สถานการณ์พะยูนในไทยไม่ได้ดีขึ้น ปี 2568-2569 เสียชีวิต 25 ตัว ล่าสุดเมื่อ 24 ก.ค. ที่ผ่านมาพบซากถูกลักลอบตัดเขี้ยวทั้ง 2 ข้างหลังการเสียชีวิต
สถานการณ์ประชากรและการเสียชีวิตของ “พะยูน” ในประเทศไทยทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ดังนี้
1.สถิติพะยูนเสียชีวิต (ปี 2568 – 2569) ปี 2568: ตลอดทั้งปีพบพะยูนเสียชีวิตสะสมรวม 25 ตัว (อัตราการตายชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีพะยูนตายสูงถึง 48 ตัว ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์)
ปี 2569 (ม.ค. – ก.ค.) มีรายงานพะยูนเสียชีวิตและเกยตื้นต่อเนื่อง เช่น เมือนต้นเดือน ก.ค. ลูกพะยูนพลัดหลงเกยตื้นที่ระนอง, พะยูนเกยตื้นที่พังงา เดือน เม.ย. พบซากพะยูนโตเต็มวัย เพศผู้ ถูกมัดกับหินใต้น้ำและถูกตัดหัว บริเวณเกาะยาวน้อย จ.พังงา เดือน มิ.ย. 2569 พบซากพะยูนเพศเมีย โตเต็มวัย ลอยกลางทะเลบริเวณเกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ต่อมา 10 ก.ค.พบซากพะยูนเกยตื้นบริเวณชายหาดบ้านนอกนา ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และ 24 ก.ค. พบซากพะยูนเกยตื้นในพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ตรวจสอบพบถูกลักลอบตัดเขี้ยวทั้ง 2 ข้างหลังการเสียชีวิต
ทั้งนี้ พะยูนเป็นสัตว์ป่าสงวน และเป็นสัตว์ทะเลหายากที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศหญ้าทะเล การลักลอบตัดเขี้ยวหรือกระทำต่อซากพะยูน ถือเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย
สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตหลักของพะยูนคือ ภาวะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากวิกฤตหญ้าทะเลเสื่อมโทรมคิดเป็นกว่า 60% ของการตาย ปรากฏการณ์น้ำทะเลลดต่ำผิดปกติ ปริมาณตะกอนทับถม และอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้หญ้าทะเลตายไปมากกว่า 20,000 ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ตรัง ซึ่งเคยเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด ทำให้พะยูนผอมโซ ป่วย อ่อนแอ และต้องอพยพย้ายถิ่นหากิน
นอกจากนั้นมาจากการคุกคามของมนุษย์: คิดเป็นประมาณ 40% ทั้งการติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ เช่น อวน การถูกเรือชนหรือโดนใบพัดเรือ รวมไปถึงขยะทะเล และการถูกล่าเอาชิ้นส่วน
จากเดิมประเทศไทยเคยมีพะยูนสะสมอยู่ราว 240–280 ตัว (ช่วงปี 2565–2567) ผลการสำรวจโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องระบุว่า จำนวนรวมทั้งประเทศพะยูนลดลงมากกว่า 50% คาดว่าเหลือประชากรพะยูนในธรรมชาติราว 100 – 140 ตัว โดยฝั่งทะเลอันดามัน เป็นแหล่งอาศัยหลัก เช่น บริเวณ จ.ตรัง, กระบี่, พังงา, ภูเก็ต และระนอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมหนัก พะยูนส่วนใหญ่จึงต้องกระจายตัวอพยพขึ้นไปทางอันดามันตอนบนเพื่อหาอาหาร
ด้านฝั่งอ่าวไทย พบพะยูนเป็นกลุ่มประชากรขนาดเล็ก เช่น บริเวณ จ.ตราด, สุราษฎร์ธานี/เกาะพะงัน สภาพหญ้าทะเลยังได้รับผลกระทบน้อยกว่า ทำให้กลุ่มพะยูนในอ่าวไทยกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการอนุรักษ์ประชากรพะยูนของไทย
สถานการณ์เมื่อเทียบกับระดับโลก สหภาพสถิตินานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดให้พะยูนอยู่ในสถานะ สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable – VU) แต่ในประเทศไทย พะยูนถูกจัดอยู่ในกลุ่ม วิกฤตขั้นสูงต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered) และเป็นสัตว์ป่าสงวนตามกฎหมายไทย
ภาพรวมทั่วโลก ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีพะยูนมากที่สุดในโลกจำนวนหลายหมื่นตัว รองลงมาคือบริเวณทะเลแดงและอ่าวอาหรับ สำหรับในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก พะยูนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรง เช่น ในจีนถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้วตั้งแต่ปี 2565
เดิมทีฝั่งอันดามันของไทยเคยเป็น 1 ใน 6 แหล่งอาศัยสำคัญของพะยูนนอกประเทศออสเตรเลีย ที่มีประชากรพะยูนหนาแน่นมากกว่า 100 ตัว แต่จากการลดลงของประชากรอย่างกะทันหัน ทำให้ไทยและองค์กรอนุรักษ์ระดับโลก เช่น WWF และ World Animal Protection ต้องเร่งยกระดับมาตรการฟื้นฟูหญ้าทะเลและจัดตั้งเขตคุ้มครองความเร็วเรือแบบฉุกเฉินเพื่อป้องกันไม่ให้พะยูนในไทยเสี่ยงสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ