ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวบุกพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ พังงา ค้น 76 บริษัท เครือข่าย 8 สัญชาติ ใช้ “นอมินี” ฮุบที่ดิน 49 ไร่ มูลค่า 1,053 ล้าน
เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ผนึกกำลังร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัด เปิดปฏิบัติการเชิงรุกกวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติแฝงตัวทำธุรกิจและถือครองที่ดินโดยใช้ชื่อคนไทย หรือปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3” ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ พบมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจพบรวมทั้งสิ้น 1,053,518,872 บาท (ที่ดิน 89 แปลง รวมเนื้อที่กว่า 49 ไร่)
ตรวจสอบพบเครือข่ายต่างชาติทั้งหมด 8 สัญชาติ ศาลได้อนุมัติ 59 หมายจับ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 48 ราย เป็นชาวไทย 27 คน และชาวต่างชาติ 21 คน ชาวต่างชาติ อาทิ สัญชาติอิสราเอล, อังกฤษ, โปแลนด์ และฝรั่งเศส บริษัทที่ตรวจพบมีลักษณะเป็นนอมินี 29 บริษัท และบริษัทถือครองที่ดิน แต่มีต่างด้าวถือหุ้นมากกว่าคนไทย 48 บริษัท จึงออกหมายจับ 59 หมาย ออกหมายค้น 60 หมาย ที่ดิน 89 แปลง พื้นที่รวม 49 ไร่ 1 งาน 6.4 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง
ทั้งนี้ ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา แบ่งรายละเอียดของแต่ละจังหวัด ดังนี้
• ภูเก็ต พบบริษัทนอมินีซื้อและครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย 2 กลุ่ม (ยึดทรัพย์รวม 231 ล้านบาท)
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 50.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน ซึ่งจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 62.5 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมายค้น รวมที่ดินกลุ่มที่ 1 และ 2 จำนวน 56 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 13 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท
จุดตรวจค้นจับกุมกลุ่มเครือข่ายบริษัท จีแมทฯ ได้แก่
1.บริษัท จีแมท ฮอสพิทอลิตี้ฯ ประกอบธุรกิจ โรงแรมรีสอร์ท ห้องชุด และบริการเช่ารถจักรยานยนต์
2.บริษัท อาบาเล่ฯ ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา
3.บริษัท ฟิตเนส ฮีโร่ฯ ประกอบธุรกิจสถานที่ออกกำลังกาย
• พังงา
ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินีซื้อและครอบครองที่ดินผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม (ยึดทรัพย์รวม 323 ล้านบาท)
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวน 17 ไร่ 3 งาน 18 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 269 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมายจับ ศาลอนุมัติหมายค้น 3 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง 1 บริษัท ที่ดิน 1 แปลง จำนวน 9 ไร่ 3 งาน 20.4 ตร.ว. เจ้าพนักงานที่ดินสาขาตะกั่วป่า ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ บริษัท อตามันฯ ซึ่งถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท
จุดตรวจค้นจับกุม โรงแรม ซาวา บีช วิลล่า จากการตรวจสอบพบวิลล่าเปิดให้บริการ 7 หลัง มีพนักงานให้คอยบริการ และเก็บค่าที่พักหรือค่าตอบแทนเป็นรายวัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเปิดให้บริการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจับกุมนายแอนดรูว์ สัญชาติอังกฤษ กรรมการบริษัท
• กระบี่
ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินีซื้อและครอบครองที่ดินผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม (ยึดทรัพย์รวม 499 ล้านบาท)
กลุ่มที่ 1 บริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตร.ว.มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมายจับ หมายค้น 13 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 26 คน ชาวต่างชาติ 12 คน
กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีจำนวนคนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง จำนวน 8 ไร่ 25.6 ตร.ว. มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาทศาลได้อนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อเข้าตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาทำการสอบสวนปากคำ
จุดจับกุมคือบริษัทก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ บริษัท ทรอปิคอลเฮาส์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์นและสระว่ายน้ำส่วนตัว โครงการมูลค่า 200 ล้าน ตั้งอยู่ในทำเลทอง อาทิ เหนือคลอง, หนองทะเล และเขาทอง ขายในราคาเริ่มต้น 11.5 ล้านบาท จากการสืบสวนบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 16 แปลง ประมาณ 6 ไร่ 76.6 ตร.ว.
เจ้าหน้าที่ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทนอมินีเหล่านี้จะมีคนไทยถือหุ้น 100% แต่ในทางพฤตินัย มี น.ส.คาทาจีนา และ นายคามิล (สามี) เป็นผู้บริหารและควบคุมกิจการ โดยเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด กันจ์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ฯ ที่ประกอบกิจการด้านความบันเทิงและให้บริการด้านดนตรีใน จ.กระบี่ มี นายสเตฟานัด สัญชาติแอฟริกาใต้ เป็นเจ้าของ แต่ได้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) โดยได้รับความช่วยเหลือจากนายวิเชษ ทนายความ และนางสุพรรณี ผู้สอบบัญชี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะต้นน้ำของขบวนการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อใช้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพยานหลักฐานพบอีกว่า มีการนำลายมือชื่อของบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว มาใช้ในเอกสารทางราชการและเอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จและอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
ก่อนหน้านี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กวาดล้างนอมินีเฟส 1 – 2 ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินคดี 105 คดี ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และสั่งให้จัดการจำหน่ายที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบทั้งหมด
ปฏิบัติในเฟส 3 นี้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ผอ.ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำ สำนักงาน ผบ.ตร. ในฐานะเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ปฏิบัติการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นาย
ทั้งนี้ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พล.ต.อ.สำราญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ทลายเครือข่ายนอมินีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2569 พบพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเชื่อมโยงบริษัทกว่า 50,000 ราย จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัทจำกัดในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
ได้แก่ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 3,754 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,381 ราย เกาะสมุย 12,050 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 8,213 ราย จ.ภูเก็ต 29,646 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 11,626 ราย เมืองพัทยา (อ.บางละมุง) 33,314 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 19,910 ราย อ.หัวหิน 4,061 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,081 ราย จ.กระบี่ 3,587 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 749 ราย จ.พังงา 1,685 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 346 ราย อ.ปาย 139 ราย ต่างชาติร่วมถือหุ้น 50 ราย
นายพูนพงษ์ ระบุว่า การกระทำในลักษณะอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ถือเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 36 และ 37 มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000 – 1,000,000 บาท