ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ UN หนุนคำวินิจฉัยศาลโลกด้านสภาพภูมิอากาศ

การกระทำของรัฐบาลที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นผิดกฎหมาย และรัฐต่างๆ มีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ป้องกันความเสียหาย และร่วมมือกันคุ้มครองประชากรกลุ่มเปราะบาง ซึ่ง สหรัฐฯ ร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และอิหร่าน เยเมน อิสราเอล เบลารุส และไลบีเรีย คัดค้านมติของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติที่มีการผลักดันมาอย่างยาวนาน เพื่อรับรองคำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อปี 2025 เกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มติดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ผ่านมา ซึ่งผลักดันโดยประเทศวานูอาตู และอีกหลายประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุน 141 ประเทศ มีการคัดค้าน 8 ประเทศ และงดออกเสียง 28 ประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงคะแนนคัดค้าน ร่วมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิหร่าน เยเมน อิสราเอล เบลารุส และไลบีเรีย

ICJ ได้ออกความเห็นเชิงที่ปรึกษาครั้งประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางกฎหมายของประเทศต่างๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่า การกระทำของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และรัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ป้องกันความเสียหาย และร่วมมือกันคุ้มครองประชากรที่เปราะบาง

ศาลยังเน้นย้ำว่า พันธกรณีดังกล่าวครอบคลุมกิจกรรมทุกประเภทที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การขุดเจาะ การอุดหนุน ไปจนถึงการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบด้วย

มติดังกล่าวรับรองและมุ่งผลักดันให้ความเห็นของศาลถูกนำไปปฏิบัติจริง โดยยืนยันว่ารัฐต่างๆ มีพันธกรณีทางกฎหมายที่มีผลผูกพันในการร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมดปฏิบัติตามหน้าที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงดำเนินทุกมาตรการที่เป็นไปได้เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปล่อยมลพิษข้ามพรมแดนด้วย

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามคำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่ให้ไว้ภายใต้ความตกลงปารีส ซึ่งกำหนดให้โลกควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส

ในคำวินิจฉัยของ ICJ ศาลยืนยันว่า เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส คือเพดานอุณหภูมิที่เกี่ยวข้องเพียงหนึ่งเดียว และรับรองว่าความตกลงด้านสภาพภูมิอากาศได้กำหนดพันธกรณีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ “เข้มงวด” สำหรับรัฐต่างๆ เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากมนุษย์

ศาลยังปฏิเสธข้อโต้แย้งของประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่อ้างว่า แผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศภายใต้ความตกลงปารีส หรือ NDCs (Nationally Determined Contributions) เป็นเรื่องสมัครใจ โดยศาลยืนยันว่า NDCs ซึ่งประเทศต่างๆ ต้องปรับปรุงทุก 5 ปีนั้น จะต้องมีความสามารถร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส

เบื้องหลังการผลักดันให้เกิดความเห็นเชิงที่ปรึกษาของศาลครั้งนี้ มาจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวเยาวชนจากประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้เครือข่าย Pacific Island Students Fighting Climate Change (PISFCC) ซึ่งเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ และหาช่องทางทางกฎหมายเพื่อเอาผิดประเทศผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่

โดยกลุ่มนักกิจกรรมเหล่านี้ร่วมกับรัฐบาลวานูอาตู ได้รณรงค์ต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่มติของสหประชาชาติในครั้งนี้

ทั้งนี้ หมู่เกาะแปซิฟิกกำลังเผชิญผลกระทบจากภาวะโลกเดือดอย่างรุนแรงที่สุด ทั้งที่ประเทศเหล่านี้มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกรวมกันไม่ถึง 1%

อย่างไรก็ตาม รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เมื่อปี 2018 ระบุว่า หากทั่วโลกไม่เร่งดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกอาจไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ เนื่องจากต้องเผชิญวิกฤตพร้อมกันทั้งการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล ภาวะมหาสมุทรอุ่นขึ้น และความเป็นกรดของน้ำทะเลที่รุนแรงขึ้น

เสียงตอบรับหลั่งไหลหลังมติผ่าน

หลังการลงมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า การรับรองมติดังกล่าวถือเป็น “การยืนยันอย่างทรงพลังต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบของรัฐในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น”

พร้อมระบุว่า เส้นทางสู่ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศต้องอาศัย “การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และเท่าเทียม จากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน”

เลขาธิการยูเอ็น ยังชี้ว่า พลังงานหมุนเวียนพิสูจน์แล้วว่าเป็นพลังงานที่มีต้นทุนต่ำและมั่นคงที่สุด และเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมยังคงเป็นไปได้

เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวสั้นๆ ด้วยว่า “นี่คือชัยชนะของโลกเรา”

ด้าน Pacific Island Students Fighting Climate Change หรือ PISFCC (กลุ่มนักเรียนจากหมู่เกาะแปซิฟิกที่ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ระบุว่า การผ่านมติดังกล่าวเป็น “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” และเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญของความรับผิดชอบด้านสภาพภูมิอากาศ ที่จะย้ำให้รัฐต่างๆ ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสภาพภูมิอากาศเพิ่มเติม”

Vishal Prasad ผู้อำนวยการ PISFCC กล่าวว่า มติดังกล่าว “ต้องเป็นจุดเปลี่ยนของการตรวจสอบความรับผิดชอบต่อการทำลายสภาพภูมิอากาศ ชุมชนที่อยู่แนวหน้าของวิกฤต เช่น ในภูมิภาคแปซิฟิก รอคอยเรื่องนี้มานานเกินไป และยังต้องจ่ายราคาที่สูงเกินไปจากการกระทำของผู้อื่น การเดินทางของแนวคิดนี้จากห้องเรียนในหมู่เกาะแปซิฟิกสู่กรุงเฮกและสหประชาชาติ ทำให้เรายังมีความหวังว่า เมื่อผู้คนรวมพลังกัน โลกก็สามารถถูกผลักดันให้ลงมือทำได้”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าความเห็นเชิงที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่ก็มีอำนาจทางกฎหมายและศีลธรรมอย่างมาก เนื่องจากช่วยอธิบายและพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการกำหนดขอบเขตพันธกรณีทางกฎหมายของรัฐต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น

ดังนั้น จากคำวินิจฉัยของศาลในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น “หน้าที่ตามกฎหมาย” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงทางเลือกเชิงนโยบายหรือการเมืองเท่านั้น

อ้างอิง:

May 21, 2026 . ‘Landmark Moment for Climate Justice’: UN General Assembly Backs Historic World Court Climate Ruling. Earth.org

May 20, 2026 . General Assembly backs historic World Court climate crisis ruling

Related posts

‘วราวุธ’ จัดให้ ลดอ้อยเผาเหลือแค่ 3.8%

ภาคปชช. ยื่นร่างกม.เศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าสภา

‘พิพัฒน์’ ขยันศึกษา ขอเวลา 3 เดือน จะยกเลิกรถไฟเข้า กทม.ชั้นใน