ชาวปราจีนฯยื่น 1.1 หมื่นรายชื่อไม่เอา EEC ไม่รับกากพิษอุตสาหกรรม

เครือข่ายปราจีนยื่น 11,207 รายชื่อ ถึงอนุทิน ค้านแผนขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ไม่ขอเป็นถังขยะพิษหลังบ้านให้ภาคอุตสาหกรรม นัดฟังคำตอบ 17 ส.ค.นี้

ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ เสมือนเป็นปอดของภาคตะวันออก แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับเงาทมึนของการพัฒนาที่อาจเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ไปตลอดกาล โดยเฉพาะการขยายเขต EEC มายังปราจีนบุรีจะเปลี่ยนจังหวัดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยมลพิษจากอุตสาหกรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้เผยแพร่การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” ตอนหนึ่ง โดยระบุว่า เครือข่ายฯ จะเข้ายื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อแสดงพลังคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้าสู่ จ.ปราจีนบุรี พร้อมแนบรายชื่อประชาชนผู้ร่วมใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43(3) จำนวน 11,207 รายชื่อ เพื่อขอให้ยุติโครงการดังกล่าวโดยทันที

เปิดศึกคลางแคลงงานวิจัยหมกเม็ดไร้ความโปร่งใส?
ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นหลังจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายพื้นที่ EEC ซึ่งที่ประชุม กพอ. มีมติ “รับทราบและเห็นชอบในหลักการ” ไปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ทว่า ทางเครือข่ายฯ พบความผิดปกติหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการทำรายงานที่ “เร่งรีบ รวบรัด และริดรอนการมีส่วนร่วม” รายงานฉบับสุดท้ายกลับไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เลย จนกระทั่งเครือข่ายฯ ต้องออกแรงทวงถาม และเมื่อนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด กลับพบข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างน่าตกใจ

7 เหตุผลตบหน้าแผนขยาย EEC: ปราจีนบุรีไม่ใช่ “หลังบ้านรองรับขยะพิษ”
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งได้สรุป 7 ข้อห่วงกังวลหลัก ที่สะท้อนถึงบทเรียนราคาแพงจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไร้การทบทวนรอบด้าน:

1) ความไร้ประสิทธิภาพและความไม่โปร่งใสของรายงานศึกษา: รวบรัดตัดความ ขาดข้อมูลเชิงลึก และพยายามผลักดันนโยบายระดับชาติโดยไม่ฟังเสียงประชาชน

2) ภาพจำเดิม “หลังบ้าน EEC” ที่ต้องแบกรับของเสีย: นับตั้งแต่ปี 2560 ปราจีนบุรีถูกยัดเยียดผังเมืองอุตสาหกรรม จนโรงงานกำจัดขยะ โรงหลอม และโรงงานวัตถุอันตรายประเภท 105 และ 106 ทะลักเข้าพื้นที่ กลายเป็นถังขยะรองรับมลพิษจากจังหวัดอุตสาหกรรมข้างเคียง

3) ความล้มเหลวของ EEC 3 จังหวัดเดิม (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง): ปัญหากากอุตสาหกรรมลักลอบทิ้ง มลพิษทางอากาศ นอมินีทุนต่างชาติ และปัญหาแรงงานในพื้นที่เดิมยังไม่ถูกแก้ไข แล้วจะเอาโมเดลที่ล้มเหลวมาขยายแผลเพิ่มที่ปราจีนบุรีทำไม?

4) กฎหมายพิเศษลดทอนสิทธิชุมชน: เอื้อกลุ่มทุนใหญ่จนประชาชนกลายเป็นคนแคระแกร็นในเชิงอำนาจต่อรอง และเสี่ยงต่อการเบิดช่องให้ธุรกิจสีเทาเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์

5) วิกฤตที่ดินเปลี่ยนมือ: เมื่อที่ดินในชลบุรี-ระยอง แพงลิบ กว้านซื้อยาก กลุ่มทุนจึงเริ่มเบนเข็มมารวบรวมที่ดินผืนใหญ่ราคาถูกในปราจีนบุรี ส่งผลให้เกษตรกรหลุดจากการเป็นเจ้าของที่ดินทำกินในระยะยาว

6) สงครามแย่งชิงน้ำ และการคุกคามป่ามรดกโลก: ความต้องการใช้น้ำมหาศาลของภาคอุตสาหกรรม กำลังนำไปสู่แผนสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรุกกินพื้นที่ป่าต้นน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลาน (มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่) ซ้ำรอยกรณีเขื่อนห้วยโสมงที่ชาวบ้านยังไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ แต่ระบบนิเวศกลับต้องเสียสละไปแล้ว

7) ปราจีนบุรีมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า: จังหวัดนี้มีศักยภาพสูงในด้าน เกษตรอินทรีย์ สมุนไพร ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ทำไมต้องบีบบังคับให้เดินบนเส้นทางอุตสาหกรรมหนักเพียงอย่างเดียว?

การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่แลกด้วยชีวิตใคร
“ปราจีนบุรีไม่ควรต้องเลือกความเจริญที่ต้องแลกด้วยที่ดิน ป่า น้ำ และชีวิตของคนในพื้นที่” — คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของชาวปราจีนบุรี 11,207 ชีวิตที่ร่วมลงนาม

พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธความเจริญ แต่ปฏิเสธ “การพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม” ที่มุ่งหวังเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุน โดยทิ้งภาระมลพิษ ความสูญเสียด้านทรัพยากร และรอยน้ำตาไว้ให้คนท้องถิ่นแบกรับ

17 ส.ค. 2569 นี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งและชาวบ้านจะเดินทางไปรวมตัวกันที่ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรอฟังคำตอบและทิศทางที่ชัดเจนจากภาครัฐ ว่ารัฐบาลจะเลือกฟังเสียงของชาวบ้าน หรือเลือกเดินหน้าอุ้มชูกลุ่มทุนอุตสาหกรรมต่อไป!

เครดิตภาพ : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ

Related posts

‘สุชาติ’ เร่งขยายระบบน้ำบาดาล ช่วยแก้ภัยแล้งพื้นที่ห่างไกล จ.เพชรบุรี

คดียิงผู้ใหญ่จบถึงมลพิษปราจีนบุรี นักปกป้องสิ่งแวดล้อมตายเป็นเบือ?

โต้ สส.ภูมิใจไทย มูลนิธิสืบฯ ไม่มีหน้าที่แก้ภัยแล้งให้ชาวสวนจันทบุรี