โปรตีนจากคาร์บอนนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนมลพิษทางสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็น ‘อาหารแห่งอนาคต’ ที่มีมูลค่ามหาศาล และ ‘ผำ’ ซูเปอร์ฟู้ดของไทยจะยึดตลาดโลก
ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “โลกร้อน” ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ โลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ในมิติของ “ความมั่นคงทางอาหาร” (Food Security) เนื่องจากระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมเริ่มเผชิญทางตัน ทั้งปัญหาภัยแล้ง ความผันผวนของสภาพอากาศ และข้อจำกัดด้านที่ดินและน้ำ
ทว่า ในความมืดมนนี้กลับมีแสงสว่างจากนวัตกรรมสุดล้ำที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง นั่นคือ “โปรตีนจากคาร์บอน” (Carbon-based Protein) เทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยน “ของเสียทางสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” ที่มีมูลค่ามหาศาล
นวัตกรรมนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการหรือระดับงานวิจัยอีกต่อไป แต่หลายประเทศชั้นนำเริ่มขยับตัวเข้าสู่ “การผลิตเชิงพาณิชย์” เรียบร้อยแล้ว สะท้อนให้เห็นว่านี่คืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะเข้ามาดิสรัปชันห่วงโซ่อาหารยุคใหม่ของโลกอย่างแท้จริง
#จากอากาศเสียสู่จานอาหาร
หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะเปลี่ยนก๊าซที่เป็นพิษต่อโลกให้กลายเป็นโปรตีนที่มนุษย์บริโภคได้อย่างไร?
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้อธิบายถึงแนวคิดและกระบวนการหลักของนวัตกรรมนี้ว่า เริ่มต้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCU (Carbon Capture and Utilization) หรือ การดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน โดยจะทำการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ () โดยตรงจากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่น หรือโรงงานอุตสาหกรรมหนัก แทนที่จะปล่อยให้ก๊าซเหล่านี้ลอยขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศ
หลังจากดักจับก๊าซ มาได้แล้ว จะนำป้อนเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพ (Biological Process) ภายใน “ระบบหมัก” (Fermentation System) ซึ่งภายในระบบนี้จะมี “จุลินทรีย์เฉพาะทาง” ที่ทำหน้าที่เหมือนโรงงานขนาดจิ๋ว คอยย่อยสลายและเปลี่ยนโครงสร้างของคาร์บอนให้กลายเป็น ชีวมวล (Biomass) ที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง
จากนั้นจึงนำชีวมวลที่ได้ไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหารมนุษย์ (Food Ingredients) อาหารสัตว์ (Feed) หรือพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) ชนิดต่างๆ
พูดง่ายๆ นี่คือการเสกอากาศเสียให้กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ เป็นการพลิกโฉมมลพิษให้กลายเป็นรายได้ใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
#สมรภูมิใหม่ที่ไม่วัดกันที่ ‘ต้นทุนวัตถุดิบ’
จุดที่น่าสนใจที่สุดของอุตสาหกรรมโปรตีนจากคาร์บอน คือโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากสินค้าเกษตรดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
ในระบบเกษตรกรรมทั่วไป ประเทศต่างๆ ต้องแข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบ ราคาปุ๋ย ค่ายา หรือสภาพดินฟ้าอากาศ แต่สำหรับอุตสาหกรรมโปรตีนจากคาร์บอน มูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ เพราะ เป็นของเสียที่มีอยู่ล้นเหลือ แต่อุตสาหกรรมนี้แข่งขันกันด้วย:
- องค์ความรู้และงานวิจัยชีวภาพ (Biotechnology): การพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- ระบบการผลิต (Process Engineering): การออกแบบระบบหมักที่ควบคุมต้นทุนพลังงานได้ดี
- มาตรฐานความปลอดภัย (Safety & Regulation): การรับรองมาตรฐานอาหารในระดับสากล
นี่จึงถูกจัดว่าเป็น อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) อย่างแท้จริง ประเทศใดที่สามารถพัฒนาและครอบครองเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว คว้าเค้กก้อนโตในตลาดโลกไปครอง
#โลกยุคใหม่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อความยั่งยืน
ความต้องการแหล่งโปรตีนใหม่ๆ กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น แต่อีกส่วนที่สำคัญคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป” แนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการเลือกซื้ออาหารจาก “ราคา” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ สุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหาร (Sustainable & Traceable Food)
ข้อมูลจาก SkyQuest Technology บริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ได้คาดการณ์ตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจว่า:
- มูลค่าตลาดโปรตีนทางเลือกโลก จะเติบโตจากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 พุ่งทะยานสู่ 3.91 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2033
- อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 18.5% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
#โปรตีนจากคาร์บอนจิ๊กซอว์สู่ Net Zero ของไทย?
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย สูงถึง 239.6 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมหนัก
แม้ว่าไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.79% ของโลก แต่นั่นถือว่ามีนัยสำคัญมากสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และหากเรานำเทคโนโลยี CCU มาเปลี่ยนก๊าซเหล่านี้ให้เป็นโปรตีน สนค. ประเมินว่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทยใน 3 มิติหลัก ดังนี้:
- บรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 และ SDGs: การนำ มาผลิตเป็นอาหาร เป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติ
- ลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ: โปรตีนจากคาร์บอนใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่าโปรตีนจากการทำปศุสัตว์หรือเกษตรกรรมดั้งเดิมหลายสิบเท่า ช่วยลดการถางป่าเพื่อทำปศุสัตว์ ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษทางน้ำและอากาศจากฟาร์มสัตว์ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม
- บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ: หากมีการตั้งโรงงานผลิตโปรตีนจากคาร์บอนใกล้กับแหล่งปล่อย (เช่น นิคมอุตสาหกรรม หรือโรงไฟฟ้า) จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การขนส่งวัตถุดิบ และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในห่วงโซ่อุปทานลงจนเกือบเป็นศูนย์
#‘ผำ’ ซูเปอร์ฟู้ดพื้นบ้านยึดตลาดโลก
นอกจากนวัตกรรมไฮเทคอย่างโปรตีนจากคาร์บอนแล้ว ประเทศไทยยังมี “อาวุธลับทางชีวภาพ” ที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตดั้งเดิม นั่นคือ “ผำ” หรือ ไข่ผำ (Wolffia) พืชน้ำพื้นบ้านขนาดเล็กจิ๋วที่กำลังได้รับการขนานนามว่าเป็น “ทองคำสีเขียว” แห่งวงการโปรตีนทางเลือกโลก
คุณค่าทางโภชนาการระดับสากล:
‘ผำ’ ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและการติดฉลากคลีน (Clean Label) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะผ่านการแปรรูปต่ำ แต่ให้สารอาหารสูงมาก:
- มีโปรตีนสูงถึง 30-50% ของน้ำหนักแห้ง
- มีกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์
- อุดมไปด้วยใยอาหาร, วิตามินเอ, วิตามินบี, ธาตุเหล็ก, แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ
- มี วิตามินบี 12 ซึ่งเป็นสารอาหารที่หาได้ยากยิ่งในพืชทั่วไป
ฮีโร่สายเขียว: โตไว ใช้น้ำน้อย ช่วยซับคาร์บอน
ในแง่ของสิ่งแวดล้อม ‘ผำ’ คือโมเดลของ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เพราะผำสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีเยี่ยม เติบโตเร็วมาก ใช้น้ำและพื้นที่น้อยในการเพาะเลี้ยง (เลี้ยงในระบบจำกัดได้) ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าพืชโปรตีนชนิดอื่น สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง
#พลิกโฉม ‘ผำสด’ สู่ผงโปรตีนกิโล 5,000 บาท
ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม Food Tech สตาร์ทอัปไทย เช่น ฟาร์มบ้านไข่ผำ, Wolffia Bangkok และ Wolffia Plus ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากนำนวัตกรรม “ฟาร์มระบบปิด” มาใช้ จะสามารถเร่งปริมาณโปรตีนในผำให้พุ่งสูงถึง 40% และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างก้าวกระโดด
จากผำสดธรรมดา เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมอย่าง “ผงโปรตีนอบแห้ง” จะมีมูลค่าสูงถึง 3,000 – 5,000 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยกำลังเร่งส่งออกไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐอเมริกา, ยุโรป, ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ที่ต้องการพืชโปรตีนที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ
#ส่องทิศทางตลาดโลกพืชตระกูลแหนเป็ด
หากดูสถิติในระดับสากล ตลาดโปรตีนจากแหนเป็ด (Duckweed Protein Market) ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับผำ กำลังหอมหวานอย่างมาก ข้อมูลจาก DataM Intelligence ระบุว่า:
- ในปี 2025 ตลาดนี้มีมูลค่าราว 179.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- และจะเติบโตจนถึง 344.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 ด้วยอัตราการเติบโต (CAGR) 8.5% ต่อปี
- ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 45% โดยผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ “ผง (Powder)” ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 66.3% ของตลาด
ความร้อนแรงนี้ทำให้สตาร์ทอัประดับโลกต่างกระโจนเข้ามาลงทุน เช่น Plantible Foods ในสหรัฐฯ ที่สามารถระดมทุนระดับ Series B ได้สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) เพื่อขยายโรงงานผลิตโปรตีนจากแหนเป็ด หรือแม้แต่ Floatmeal สตาร์ทอัพจากญี่ปุ่น ก็กำลังเตรียมเข้ามาปักหมุดขยายฐานการผลิตผำ (Wolffia) ระดับอุตสาหกรรมในประเทศไทยเช่นกัน
#อัปเกรดสู่ ‘ระดับอุตสาหกรรม’
ผู้อำนวยการ สนค. เผยว่า ในช่วงปี 2567-2568 ภาครัฐและสถาบันการศึกษาไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการวิจัยและพัฒนา จนได้สายพันธุ์ผำระดับซูเปอร์ฟู้ดคุณภาพสูงถึง 3 สายพันธุ์ ที่ให้โปรตีนสูงถึง 46 – 48.6% และกำลังเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ผ่าน “ฟาร์มผำต้นแบบระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์” ตามมาตรฐาน GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี) เพื่อการันตีความสะอาด ปลอดภัย ไร้การปนเปื้อน ปูทางสู่มาตรฐานสากล
|
ข้อมูลสรุป “ผำไทย” ในระดับอุตสาหกรรม |
รายละเอียด |
|
สายพันธุ์ซูเปอร์ฟู้ดของไทย |
3 สายพันธุ์ (ให้โปรตีนสูงถึง 46 – 48.6%) |
|
กำลังการผลิตฟาร์มขนาดใหญ่ |
มากกว่า 500 กิโลกรัม (ผำสด) / วัน |
|
คอขวดสำคัญในปัจจุบัน |
ต้นทุนการแปรรูป (การอบแห้ง) สูง / ยังไม่มีเครื่องจักรอุตสาหกรรมเฉพาะ |
#โอกาสโปรตีนจากคาร์บอน–ผำไทยยึดตลาดโลก
ไม่ว่าจะเป็น โปรตีนจากคาร์บอน หรือ ผำไทย ทั้งสองสิ่งนี้คือภาพสะท้อนชัดเจนว่า อนาคตของอุตสาหกรรมอาหารไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการ “ผลิตแบบเดิมให้ได้ปริมาณที่มากขึ้น” แต่อยู่ที่ “การเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายวัตถุดิบราคาถูก มาเป็นผู้แปรรูปซูเปอร์ฟู้ดและนวัตกรรมมูลค่าสูง”
หากประเทศไทยได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งด้านงานวิจัย การลงทุนจากภาครัฐ และการประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของผำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เทรนด์ Plant-Based และความยั่งยืนนี้จะเป็น “ใบเบิกทาง” ให้สินค้าไทยทะลวงเข้าสู่ตลาดโลกที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างมั่นคง ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง พลิกคาร์บอนจากภาระให้เป็นวัตถุดิบ และหยิบผำจากพืชพื้นบ้านขึ้นมาเป็นนวัตกรรมกู้โลก เพราะในยุคที่ความยั่งยืนคือเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก… “ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบ”