อังกฤษใช้ข้อมูลพิกัด–ดาวเทียมชี้จุดเสี่ยงโลกรวนทุกมิติ ตั้งแต่ไฟป่ายันน้ำท่วม ช่วยประเมินความเสี่ยงบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ
หน่วยงานสำรวจภูมิประเทศและข้อมูลภูมิศาสตร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (Ordnance Survey: OS) กำลังนำข้อมูลพิกัดเชิงพื้นที่มาผนวกกับภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิอากาศ เพื่อระบุว่า พื้นที่ใด บ้านเรือนใด และโครงสร้างพื้นฐานใดกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ไฟป่า น้ำท่วม ดินทรุด เกาะความร้อนในเมือง ไปจนถึงการกัดเซาะชายฝั่ง
OS ระบุว่า การมีข้อมูลที่บอกได้อย่างแม่นยำว่า “ความเสี่ยงเกิดขึ้นที่ไหน” กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยงานวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า บ้านมากกว่า 1.8 ล้านหลังในเกาะบริเตนใหญ่อยู่ห่างจากเขตเมืองไม่เกิน 100 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้พืชพรรณและกิจกรรมของมนุษย์ที่มีความเสี่ยงต่อไฟป่า ดังนั้นควรนำพื้นที่เหล่านี้มาพิจารณาในการวางแผนรับมือไฟป่า
เมืองร้อนขึ้นใช้แผนที่ระบุจุดเสี่ยงระดับเมือง
ล่าสุด OS เปิดเผย Heat Vulnerability Index ดัชนีประเมินความเปราะบางต่อเกาะความร้อนในเมือง โดยวิเคราะห์เมือง 71 แห่งทั่วอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ ด้วยข้อมูล 4 ส่วน ได้แก่ อุณหภูมิพื้นผิวจากดาวเทียม ข้อมูลคาดการณ์ภูมิอากาศจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office) ลักษณะสิ่งปลูกสร้างและพื้นผิวแข็งจากฐานข้อมูล OS รวมถึงพื้นที่ต้นไม้ พืชพรรณ และแหล่งน้ำที่ช่วยลดความร้อน
ผลวิเคราะห์พบว่า 83% หรือ 59 จาก 71 เมืองในปัจจุบันมีความเปราะบางต่อความร้อนอยู่ในระดับสูงแล้ว และภายในปี 2040 ทุกเมืองมีแนวโน้มเข้าสู่ระดับความเปราะบางสูง ขณะที่ช่วงปี 2070–2100 จำนวน 45 เมือง หรือ 63% อาจเข้าสู่ระดับ “รุนแรง” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของดัชนี
กรณีกรุงลอนดอน OS พบว่า พื้นที่ใจกลางเมืองที่มีอาคาร ถนน และพื้นผิวแข็งหนาแน่น ขณะที่มีพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ และแหล่งน้ำน้อย มีแนวโน้มกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าเขตที่มีองค์ประกอบธรรมชาติช่วยระบายความร้อน
ดัชนีดังกล่าวจึงไม่ได้ดูเพียงว่า “อุณหภูมิสูงแค่ไหน” แต่พิจารณาด้วยว่า เมืองมีโครงสร้างแบบใด และมีธรรมชาติช่วยระบายความร้อนมากน้อยเพียงใด ทำให้สามารถลงไปวิเคราะห์ความเสี่ยงในระดับพื้นที่และรหัสไปรษณีย์ได้
ดินหดตัว–บ้านและโครงสร้างพื้นฐานเสี่ยงเสียหาย
อีกความเสี่ยงที่ OS นำข้อมูลเชิงพื้นที่มาใช้คือ ดินทรุดจากการหดตัวและพองตัวของดินเหนียว (shrink–swell) โดยอ้างข้อมูลจาก British Geological Survey (BGS) ว่าปัญหาการทรุดตัวของดินเป็นหนึ่งในภัยธรณีวิทยาที่สร้างความเสียหายสูงของสหราชอาณาจักร และมีต้นทุนต่อเศรษฐกิจราว 3,000 ล้านปอนด์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
BGS ประเมินว่า สัดส่วนอสังหาริมทรัพย์ในบริเตนใหญ่ที่มีความเสี่ยงจากการหด–พองของดินเหนียว ซึ่งอยู่ในระดับมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงหรือสูงมาก อาจเพิ่มจากประมาณ 3% ในปี 1990 เป็น 10% ภายในปี 2070 หากแนวโน้มสภาพภูมิอากาศดำเนินไปในทิศทางดังกล่าว
กลไกสำคัญคือ เมื่ออากาศร้อนและแห้ง ดินเหนียวสูญเสียความชื้นและหดตัว ขณะที่ช่วงที่มีน้ำมากดินสามารถพองตัวกลับ ส่งผลให้ฐานรากและโครงสร้างอาคารได้รับแรงจากการเคลื่อนตัวของพื้นดิน
OS จึงร่วมกับ BGS พัฒนาการประเมินความเสี่ยงระดับอาคาร ด้วยการนำข้อมูลตำแหน่งอาคารที่ละเอียดของ OS มาซ้อนกับข้อมูลธรณีวิทยาของ BGS เพื่อช่วยให้เจ้าของบ้าน บริษัทประกัน และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเมินความเสี่ยงได้ละเอียดกว่าการดูข้อมูลเพียงระดับพื้นที่หรือรหัสไปรษณีย์
น้ำท่วม ถนน–รถไฟ เสี่ยงมากขึ้นจากโลกร้อน
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน OS นำข้อมูลจาก Environment Agency มาผสานกับฐานข้อมูลภูมิศาสตร์แห่งชาติ เพื่อระบุจุดที่ถนนและทางรถไฟมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมจากแม่น้ำและทะเล
การวิเคราะห์ของ OS ระบุว่า ถนนประมาณ 7,564 กิโลเมตร หรือ 12% ของโครงข่ายถนนในอังกฤษ และทางรถไฟประมาณ 3,003 กิโลเมตร หรือ 20% ของโครงข่ายรถไฟ ทับซ้อนกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากน้ำท่วมแม่น้ำและทะเล
ขณะที่การประเมินระดับประเทศของ Environment Agency พบว่า ปัจจุบันถนนในอังกฤษประมาณ 113,900 กิโลเมตร หรือ 38% อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากอย่างน้อยหนึ่งแหล่ง และหากนำผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาประกอบ ตัวเลขอาจเพิ่มเป็น 137,700 กิโลเมตร หรือ 46% ภายในช่วงกลางศตวรรษ
สำหรับทางรถไฟ ปัจจุบันประมาณ 4,300 กิโลเมตร หรือ 37% อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และอาจเพิ่มเป็น 6,300 กิโลเมตร หรือ 54% ในช่วงกลางศตวรรษ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Climate Risk ไม่ได้จำกัดอยู่ที่บ้านเรือนหรือพื้นที่ธรรมชาติ แต่สามารถกระทบถึง เส้นทางเดินทาง เศรษฐกิจ การขนส่ง และการเข้าถึงชุมชน หากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญถูกตัดขาดจากเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง
ชายฝั่งถอยร่นกระทบอสังหาริมทรัพย์หลายพันแห่ง
อีกด้านหนึ่ง OS ใช้ข้อมูลเส้นแนวน้ำขึ้น–ลงแบบต่อเนื่อง เพื่อช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งและประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการกัดเซาะ ขณะที่ Environment Agency ประเมินว่า ประมาณ 3,500 อาคารในอังกฤษอาจอยู่ในพื้นที่เสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่งภายในปี 2055
ข้อมูล National Coastal Erosion Risk Map ของ Environment Agency ยังประเมินความเสี่ยงในหลายช่วงเวลา ทั้งถึงปี 2055 และ 2105 พร้อมนำสถานการณ์ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาประกอบการวิเคราะห์
นอกจากนี้ ข้อมูลเส้นแนวน้ำขึ้นสูงของ OS เมื่อนำมาซ้อนกับข้อมูลตำแหน่งอสังหาริมทรัพย์ พบว่า Greater London มีอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยประมาณ 5,500 แห่งอยู่ภายในระยะ 15 เมตรจากแนวน้ำขึ้นสูง ตามการวิเคราะห์ของ OS
บทเรียนสำคัญจากสหราชอาณาจักรคือ การรับมือ Climate Risk กำลังเปลี่ยนจากการมองภาพรวมระดับประเทศ ไปสู่การระบุความเสี่ยงว่า “เกิดขึ้นตรงไหนและกระทบอะไร” ตั้งแต่บ้านหนึ่งหลัง ถนนหนึ่งสาย ทางรถไฟหนึ่งเส้น ไปจนถึงย่านเมืองและแนวชายฝั่ง
OS มองว่า Location Data จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “แผนที่” แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำหรับการวางแผนรับมือภัยพิบัติ การออกแบบเมือง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงจากความร้อน น้ำท่วม ไฟป่า ดินทรุด และชายฝั่งกัดเซาะมีแนวโน้มเชื่อมโยงกันมากขึ้น
อ้างอิง:
4 ส.ค. 2569 – Mapping climate change to build resilience, Ordnance Survey
8 ก.ย. 2569 – Britain’s cities are getting hotter and trapping heat they can no longer release, Ordnance Survey
19 พ.ค. 2564 – Maps show the real threat of climate-related subsidence to British homes and properties, British Geological Survey
10 ธ.ค. 2568 – New tidelines data from Ordnance Survey could strengthen coastal erosion and flood risk monitoring, Ordnance Survey
17 ธ.ค. 2567 – National assessment of flood and coastal erosion risk in England 2024, Environment Agency
15 ก.ย. 2569 – National Coastal Erosion Risk Mapping (NCERM) – National (2024), Environment Agency