ชำแหละ ‘ฝุ่นพิษค็อกเทล’ เหนือวิกฤตหนัก แต่รัฐติดล็อกช่องโหว่กฎหมาย

เมื่อฝุ่นไฟป่าอันตรายกว่าปกติ 10 เท่า และทำลายลึกถึงระดับ DNA แต่นักวิชาการ มธ. ชี้ “พ.ร.บ. บรรเทาสาธารณภัยฯ” ยังเป็นทางตัน ทำรัฐไร้อำนาจประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินเพื่อกู้ภัยฝุ่นอย่างแท้จริง เสนอตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ Sandbox ภาคเหนือแก้วงจรฝุ่นซ้ำซากก่อนสายเกินแก้

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “อันตรายสูงสุด” (Extreme Danger) ด้วยค่าฝุ่นที่พุ่งสูงทะลุ 300 มคก./ลบ.ม. ติดต่อกันหลายวัน จนมีข้อเสนอจากนักวิชาการให้เริ่มอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ทว่าในขณะที่วิกฤตสุขภาพกำลังเดือดพล่าน กลไกการจัดการของรัฐกลับดูเหมือนจะติดล็อกอยู่ในข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างน่ากังวล

ฝุ่นไฟป่า: “สารพิษค็อกเทล” ที่ยิ่งลอยนาน ยิ่งทวีความร้ายกาจ

อ.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ฝุ่น PM2.5 จากการเผาป่านั้นมีความเป็นพิษสูงกว่าฝุ่นจากการจราจร หรืออุตสาหกรรมถึง 10 เท่า เนื่องจากมันไม่ได้เป็นเพียงเขม่าควันธรรมดา แต่ทำหน้าที่เหมือน “ฟองน้ำ” ที่ดูดซับสารพิษซับซ้อนที่เรียกว่า Toxic Cocktail  แหล่งรวมสารก่อมะเร็ง: ในอนุภาคฝุ่นประกอบด้วยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) โลหะหนักอย่างตะกั่วและปรอท รวมถึงสารกลุ่ม PAHs ที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน

  • กระตุ้นการอักเสบระดับเซลล์: ฝุ่นจากไฟป่ามีคาร์บอนสูงกว่าฝุ่นเมือง เมื่อสูดดมจะเกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย กระตุ้นให้เกิดการอักเสบรุนแรงในเซลล์ปอดและซึมเข้าสู่กระแสเลือด
  • ยิ่งลอยไกล ยิ่งพิษร้าย (Aging Process): ความน่ากลัวที่สุดคือเมื่อฝุ่นลอยอยู่ในอากาศนานขึ้นและสัมผัสกับแสงแดด จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เพิ่มความเป็นพิษขึ้นอีก 2-4 เท่า ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนี้อนุภาคจะเล็กลงและกลมขึ้น จนสามารถเจาะลึกถึงถุงลมปอด เข้าไปทำลาย DNA และเปลี่ยนแปลงเหนือพันธุกรรม (Epigenetic Changes) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดและโรคทางเดินหายใจเรื้อรังอย่างรุนแรง

ทางตันทางกฎหมาย: เมื่ออำนาจรัฐไม่เอื้อต่อการกู้ภัย

ในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญกับ “ฝุ่นพิษค็อกเทล” รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังเผชิญกับ “ทางตัน” ในการบริหารจัดการ เนื่องจาก พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ยังมีช่องโหว่สำคัญ

  • ไม่มีอำนาจ “ประกาศเขตภัยพิบัติ” เพื่อจัดการไฟป่า: กฎหมายปัจจุบันให้อำนาจเพียงการประกาศห้ามเข้าพื้นที่ แต่ไม่ได้รองรับการประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อระดมทรัพยากรจัดการฝุ่นควันโดยเฉพาะ
  • ติดล็อกงบประมาณ: ระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ. 2562 จำกัดการใช้เงินทดรองราชการไว้เพียงเพื่อ “เยียวยาผู้ประสบภัย” แต่ไม่สามารถนำมาใช้ในการ “วางแผนป้องกันหรือระงับเหตุ” ไฟป่าได้อย่างคล่องตัว
  • แผนชาติที่ไม่ตอบโจทย์: แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติฯ มักถูกออกแบบมาเพื่อรับมือน้ำท่วมหรือวาตภัย ทำให้ขาดรายละเอียดการจัดการมลพิษทางอากาศที่เป็นรูปธรรม

ข้อเสนอ: ทางออกสู่ “อากาศสะอาด”

เพื่อให้หลุดพ้นจากวิกฤตที่เชียงใหม่ต้องติดอันดับ 1 ของโลกในด้านมลพิษ นักวิชาการ มธ. เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และพิจารณาใช้กลไกฝ่ายบริหารออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง “สำนักงานบูรณาการจัดการไฟป่าและวิกฤตความร้อน” เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจนำร่องในภาคเหนือ (Sandbox)

หน่วยงานนี้จะช่วยอุดช่องโหว่ด้านการวางแผน การประเมินความเสี่ยง และการบริหารจัดการงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ป่าที่มีความซับซ้อน เพื่อให้การรับมือกับ “สารพิษค็อกเทล” ในอากาศ ไม่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ แต่เป็นการปกป้องชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

Related posts

โลกเดือด 2 องศาฯ ทำพิษ วิกฤตอาหารจ่อพุ่ง 3 เท่า

วิจัยชี้ ฝุ่น PM2.5-ไอเสียรถ เพิ่มเสี่ยง ‘กล้ามเนื้ออ่อนแรง’ พุ่ง 30%

วิกฤตโลกร้อน 2 องศา ‘ทุ่งหญ้าร็อกกี้’ กลายเป็นทะเลทราย