุ่มน้ำจำนวนมากในภูมิภาคอยู่ในสภาพที่กฎหมายและกฎระเบียบของรัฐเข้าไปกำกับได้จำกัด ทำให้กิจกรรมเหมืองที่ไม่มีการควบคุมสามารถขยายตัวได้มาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อน ทั้งรัฐบาลทหาร กองกำลังชาติพันธุ์ ผู้ประกอบการเหมือง และเครือข่ายการค้าแร่
ด้าน AP ก็รายงานเมื่อ 29 เม.ย. 2569 ว่าไทยกำลังรับผลกระทบจากน้ำเสียจากเหมืองแร่หายากในเมียนมาและลาว ขณะที่การตอบสนองของรัฐบาลไทยยังเน้นการตรวจวัดระดับโลหะหนักและการให้ความรู้แก่ประชาชน แต่การแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคมีข้อจำกัดจากทั้งพรมแดนระหว่างประเทศ การขาดทรัพยากร และสงครามกลางเมืองในเมียนมา ขณะที่รัฐบาลไทยเองยอมรับว่ามีอำนาจต่อรองกับเหมืองที่อยู่ฝั่งเมียนมาและลาวจำกัด
ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ระบุเมื่อ 23 พ.ค. 2568 ว่า ไทยได้ขอให้ MRC ช่วยประสานกับเมียนมาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำแม่น้ำกกตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 ซึ่ง MRC เสนอให้ไทยและเมียนมาจัดตั้ง Joint Water Quality Monitoring หรือระบบติดตามคุณภาพน้ำร่วมกัน เพื่อให้ทั้งสองประเทศประเมินปัญหาร่วมกัน
แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ กลไกดังกล่าวจะเข้าไปถึงแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่เหมืองฝั่งเมียนมาได้อย่างไร และจะทำให้กิจกรรมที่ก่อมลพิษถูกควบคุมหรือหยุดลงได้อย่างไร หากยังตอบประเด็นนี้ไม่ได้ สถานการณ์ก็จะยังวนอยู่ในวงจร “ไทยตรวจ–ไทยป้องกัน–ไทยเจรจา” แต่ปัญหายังคงอยู่..อยู่กันแบบนี้ต่อไป เพราะใคร (รัฐบาล) ก็ช่วยไม่ได้
อ้างอิง:
20 ก.ย. 2569 – รายงานผลคุณภาพน้ำผิวดินในแหล่งน้ำแม่น้ำกก แม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง ครั้งที่ 22, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
29 ส.ค. 2569 – สารหนูในแม่น้ำกก หาดเชียงราย เกินมาตรฐาน WHO เกือบ 5 เท่า ม.เชียงใหม่ แนะเฝ้าระวัง, กรุงเทพธุรกิจ
25 ส.ค. 2569 – มช.ส่ง “WORA_1” เครื่องแรก ที่สะพานท่าตอน ด่านหน้าเฝ้าระวังโลหะหนัก เฝ้าระวังมลพิษน้ำกกแบบเรียลไทม์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
25 ส.ค. 2569 – มช.เปิดตัว “CMU RiverWatch” ขับเคลื่อนงานวิจัยบูรณาการ สู่การจัดการปัญหาสารปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8 ก.ค. 2569 – “ภัทรพงษ์–พิศาล” จี้รัฐบาลหยุดปล่อยเกียร์ว่าง ใช้มาตรการทางการทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดนใน 6 ลำน้ำ, ไทยรัฐ
3 ส.ค. 2569 – ภัทรพงษ์ซัด TOR ไทย–พม่า ปิดปากรัฐไทย–ไร้แก้ต้นตอปัญหาสารพิษในแม่น้ำ แนะรัฐบาล 4 ข้อแก้ก่อนเซ็น, มติชน
19 ส.ค. 2569 – “ภัทรพงษ์” จี้ “สุชาติ” แจง กมธ. ปม TOR ไทย–เมียนมา มลพิษทางน้ำ, ไทยรัฐ
6 ส.ค. 2569 – “ไทย–เมียนมา” ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วมแก้มลพิษข้ามพรมแดน คุ้มครองคุณภาพน้ำแม่น้ำพรมแดน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
14 ก.ค. 2569 – รัฐบาลเร่งสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพน้ำไทย–เมียนมา–สปป.ลาว ติดตั้งระบบกำจัดสารหนู–ชุดตรวจคุณภาพน้ำ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
15 ก.ค. 2568 – ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111
24 พ.ย. 2568 – Toxic mines put Southeast Asia’s rivers, people at risk, study says, Reuters
29 เม.ย. 2569 – Rare earth mining is poisoning Mekong River tributaries, threatening ‘the world’s kitchen’, AP
33 พ.ค. 2568 MRC Supports Constructive Cooperation Between Myanmar and Thailand Over Kok River Water Quality Through Joint Monitoring Effort, MRC
หมายเหตุ-ภาพประกอบพัฒนาโดย AI