ไทยมีความน่าจะเป็นสูงมากที่อุณหภูมิเฉลี่ยราย 3 เดือนจะสูงกว่าค่าปกติ มีความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง อากาศร้อน ดินแห้ง และน้ำต้นทุนลดลง ขณะเดียวกันเศษวัสดุเกษตรและเชื้อเพลิงในป่าที่แห้ง และติดไฟง่ายจะเพิ่มความเสี่ยงไฟป่า แนะรัฐควรมอง “ภัยแล้ง–ภัยร้อน–PM2.5” เป็นภัยเดียวกัน
ไทยมีความน่าจะเป็นสูงมากที่อุณหภูมิเฉลี่ยราย 3 เดือนจะสูงกว่าค่าปกติ มีความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง อากาศร้อน ดินแห้ง และน้ำต้นทุนลดลง ขณะเดียวกันเศษวัสดุเกษตรและเชื้อเพลิงในป่าที่แห้ง และติดไฟง่ายจะเพิ่มความเสี่ยงไฟป่า แนะรัฐควรมอง “ภัยแล้ง–ภัยร้อน–PM2.5” เป็นภัยเดียวกัน
ไทยอุณหภูมิเฉลี่ยราย 3 เดือนสูงกว่าค่าปกติ เชื้อเพลิงในป่าที่แห้งจะเพิ่มความเสี่ยงไฟป่า แนะรัฐควรมอง “ภัยแล้ง–ภัยร้อน–PM2.5” เป็นภัยเดียวกัน
รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2569 ว่าข้อมูลล่าสุดพบว่าเอลนีโญมาแรง โอกาสเกิดสูง 97–100% และอาจรุนแรงมากช่วงปลายปี 2569–ต้นปี 2570 ขณะที่ภาวะที่ฝั่งอินโดนีเซียของมหาสมุทรอินเดียเย็นกว่าปกติ มีโอกาสแห้งกว่าปกติ อาจซ้ำเติมฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง ไฟป่า/ไฟพรุ และฝุ่นควันจากอินโดนีเซีย โดยช่วง ก.ค.–ส.ค. 2569 ไทยตอนล่างเสี่ยงฝนน้อย แต่ตะวันตก–เหนือบางส่วนยังต้องระวังฝนหนักและน้ำป่า
ขณะที่ช่วงเดือน ก.ย.–ธ.ค. 2569 ฝนปลายฤดูเสี่ยงลดเร็ว เหนือ–อีสาน–กลางตอนบนระวังน้ำต้นทุนปี 2570 ไม่พอ และช่วง ก.พ.–พ.ค. 2570 ภัยร้อนตามหลังเอลนีโญ อาจต้องใช้น้ำเพิ่ม เสี่ยงผลผลิตเสียหาย สุขภาพเสี่ยง และ PM2.5 รุนแรงขึ้น
“สัญญาณเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันมหาสมุทรอินเดียมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ positive IOD หรือภาวะที่ฝั่งอินโดนีเซียของมหาสมุทรอินเดียเย็นกว่าปกติ และมีโอกาสแห้งกว่าปกติ หากสองปรากฏการณ์นี้เกิดพร้อมกัน จะเพิ่มความเสี่ยงฝนลดลงหรือฝนทิ้งช่วงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ไฟป่า/ไฟพรุ และฝุ่นควันข้ามแดนจากอินโดนีเซียในช่วงกลางถึงปลายปี
“ปรากฏการณ์เอลนีโญมักทำให้ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร้อนและแล้งกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงต้นปี (ก.พ.-มิ.ย.) แม้ค่า Niño3.4/relative Niño3.4 จะพีกช่วงปลายปี 69–ต้นปี 70 แต่ผลต่ออุณหภูมิมักมีเวลาหน่วงอุณหภูมิอาจยังเพิ่มต่อเนื่องหลังเอลนีโญพีก และไปเด่นในช่วง ก.พ.–พ.ค. 2570 (ภาพขวา) สำหรับไทย ช่วงดังกล่าวตรงกับฤดูร้อนพอดี จึงต้องระวังภัยร้อนและภัยแล้งมากเป็นพิเศษ ผลกระทบที่ต้องเตรียมรับมือคือใช้น้ำเพิ่ม พืช–ปศุสัตว์เครียด ผลผลิตเสียหาย สุขภาพเสี่ยง และไฟป่า/PM2.5 อาจรุนแรงขึ้น”
NOAA CPC ประเมินว่าโอกาสเกิดเอลนีโญสูงมากราว 97–100% ตั้งแต่ช่วง พ.ค.–ก.ค. 2569 ถึง ม.ค.–มี.ค. 2570 ขณะที่ความแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในช่วงปลายปี โดยช่วง ต.ค.–ธ.ค. 2569 และ พ.ย. 2569–ม.ค. 2570 มีโอกาสเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงประมาณ 25–27% และระดับรุนแรงมากประมาณ 62–63% หรือรวมโอกาสเอลนีโญระดับรุนแรงขึ้นไปประมาณ 88–89% จึงต้องเตรียมรับมือฝนแปรปรวน ฝนปลายฤดูลดเร็ว ภัยร้อน ภัยแล้ง และน้ำต้นทุนปี 2570 ไม่พอ
ค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์ของสำนักอุตุนิยมวิทยา 12 สำนักทั่วโลกบ่ง ชี้ว่า ก.ค. 2569 ฝนน้อยกว่าค่าปกติจะปรากฏค่อนข้างกว้างในไทยตอนล่าง ครอบคลุมภาคใต้ กลางตอนล่าง ตะวันออก และบางส่วนของอีสานตอนล่าง ขณะที่ ส.ค. 2569 ภาคตะวันตกและภาคเหนือบางส่วนยังมีแนวโน้มฝนใกล้เคียงถึงมากกว่าปกติ แต่ภาคใต้ยังมีสัญญาณฝนน้อยกว่าปกติ จึงต้องเตรียมรับมือทั้งฝนทิ้งช่วงในพื้นที่เสี่ยง และฝนหนัก–น้ำป่าในพื้นที่รับมรสุม
ช่วง ก.ย.–ต.ค. 2569 ผลพยากรณ์ WMO Lead Centre for LRFMME ชี้ว่าไทยตอนล่าง โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และอีสานตอนล่าง มีแนวโน้มฝนน้อยกว่าค่าปกติ โดยสัญญาณฝนน้อยดูเข้มขึ้นในเดือน ต.ค. 2569 อย่างไรก็ตาม ฝนรวมต่ำกว่าปกติไม่ได้แปลว่าจะไม่มีฝนหนัก เพราะภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงฝนใหญ่ปลายปี จึงยังต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมเมืองควบคู่กันไป
ช่วง พ.ย.–ธ.ค. 2569 ผลพยากรณ์ WMO Lead Centre for LRFMME ชี้ว่า ไทยตอนบนส่วนใหญ่มีแนวโน้มฝนใกล้เคียงค่าปกติหรือไม่มีสัญญาณผิดปกติเด่นชัด ขณะที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีแนวโน้มฝนใกล้เคียงถึงมากกว่าปกติในบางพื้นที่ จึงยังต้องระวังฝนหนัก น้ำป่า น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมเมืองในภาคใต้ แม้ภาพรวมไทยตอนบนจะเข้าสู่ฤดูแล้งและฝนมีไม่มากตามฤดูกาล
IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พยากรณ์ว่า ช่วง ก.ค.–ก.ย. ถึง ส.ค.–ต.ค. 2569 พื้นที่ที่มีโอกาสฝนต่ำกว่าค่าปกติเริ่มขยายตัวในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะภาคกลาง ตะวันออก ใต้ตอนบน และหลายพื้นที่ของภาคอีสาน แต่จุดที่น่าห่วงที่สุดคือช่วง ก.ย.–พ.ย. และ ต.ค.–ธ.ค. ซึ่งสัญญาณฝนน้อยแผ่กว้างในภาคเหนือ อีสาน กลางตอนบน และบางส่วนของตะวันออก ต้องระวังฝนปลายฤดูลดเร็ว น้ำเข้าเขื่อนน้อย และน้ำต้นทุนปี 2570 ไม่พอ ทั้งนี้ ฝนรวมต่ำกว่าปกติไม่ได้แปลว่าจะไม่มีน้ำท่วม เพราะฝนหนักเฉพาะเหตุการณ์ยังเกิดได้
IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พยากรณ์ว่า ช่วง ก.ค.–ธ.ค. 2569 ประเทศไทยมีความน่าจะเป็นสูงมากที่อุณหภูมิเฉลี่ยราย 3 เดือนจะสูงกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง แม้บางพื้นที่อาจมีฝนใกล้เคียงหรือมากกว่าปกติในบางช่วง แต่ความร้อนจะเพิ่มการระเหย เพิ่มความต้องการใช้น้ำ เพิ่มความเครียดของพืชและปศุสัตว์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะแรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นอกจากนั้น ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จากการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ปีนี้ควรมอง “ภัยแล้ง–ภัยร้อน–PM2.5” เป็นภัยเดียวกัน ไม่ใช่แยกแผนกัน
สัญญาณเอลนีโญและ positive IOD ทำให้ไทยมีความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง อากาศร้อน ดินแห้ง และน้ำต้นทุนลดลง ขณะเดียวกันสภาพดังกล่าวจะทำให้เศษวัสดุเกษตรและเชื้อเพลิงในป่าแห้ง ติดไฟง่าย และเพิ่มความเสี่ยงไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และ PM2.5 จึงไม่ควรแยก “แผนรับมือภัยแล้ง” ออกจาก “แผนรับมือฝุ่นพิษ”
สิ่งที่ควรทำทันทีคือใช้ข้อมูลพยากรณ์ฝน อุณหภูมิ ความชื้นดิน จุดความร้อน ทิศทางลม พื้นที่เผาซ้ำซาก ระดับน้ำในอ่าง และฝนจริงราย 10 วัน เพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า โดยพื้นที่ที่ฝนต่ำกว่าปกติซ้ำหลายช่วง ฝนขาดช่วงเกิน 10–14 วัน หรือความชื้นดินต่ำ ควรถูกยกระดับเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง “ฝนทิ้งช่วงสะสม–ไฟป่า–การเผา–PM2.5” พร้อมกัน
ด้านเกษตร ควรเร่งจัดการเศษวัสดุก่อนฤดูเผา สนับสนุนเครื่องจักร บริการอัดฟาง/ไถกลบ/ทำปุ๋ย ตลาดรับซื้อเศษวัสดุ และแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ให้เกษตรกรไม่เผา เช่น เงินรางวัลหรือค่าตอบแทนแบบมีเงื่อนไขจากการตรวจสอบว่าไม่เผาจริง ควบคู่กับมาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่เสี่ยงสูง
ด้านป่าไม้ ควรเร่งจัดการเชื้อเพลิง ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง และวางระบบดับไฟเร็วตั้งแต่ก่อนเกิดไฟ ไม่ใช่รอให้ค่าฝุ่นสูงแล้วค่อยแก้ปัญหา เพราะต้นทุนของการป้องกันมักต่ำกว่าต้นทุนสุขภาพ ผลผลิตเสียหาย การท่องเที่ยวลดลง และภาระของระบบสาธารณสุขหลังเกิดวิกฤต
ด้านน้ำและสุขภาพ ควรวางแผนน้ำข้ามปีตั้งแต่ปลายฤดูฝน โดยเฉพาะช่วง ก.ย.–พ.ย. ที่เสี่ยงฝนปลายฤดูลดเร็ว พร้อมเตรียมมาตรการคุ้มครองประชาชนจากภัยร้อนและฝุ่นพิษ เช่น ห้องปลอดฝุ่น หน้ากาก ระบบเตือนภัย การปรับเวลาทำงานกลางแจ้ง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง และแรงงานกลางแจ้ง
สรุปคือ ปีนี้นโยบายที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “เตรียมน้ำ” หรือ “ลดฝุ่น” แยกกัน แต่ต้องทำแผนบริหารความเสี่ยงร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงสุขภาพประชาชน เพราะภัยแล้ง ภัยร้อน ไฟป่า การเผา และ PM2.5 จะเกิดเชื่อมโยงกันมากขึ้นในปีเอลนีโญ