ส่อง 5 ชาติอุตสาหกรรมแอบทิ้งขยะยาก ยึด ‘ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย’

กรณีศึกษาทั้ง 5 ประเทศอุตสาหกรรม สำเร็จได้เพราะมีระบบที่ป้องกันการลักลอบทิ้ง มีการตรวจสอบย้อนกลับด้วยระบบดิจิทัลตั้งแต่แหล่งกำเนิดถึงปลายทาง

การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำมาพร้อมกับของเสียอันตราย เช่น กากสารเคมี น้ำมันใช้แล้ว ตะกอนปนเปื้อน โลหะหนัก ตัวทำละลาย กากจากกระบวนการผลิต และของเสียที่มีคุณสมบัติเป็นพิษหรือเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หากของเสียเหล่านี้ถูกกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง ย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อดิน น้ำใต้ดิน แหล่งน้ำสาธารณะ สุขภาพของประชาชน และระบบนิเวศในระยะยาว

คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า “โรงงานจะกำจัดขยะพิษอย่างไร” แต่คือ รัฐจะทำอย่างไรให้สามารถรู้ได้ว่า กากพิษจำนวนหนึ่งที่ออกจากโรงงานแล้วไปอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ขนส่ง ใครเป็นผู้รับ และถูกบำบัดหรือกำจัดจริงหรือไม่

ประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า “Waste Traceability” หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับของของเสีย โดยผสมผสาน 4 องค์ประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ กฎหมายกำหนดความรับผิดชอบของผู้ก่อกำเนิดของเสีย, การอนุญาตและควบคุมผู้ขนส่งและผู้รับกำจัด, ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์หรือ Manifest ที่ติดตามของเสียตลอดเส้นทาง, การใช้เทคโนโลยี เช่น GPS, RFID, CCTVและระบบชั่งน้ำหนัก และฐานข้อมูลกลาง

จากการศึกษาระบบของ 5 ประเทศ บทเรียนและแนวทางแก้กากพิษอุตสาหกรรม ดังนี้
1. เยอรมนี: มีระบบติดตามกากอันตรายแบบดิจิทัล
เยอรมนีเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการใช้กฎหมายควบคู่กับระบบดิจิทัลในการควบคุมของเสียอันตราย โดยใช้ Waste Recovery and Disposal Records Ordinance หรือ Nachweisverordnung (NachwV) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้ครอบครอง ผู้รวบรวม ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดของเสียอันตรายต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าของเสียได้รับการจัดการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เยอรมนีได้เปลี่ยนจากระบบเอกสารกระดาษมาเป็น Electronic Waste Records Procedure หรือ eANV ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2010 โดยข้อมูลเกี่ยวกับการกำจัดของเสียอันตรายสามารถส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ประกอบการและหน่วยงานกำกับดูแลได้ ระบบนี้ไม่ได้ให้โรงงานเพียง “แจ้งว่ากำจัดแล้ว” แต่กำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการยืนยัน

ตัวอย่างเช่น ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดต้องลงนามในเอกสารกำกับการขนส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ และโดยทั่วไปต้องใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ทำให้การปลอมแปลงเอกสารทำได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ดี หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียง “มีระบบออนไลน์” แต่เป็นการทำให้ข้อมูลของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายต้องสอดคล้องกัน หากโรงงานแจ้งว่ามีกากอันตราย 100 ตัน ผู้ขนส่งและผู้กำจัดก็ต้องมีข้อมูลที่สอดคล้องกันด้วย ระบบดังกล่าวจึงช่วยลดช่องว่างที่ในอดีตที่เกิดขึ้นจากการใช้เอกสารกระดาษ เช่น เอกสารสูญหาย การกรอกข้อมูลผิด หรือการปลอมแปลงเอกสาร

ที่สำคัญก็คือ เยอรมนียึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle หรือในภาษาเยอรมันคือ Verursacherprinzip) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและสหภาพยุโรป

บทเรียนสำหรับไทย: การกำกับกากพิษควรเปลี่ยนจากระบบที่เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารย้อนหลังเป็นหลัก ไปสู่ระบบที่ข้อมูลของผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง และผู้รับกำจัดเชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้นทาง

2. สหรัฐฯ: หลัก “Cradle-to-Grave” และระบบ e-Manifest
สหรัฐอเมริกาใช้กฎหมายสำคัญคือ Resource Conservation and Recovery Act (RCRA) ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายหลักในการควบคุมของเสียอันตราย เป็นวิธีการติดตามของเสียแบบ “Cradle-to-Grave” หรือ “จากแหล่งกำเนิดจนถึงหลุมฝังกลบ/สถานที่กำจัดขั้นสุดท้าย” โดยระบบ Hazardous Waste Manifest ถูกออกแบบให้สามารถติดตามของเสียอันตรายตั้งแต่โรงงานผู้ก่อกำเนิด จนถึงสถานที่ที่รับไปเก็บ บำบัด หรือกำจัด

ในอดีตระบบนี้ใช้เอกสาร Manifest ซึ่งแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลงนาม แต่สหรัฐฯ ได้พัฒนาต่อเป็น e-Manifest ซึ่งสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ หรือ EPA เปิดใช้งานทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. 2018

ปัจจุบัน e-Manifest เป็นส่วนหนึ่งของระบบ RCRAInfo ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางของ EPA โดยผู้ก่อกำเนิดและผู้ขนส่งสามารถจัดทำและลงนาม Manifest ส่วนโรงงานปลายทางสามารถยืนยันการรับของเสียและส่งข้อมูลเข้าสู่ EPA ได้

นอกจากนี้ ในปี 2026 EPA ยังได้เสนอแนวทางที่จะลดการใช้ Manifest แบบกระดาษและเปลี่ยนไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง และความโปร่งใสในการติดตามการขนส่งของเสียอันตราย

สิ่งที่เป็นจุดแข็งของสหรัฐฯและน่าสนใจก็คือ ผู้ก่อกำเนิดไม่สามารถโยนความรับผิดชอบให้ผู้รับกำจัดแล้วจบเรื่อง เพราะระบบ Manifest ทำให้เส้นทางของเสียต้องมีหลักฐานต่อเนื่อง หากโรงงานต้นทางแจ้งว่า ของเสียถูกส่งไปยังสถานที่ A แต่สถานที่ A ไม่มีข้อมูลการรับของเสีย ย่อมเป็น “สัญญาณผิดปกติ” ที่สามารถนำไปสู่การตรวจสอบได้

บทเรียนสำหรับไทย: ควรมีฐานข้อมูลกลางระดับประเทศที่หน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบได้ว่า “กากพิษทุกเที่ยวที่ออกจากโรงงานไปถึงไหนแล้ว”

3. ญี่ปุ่น: ใช้ Electronic Manifest ควบคู่กับความรับผิดชอบของผู้ก่อกำเนิด
ญี่ปุ่นมีกฎหมายหลักในการควบคุมกากพิษอุตสาหกรรมคือ Waste Management and Public Cleansing Law หรือกฎหมายว่าด้วยการจัดการของเสียและการรักษาความสะอาด ซึ่งกำหนดกรอบการจัดการของเสียอุตสาหกรรม และวางความรับผิดชอบในการจัดการของเสียอุตสาหกรรมไว้กับผู้ก่อกำเนิด

ระบบที่สำคัญคือ Industrial Waste Manifest ซึ่งใช้ติดตามของเสียตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิดไปจนถึงการกำจัดขั้นสุดท้าย และญี่ปุ่นได้พัฒนาระบบ Electronic Manifest หรือ JWNET เพื่อให้ข้อมูลสามารถจัดการและตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นระบุว่า Electronic Manifest ช่วยลดความเสี่ยงจากการจัดการที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากข้อมูลปลอมแปลงได้ยากกว่าเอกสารกระดาษ และช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถตรวจสอบการจัดการของเสียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจุบันระบบ JWNET ยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Electronic Manifest สามารถนำมาวิเคราะห์ในรูปแบบ Big Data และ BI เพื่อทำความเข้าใจเส้นทาง ปริมาณ การบำบัด การรีไซเคิล และการกำจัดขั้นสุดท้ายของของเสียได้ละเอียดขึ้น

ที่สำคัญ ญี่ปุ่นยังนำเทคโนโลยีอื่นเข้ามาช่วยตรวจสอบ เช่น ระบบที่สามารถใช้ GPS เพื่อติดตามเส้นทางของรถขนส่ง และระบบที่ช่วยให้ผู้ก่อกำเนิดสามารถตรวจสอบภาพหรือข้อมูลการบำบัดของเสียได้

จุดแข็งของญี่ปุ่นไม่ได้อยูที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อเก็บข้อมูลอย่างเดียว แต่ใช้ข้อมูลเพื่อสร้าง Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับ หลักการสำคัญคือ หากบริษัทว่าจ้างผู้รับเหมาภายนอกกำจัดของเสีย บริษัทต้นทางยังต้องสามารถตรวจสอบได้ว่า ของเสียของตนได้รับการจัดการอย่างไร

บทเรียนสำหรับไทย: ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ก่อกำเนิดสามารถตรวจสอบปลายทางได้ และรัฐสามารถใช้ข้อมูลจาก Manifest วิเคราะห์ความผิดปกติได้ ไม่ใช่เก็บข้อมูลไว้เพียงเพื่อการรายงานประจำปี

4. เกาหลีใต้: Allbaro + GPS + CCTV + ข้อมูลน้ำหนักแบบ Real-time
เกาหลีใต้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากสำหรับประเทศไทย เพราะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาควบคุมการจัดการของเสียอย่างเข้มข้น ระบบที่ว่าชื่อ Allbaro System ถูกออกแบบให้สามารถติดตามของเสียตั้งแต่การเกิด การขนส่ง ไปจนถึงการบำบัดหรือกำจัดขั้นสุดท้าย โดยเดิมระบบถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของระบบใบส่งมอบกระดาษ และเริ่มใช้งานระบบออนไลน์เพื่อบริหารจัดการเส้นทางของเสียแบบครบวงจรตั้งแต่ปี 2002

ฐานกฎหมายสำคัญคือ Waste Control Act หรือกฎหมายควบคุมของเสียของเกาหลีใต้ ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิด การขนส่ง การรีไซเคิล หรือการกำจัดของเสียบางประเภทต้องบันทึกข้อมูลการส่งมอบและรับมอบของเสียเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่สิ่งที่ทำให้ระบบของเกาหลีใต้มีความน่าสนใจมากคือ ไม่ได้พึ่งพาแค่ใบส่งของอิเล็กทรอนิกส์

เกาหลีใต้ได้พัฒนาระบบ Waste Treatment Site Information Management ซึ่งเชื่อมข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน เช่น GPS ของรถขนส่ง, ข้อมูลตำแหน่งรถแบบ Real-time, เครื่องชั่งน้ำหนัก, กล้อง CCTV, ข้อมูลบริเวณทางเข้าโรงงาน, ข้อมูลสถานที่เก็บของเสีย, ข้อมูลการรับและส่งมอบของเสีย

หน่วยงานสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ระบุว่า รถขนส่งต้องส่งข้อมูล GPS แบบ Real-time และระบบสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ตรวจจับเส้นทางผิดปกติ เช่น การผ่านพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบทิ้ง ส่วนโรงงานที่รับของเสียต้องส่งข้อมูลน้ำหนักและภาพจาก CCTV ไปยังระบบด้วย กล่าวได้ว่าเกาหลีใต้กำลังเปลี่ยนจากระบบ “ตรวจเอกสาร” ไปสู่ระบบ “ตรวจสอบพฤติกรรมของเสียในโลกจริง”

ตัวอย่างเช่น หากระบบพบว่า โรงงาน A แจ้งว่ามีกากพิษ 20 ตัน → รถ B รับของเสีย → GPS แสดงว่ารถไม่ได้เดินทางไปโรงงานกำจัดที่แจ้งไว้ → น้ำหนักปลายทางไม่ตรงกับต้นทาง → CCTV ไม่พบการรับของเสีย ระบบก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบได้

จุดแข็งของเกาหลีใต้อาจเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย เพราะเป็นการผสมผสาน กฎหมาย + Digital Manifest + GPS + CCTV + Weighbridge + Data Analytics เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ระบบ Allbaro ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการทางปกครองต่อผู้ประกอบการที่กระทำผิด ทำให้เกิดกลไกเชื่อมโยงระหว่างการติดตามข้อมูลกับการบังคับใช้กฎหมาย

5. สิงคโปร์: ใช้ระบบใบอนุญาตเข้มข้นและควบคุมทั้งห่วงโซ่
สิงคโปร์เป็นเป็นประเทศที่มีพื้นที่จำกัดและมีความหนาแน่นของประชากรสูง ดังนั้นการปล่อยให้มีการกำจัดของเสียอันตรายแบบไร้การควบคุมย่อมสร้างความเสียหายสูงมาก

หน่วยงานหลักคือ National Environment Agency (NEA) ซึ่งควบคุมของเสียอุตสาหกรรมที่เป็นพิษภายใต้ Environmental Public Health Act และ Environmental Public Health (Toxic Industrial Waste) Regulations โดยการนำเข้า รวบรวม ขนส่ง เก็บ บำบัด และกำจัด Toxic Industrial Waste อยู่ภายใต้ระบบควบคุมและใบอนุญาต

จุดเด่นคือ ผู้ประกอบการที่รับกำจัด Toxic Industrial Waste ต้องได้รับใบอนุญาตจาก NEA และต้องจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับของเสียที่รับมา เก็บ บำบัด และกำจัด พร้อมทั้งส่งรายงานต่อ NEA เป็นระยะ นอกจากนี้ การขนส่งของเสียพิษในปริมาณที่กำหนดต้องได้รับอนุมัติ และมี Trip-ticket system เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายของเสียระหว่างผู้ก่อกำเนิดกับผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต

สิงคโปร์ยังใช้หลักการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง กล่าวคือ ในขั้นตอนวางแผนพัฒนาโรงงานใหม่ NEA จะตรวจสอบตั้งแต่ระยะวางแผนว่าโรงงานดังกล่าวจะสร้างของเสียอะไร และของเสียนั้นสามารถจัดการอย่างปลอดภัยในสิงคโปร์ได้หรือไม่ หากไม่สามารถจัดการอย่างปลอดภัยได้ ก็เป็นปัจจัยที่อาจทำให้โครงการไม่ได้รับการอนุมัติในรูปแบบที่เสนอ

ปัจจุบันสิงคโปร์ยังมีโรงงานเฉพาะทางจำนวนมากสำหรับรีไซเคิล บำบัด และกำจัดของเสียพิษ โดย NEA ระบุว่ามีโรงงานลักษณะดังกล่าวเกือบ 100 แห่งที่รองรับของเสียอุตสาหกรรมพิษหลายประเภท

จุดแข็งของสิงคโปร์คือไม่ได้รอให้กากพิษออกจากโรงงานแล้วจึงตามหา แต่ควบคุมตั้งแต่การตั้งโรงงาน → การเกิดของเสีย → ผู้รับกำจัด → การขนส่ง → การบำบัด → การกำจัด จึงเป็นระบบ “ควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง”

สิ่งที่ 5 ประเทศมีเหมือนกัน
แม้ทั้ง 5 ประเทศจะมีกฎหมายและเทคโนโลยีแตกต่างกัน แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบหลักการร่วมที่สำคัญอย่างน้อย 6 ประการ
1. ผู้ก่อกำเนิดต้องรับผิดชอบ
ทุกประเทศไม่ได้ถือว่า “เมื่อส่งกากพิษให้บริษัทกำจัดแล้ว ความรับผิดชอบจบลง” แต่ใช้หลักการให้ผู้ก่อกำเนิดต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ส่งของเสียให้ผู้รับที่ถูกต้องและได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง

2. ผู้รับกำจัดต้องได้รับอนุญาต
การขนส่งหรือกำจัดกากพิษไม่ใช่ธุรกิจที่ใครก็สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาต การตรวจสอบ และเงื่อนไขด้านเทคนิค

3. ต้องมี Manifest
Manifest ทำหน้าที่เสมือน “พาสปอร์ตของกากพิษ” กากพิษแต่ละล็อตควรมีข้อมูลว่า มาจากใคร → เป็นของเสียประเภทใด → ปริมาณเท่าใด → ใครขน → ไปที่ไหน → รับเมื่อใด → บำบัดด้วยวิธีใด → เหลือกากสุดท้ายเท่าใด

4. ลดการพึ่งพากระดาษ
เยอรมนีใช้ eANV สหรัฐฯ ใช้ e-Manifest ญี่ปุ่นใช้ Electronic Manifest และเกาหลีใต้ใช้ Allbaro จุดร่วมคือ ทำให้ข้อมูลเกิดขึ้นในระบบดิจิทัลและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

5. เชื่อมข้อมูลกับสถานที่จริง
นี่คือบทเรียนที่ก้าวหน้าที่สุดจากเกาหลีใต้ การมีข้อมูลว่า “รถออกจากโรงงานแล้ว” ไม่เพียงพอ ต้องสามารถตรวจสอบได้ด้วยว่า รถอยู่ที่ไหน วิ่งผ่านเส้นทางใด
ถึงโรงงานปลายทางหรือไม่ น้ำหนักตรงกับที่แจ้งหรือไม่ และมีภาพการรับของเสียหรือไม่

6. ใช้ข้อมูลเพื่อค้นหาความผิดปกติ
ระบบสมัยใหม่ไม่ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจข้อมูลทุกเที่ยวด้วยมือ เพราะทำไม่ได้เมื่อมีของเสียจำนวนมหาศาล สิ่งที่ควรทำคือใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหา “Red Flags” เช่น ปริมาณขยะจากโรงงานเพิ่มขึ้นผิดปกติ, น้ำหนักต้นทางกับปลายทางไม่สัมพันธ์กัน, รถขนส่งออกนอกเส้นทาง, รถหยุดในพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลานาน, โรงงานกำจัดแจ้งรับของเสีย แต่ไม่มีภาพหรือข้อมูลน้ำหนักรองรับ, บริษัทเดียวกันมีการส่งของเสียไปยังผู้รับกำจัดที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ, ปริมาณของเสียที่โรงงานผลิตไม่สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบหรือกำลังการผลิต

จากกรณีศึกษาทั้ง 5 ประเทศ จะเห็นว่าการแก้ปัญหากากพิษไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มโทษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ “การลักลอบทิ้งทำได้ยาก และการตรวจพบทำได้ง่าย”

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการลดปัญหาการลักลอบทิ้งกากพิษอย่างจริงจัง เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียง “จับคนลักลอบทิ้งให้ได้” แต่ควรเปลี่ยนเป็น “สร้างระบบที่ทำให้กากพิษทุกตันมีตัวตน มีเจ้าของ มีเส้นทาง และมีหลักฐานยืนยันปลายทาง”

ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดไม่อาจสรุปในทันทีว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีกากพิษอุตสาหกรรมหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อม แต่เขามีระบบที่สามารถติดตามได้ตั้งแต่โรงงานจนถึงการกำจัดขั้นสุดท้าย และทำให้การหายไปของกากพิษสามารถพบ “ร่องรอยทางดิจิทัล” ไว้ให้รัฐตรวจสอบได้หรือตรวจสอบย้อนกลับได้

นี่คือหัวใจของการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจจับหลังเกิดเหตุ” ไปสู่ “ระบบป้องกันการลักลอบทิ้งตั้งแต่ต้นทาง”

ทำความรู้จักกฎหมาย EPR
EPR หรือ Extended Producer Responsibility คือหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ให้ต้องดูแลและจัดการซากผลิตภัณฑ์รวมถึงบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต จนถึงการเก็บกลับมาคัดแยกและรีไซเคิลหลังผู้บริโภคใช้งานแล้ว โดยปัจจุบันมีกว่า 65 ประเทศทั่วโลกที่นำหลักการนี้ไปใช้ และมากกว่า 45 ประเทศที่ตราขึ้นเป็นกฎหมายภาคบังคับ

สาระสำคัญของ EPR คือมุ่งให้ผู้ผลิตสินค้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบทั้งด้านต้นทุนการเงินและการจัดการขยะ เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับภาครัฐและประชาชนเพียงฝ่ายเดียว โดยมีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุมบรรจุภัณฑ์พลาสติก กล่องกระดาษ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และสิ่งทอ มีการนำกฎหมายนี้มาใช้ทั้งแบบสมัครใจ (Voluntary) และแบบภาคบังคับตามกฎหมาย (Mandatory)

เริ่มมีการใช้กฏหมาย EPR ครั้งแรกในปี 1991 ที่เยอรมนี ก่อนจะแพร่หลายในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีประเทศทั่วโลกนำไปใช้แล้วกว่า 65 ประเทศ และมีกว่า 45 ประเทศที่ออกเป็นกฎหมายบังคับใช้จริงจัง เช่น ฝรั่งเศส, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง เวียดนาม, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

โดยเฉพาะ 5 ประเทศที่ยกตัวอย่างมาทั้ง เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ต่างยึดหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle-PPP)  มาเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันหลักการนี้ตั้งแต่ยุค 1970 เพื่อให้ผู้สร้างมลพิษต้องรับผิดชอบต้นทุนในการป้องกัน ควบคุม หรือบำบัดความเสียหายที่เกิดขึ้น

สำหรับประเทศไทย นอกจากยังไม่ได้เป็นสมาชิก OECD ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมาย EPR แม้แต่กฎหมาย PRTR ก็ถูกรัฐบาลปัดตก ทำให้กฎหมายไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้

อ้างอิง:
• Elektronisches Abfallnachweisverfahren (eANV) – Fragen und Antworten.
• Hazardous Waste Manifest System – U.S. EPA
• Industrial Waste Management Manifest and Electronic Manifest. Ministry of the Environment, Japan
• Allbaro Waste Tracking System. Korea Environment Corporation
• Toxic Waste Control / Toxic Industrial Waste. National Environment Agency (NEA), Singapore

เครดิตภาพ: Earth.org 

Related posts

ชาวปราจีนฯยื่น 1.1 หมื่นรายชื่อไม่เอา EEC ไม่รับกากพิษอุตสาหกรรม

คดียิงผู้ใหญ่จบถึงมลพิษปราจีนบุรี นักปกป้องสิ่งแวดล้อมตายเป็นเบือ?

โต้ สส.ภูมิใจไทย มูลนิธิสืบฯ ไม่มีหน้าที่แก้ภัยแล้งให้ชาวสวนจันทบุรี