ลุ้นสภาผู้แทนฯพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด 2 ก.ย.นี้จะออกประตูไหน

2 ก.ย.นี้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดจะผ่านสภา หรือจะไปต่อที่ กมธ.ร่วมสองสภา ขึ้นอยู่กับสำนึกของผู้แทนปวงชนชาวไทยว่าจะเลือกอนาคตแบบไหนให้ลูกหลาน

“เมื่อคนรู้สึกว่าปัญหาอยู่ ‘ไกลตัว’ ไม่ว่าจะไกลในมิติของเวลา สถานที่ หรือสังคม ความกังวลและความพร้อมที่จะลงมือทำมักลดลง” งานวิจัยเรื่อง The Psychological Distance of Climate Change ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Risk Analysis ปี 2012 อธิบายไว้อย่างนั้น และจากการสำรวจพฤติกรรมของพลเมืองในหลายประเทศก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน โดยที่ทุกคนมักหันมาสนใจปัญหาอีกครั้งเมื่อภัยกำลังใกล้ตัว

เวลานี้ฝุ่น PM2.5 จากอินโดนีเซียที่พัดจากเเกาะสุมาตรา และเกาะกาลิมันตัน ปกคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในวงกว้างในระดับน่ากังวล ทว่าสังคมไทยไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ทั้งที่เกิดจุดความร้อนขึ้นในอินโดนีเซียมากถึง 5,122 จุด นั่นเพราะตัวเลขค่าฝุ่นไม่พีคติดอันดับโลกเหมือนอย่างเชียงใหม่ หรืออาจเป็นเรื่องไกลตัวของ “คนกรุง” เนื่องจากฝุ่นพิษในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมาไม่ถึง?

นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่พออธิบายได้ว่าทำไมเวลานี้คนโดยทั่วไปไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับมลพิษอากาศมากนัก (เข้าใจได้ว่ามีเรื่องราวให้สนใจติดตามมากมาย) โดยเฉพาะกระบวนการการผลักดันร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ในวันที่ 2 ก.ย. 2569

ร่างกฎหมายอากาศสะอาดกำลังเข้าสู่จุดสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่ประชุมวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ และมีการแก้ไขสาระสำคัญในหลายประเด็น จนกลายร่างจากฉบับที่ผ่านสภาผู้แทนฯ ไปมาก ซึ่งขณะนี้ได้ส่งกลับมาให้สภาผู้แทนฯ พิจารณาว่า จะรับร่างที่ สว.มีการแก้ไขหรือไม่

คำถามคือ สภาผู้แทนราษฎรจะเลือกทางไหน?
ฉากทัศน์ที่ 1 — สส.รับร่างฉบับ สว. กรณีสภาผู้แทนฯ โหวตเห็นชอบกับร่างที่วุฒิสภาแก้ไข กฎหมายนี้ก็จะเดินหน้าสู่ขั้นตอนการประกาศใช้ตามรัฐธรรมนูญกำหนด

กล่าวให้เข้าใจมากขึ้นก็คือ เมื่อ สส.เห็นชอบร่างฉบับ สว. นายกรัฐมนตรีก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยนำขึ้นทูลเกล้าฯ รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับ

นี่คือเส้นทางที่กฎหมายอากาศสะอาดจะออกมาเร็วที่สุด แต่หน้าตาของกฎหมายจะมีเนื้อหาตามที่กรรมาธิการ วุฒิสภาแก้ไขและให้ความเห็นชอบ ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนที่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาอย่างแข็งขันให้นิยามร่างของ สว.ว่า กฎหมายฉบับพิกลพิการ หรืออาจถึงขั้น ทุพพลภาพ เนื่องจากสาระสำคัญได้ถูกปรับแก้จนผิดเพี้ยนไปจากหลักการเดิมมาก

ฉากทัศน์ที่ 2 — สส.ไม่เห็นด้วยกับฉบับ สว. หากสภาผู้แทนฯ ไม่เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา จะเข้าสู่กลไกการตั้ง “กรรมาธิการร่วมสองสภา” โดยมีสัดส่วนที่เท่ากันคือ สส. 10 คน และ สว. 10 คน กรรมาธิการชุดนี้เสมือนทำหน้าที่ต่อรอง และปรับแก้ในประเด็นที่ยังมีข้อถกเถียง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จะต้องส่งคืนไปยังสภาผู้แทนฯ อีกครั้ง

ในกรณีที่กฎหมายจบลงที่ฉากทัศน์ที่ 1 ในวันที่ 2 ก.ย. คงไม่ต้องกล่าวถึงหน้าตาและสาระสำคัญของกฎหมายกันอีก แต่หากเดินมาสู่ฉากทัศน์ที่ 2 แน่นอนว่าถึงกฎหมายจะถูกปรับแก้อย่างไร ท้ายที่สุดจะมาจบที่สภาผู้แทนฯ ซึ่งรู้กันดีกว่าปัจจุบันเป็น “สภาสีน้ำเงิน”

แนวโน้มจึงคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าจะหน้าตากฎหมายจะออกมาอย่างไร (ไปอ่านความเห็นของ สส.ภูมิใจไทยที่อภิปรายไว้ในสภาและอ่านข้อเสนอแนะใน ครม.ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการ)

อย่างไรก็ตาม หลังกรรมาธิการร่วมสองสภาพิจารณาและส่งกลับมายังสภาผู้แทนฯ อีกครั้ง ด้วยพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยับยั้งไว้ก่อน 180 วัน หลังจากนั้นนายกฯ ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ รอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับต่อไป

มีประเด็นอะไรที่ถูกแก้ไขในร่างฉบับ สว.
ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ผ่านวุฒิสภาได้มีการแก้ไข โดยมีการตัดออก 6 ประเด็น เพิ่มเติม 2 ประเด็น และถูกเปลี่ยน 3 ประเด็น

#ประเด็นที่ถูก “ตัด” ประกอบด้วย 6 ประเด็น
1) ตัด PRTR ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษอย่างครบถ้วน ว่าใครปล่อย ปล่อยอะไร ปล่อยเท่าไร และปล่อยเมื่อไร
2) ตัดสิทธิของประชาชนในการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีเกิดวิกฤตมลพิษ ทำให้ต้องรอคดีดำเนินไปตามปกติ แม้อาจสายเกินไปต่อชีวิตและสุขภาพ
3) ตัดสิทธิการฟ้องคดีแบบกลุ่มโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศ และสุขภาพ ทำให้การเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนยากขึ้น
4) ตัดบทบาทสำคัญของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดในการกำกับโครงการที่อาจก่อมลพิษ เช่น กระบวนการอนุมัติและ EIA ทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่อ่อนแอลง
5) ตัดระบบระบบฝากไว้ได้คืน Deposit Refund ออกจากมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้สูญเสียเครื่องมือสำคัญในการลดขยะและการเผาที่ก่อมลพิษ
6) ตัดความรับผิดของสถาบันการเงิน ทำให้ผู้ให้สินเชื่อไม่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อการสนับสนุนกิจการที่ก่อมลพิษรุนแรง

#ประเด็นที่ถูก “เพิ่ม” ประกอบด้วย 2 ประเด็น
1) เพิ่มตัวแทนภาคทุน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าไปเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการหลายชุด หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้การกำหนดนโยบายถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้เสีย
2) เพิ่มข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ ซึ่งอาจทำให้หลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” อ่อนแอลง และเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่ายขึ้น

#ประเด็นที่ถูก “เปลี่ยน” ประกอบด้วย 3 ประเด็น
1) เปลี่ยนประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จาก “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” เป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ส่งผลต่อหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
2) เปลี่ยนบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการจัดการมลพิษข้ามแดนให้แคบลง แม้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นแบ่งประเทศ
3) ลดอัตราโทษทางอาญาของผู้ก่อมลพิษในภาคอุตสาหกรรมลงมาก จนหลายฝ่ายกังวลว่าบทลงโทษอาจไม่เพียงพอในการยับยั้งการกระทำผิด อัตราโทษที่ต่ำเกินไปอาจทำให้โรงงานอุตสาหกรรมยอมจ่ายค่าปรับหรือเสี่ยงทำผิดกฎหมาย เพราะคุ้มทุนมากกว่าการลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ

ดังนั้น หากกฎหมายจบลงที่ฉากทัศน์ที่ 1 คือ สส.ให้ความเห็นชอบในวันที่ 2 ก.ย.นี้ หน้าตากฎหมายอากาศสะอาดก็จะถูกปรับแก้และมีหน้าตาตามที่กล่าวมา แต่หากกฎหมายมาจบลงที่กรรมาธิการร่วมสองสภา ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะมีการปรับแก้มากน้อยแค่ไหน จะดีขึ้นกว่าเดิม หรือแย่ไปกว่าเดิม

ไม่ว่ากฎหมายจะจบลงในขั้นตอนไหนหลังจากนี้ ไม่ว่าจบที่ประชุม สส. วันที่ 2 ก.ย.นี้ หรือไปแก้ไขในกรรมาธิการร่วมสองสภา ล้วนขึ้นอยู่กับสำนึกของผู้แทนปวงชนชาวไทย ว่าจะมุ่งคุ้มครองผลประโยชน์โดยรวมของประชาชนให้ได้มาซึ่งในสิทธิอากาศสะอาด คือการได้รับอากาศบริสุทธิ์ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิต และสุขภาพที่ดี..หรือไม่?

โดยสรุป สิ่งที่ต้องจับตาในวันที่ 2 ก.ย. 2569 จึงไม่ใช่ พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะผ่านหรือไม่? แต่มีความสำคัญกว่านั้นก็คือว่า กฎหมายอากาศสะอาดที่กำลังจะคลอดออกมา จะให้น้ำหนักกับสิทธิของประชาชนในการมีอากาศสะอาดมากเพียงใด และจะมีเครื่องมือเพียงพอที่จะจัดการผู้ก่อมลพิษได้จริงหรือไม่?”

เพราะท้ายที่สุด กฎหมายที่ผ่านเร็วที่สุด อาจไม่ใช่กฎหมายที่ดีที่สุด หากเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษถูกลดทอนลง รวมถึงประเทศของเราที่ตกอยู่ในความเสี่ยงเรื่องมลพิษอากาศ ขาดระบบการจัดการที่ดีสำหรับส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต

Related posts

โจทย์หินกม.อากาศสะอาดเมื่อฟ้าสดไร้กระแส คนไม่สนใจปัญหามลพิษ?

ภัยพิบัติโหดสุดขั้ว เล่นแรงบนหลังคาโลก ธรรมชาติแจกใบแดงที่เนปาล

ไทยห้ามนำเข้าแต่ขยะพิษยังทะลัก e-waste ในประเทศพุ่ง 4 แสนตัน