แม่น้ำป่าสักสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ภาคกลางต้องสั่นคลอนอีกครั้ง หลังพบการปล่อยน้ำสีดำฟองขาวฟูฟ่องลงสู่แม่น้ำ
“แม่น้ำป่าสัก” สายน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ภาคกลางต้องสั่นคลอนอีกครั้ง หลังชาวบ้านในพื้นที่สระบุรี บันทึกคลิปวิดีโอสะเทือนใจ เผยให้การปล่อยน้ำสีดำสนิทพร้อมฟองขาวขุ่นลอยฟูฟ่อง ทะลักออกจากท่อระบายน้ำทิ้งลงสู่แม่น้ำสายหลักอย่างรุนแรง
แน่นอนว่า เป็นสัญญาณวิกฤตสิ่งแวดล้อมซ้ำซากที่เสี่ยงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนนับแสนชีวิต ด้วยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวสระบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับกระทบจากการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความกระจ่างต่อความไม่รับผิดชอบของโรงงานอุตสาหกรรม
ฟ้องด้วยภาพคลิปวิดีโอจากชาวบ้าน
เหตุการณ์แม่น้ำป่าสักกลายเป็นสีดำสนิทและมีฟองขาวขุ่นลอยเต็มผิวน้ำในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ภาพจากคลิปวิดีโอที่ชาวบ้านในพื้นที่บันทึกไว้และถูกส่งต่อบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ได้แสดงให้เห็นลำน้ำสีดำคล้ำ มีลักษณะเหนียวขุ่น และมีฟองสีขาวหนาแน่นลอยปกคลุมผิวน้ำเป็นทางยาวลงสู่ลำน้ำป่าสักโดยตรง
มลพิษที่มองเห็นด้วยสายตาสะท้อนภาพแม่น้ำป่าสักจากสีน้ำตามธรรมชาติกลายเป็นสีดำสนิท ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งน้ำ ตลอดจนเกษตรกรและผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังที่ต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายนี้เป็นหลัก
ปัญหาการแอบปล่อยน้ำเสียหรือการรั่วไหลของสารเคมีลงสู่แม่น้ำป่าสัก ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เคยเปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินในคลองหนองน้ำเขียว คลองเกด คลองห้วยตะเข้ ห้วยแห้ง และประตูระบายน้ำคลองเพรียว จ.สระบุรี จากการเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2569 รวม 13 จุด
จากการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักและเปรียบเทียบกับมาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดินเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดินพบการปนเปื้อนโลหะหนักในตะกอนดินที่ “เกินค่ามาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดินเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน” ในระดับที่มีโอกาสเกิดผลกระทบสูงต่อประชากรสัตว์หน้าดิน เช่น ไส้เดือนน้ำ หนอนแดง ตัวอ่อนแมลงปอ ตัวอ่อนแมลงชีปะขาว เป็นต้น เนื่องจากเกินระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารอันตรายในตะกอนดินที่สัตว์หน้าดินสามารถอาศัยได้ โดยเฉพาะบริเวณท้ายกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและท้ายโรงงานรีไซเคิล
รายละเอียดการตรวจพบว่า หลายพื้นที่บริเวณช่วงต้นและตอนกลางของคลองหนองน้ำเขียว รวมถึงบางจุดในคลองห้วยตะเข้ มีการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ ตะกั่ว (Pb) ทองแดง (Cu) ปรอท (Total Hg) นิกเกิล (Ni) สารหนู (As) แคดเมียม (Cd) และสังกะสี (Zn) โดยเฉพาะบริเวณท้ายกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและท้ายโรงงานรีไซเคิล ซึ่งพบโลหะหนักหลายชนิดเกินมาตรฐานในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่มีผู้พบเห็นการปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำป่าสักล่าสุดนี้ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงมาตรการการควบคุมและกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม การบริหารจัดการน้ำเสียของชุมชน และการจัดการปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง
แม่น้ำป่าสักเส้นเลือดใหญ่แห่งภาคกลาง
เมื่อมองผ่านโครงสร้างทางภูมิศาสตร์และความสำคัญของ “แม่น้ำป่าสัก” ซึ่งมีต้นกำเนิดจากภูเขาสูงใน อ.ด่านซ้าย จ.เลย ไหลผ่าน จ.เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา รวมความยาวมากกว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งแม่น้ำป่าสักถือเป็น “เส้นเลือดหลัก” ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมในหลากหลายมิติ:
แหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา: แม่น้ำป่าสักเป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในพื้นที่สระบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงเป็นแหล่งน้ำสำรองที่ส่งผ่านระบบคลองชลประทานไปยังการประปานครหลวง (กปน.) เพื่อผลิตน้ำประปาเลี้ยงคนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หากแม่น้ำป่าสักปนเปื้อนสารเคมีหรือน้ำเสียเข้มข้น ความเสี่ยงจะตกอยู่กับระบบผลิตน้ำประปาที่อาจต้องหยุดการสูบน้ำดิบทันที ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนนับล้านคน
ภาคการเกษตรและการประมง: เกษตรกรริมฝั่งแม่น้ำใช้ประโยชน์จากน้ำในการทำนาข้าว พืชไร่ พืชสวน และการประมงพื้นบ้าน รวมไปถึงกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านหลายชุมชนในสระบุรี น้ำเสียที่มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำต่ำ และมีสารพิษปนเปื้อน จะทำให้สัตว์น้ำน็อกน้ำตายอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ: การไหลทะลักของน้ำเสียสีดำและฟองขาว ซึ่งมักมีส่วนผสมของสารซักฟอก สารเคมีอุตสาหกรรม หรืออินทรีย์วัตถุเข้มข้น จะทำให้ค่าออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว (Anoxic condition) ส่งผลทำลายห่วงโซ่อาหาร สิ่งมีชีวิตหน้าดิน และพืชน้ำในระบบนิเวศลำน้ำอย่างถาวรหากไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างทันท่วงที
ใครเป็นผู้รับผิดชอบมลพิษทางน้ำที่เกิดซ้ำซาก
เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำเสียทะลักลงสู่แม่น้ำสายหลัก คำถามสำคัญที่สังคมและชาวบ้านต้องการคำตอบคือ “ใครคือผู้มีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง?”
- กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: เป็นหน่วยงานหลักตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ตรวจสอบค่าสารเคมี โลหะหนัก ค่า BOD, COD, และค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและชี้เบาะแสประเภทของมวลสารปนเปื้อน โดยมีสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (ภาค) มีหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำในลุ่มน้ำป่าสักอย่างต่อเนื่อง
- สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม: หากผลการตรวจสอบพบว่า ท่อระบายน้ำเสียดังกล่าวเชื่อมโยงมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงงานนอกนิคม อุตสาหกรรมจังหวัดมีอำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2532 ในการเข้าตรวจค้น สั่งการให้ปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสีย หรือสั่งพักใช้ใบอนุญาต (สั่งปิดโรงงานชั่วคราว) ทันที รวมถึงดำเนินคดีอาญาต่อผู้ประกอบการที่ละเมิดกฎหมาย
- กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด และผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ มีอำนาจบูรณาการทุกหน่วยงาน สั่งการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. บรรเทาสาธารณภัย เพื่อระงับเหตุและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
เทศบาล / องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่เกิดเหตุ มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ในการดูแลเหตุรำคาญ ดูแลท่อระบายน้ำสาธารณะ และตรวจสอบสถานประกอบการขนาดเล็ก ร้านอาหาร หรือตลาด ในเขตรับผิดชอบ
การประมาสส่วนภูมิภาค (กปภ.): รับผิดชอบการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิบ บริเวณจุดสูบน้ำทำประปา หากพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ต้องมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำดื่มน้ำใช้ของประชาชน
- กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม: กำกับดูแลตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มีหน้าที่ป้องกันและดำเนินคดีกับผู้ที่ทิ้งสิ่งปฏิกูล สารเคมี หรือน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลองอันเป็นทางคมนาคมและแหล่งน้ำสาธารณะ
ดังนั้น เหตุการณ์แม่น้ำป่าสักกลายเป็นสีดำ กลิ่นฟุ้ง ฟองขาวขุ่นฟูฟ่อนใน จ.สระบุรีครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่าง “การพัฒนาอุตสาหกรรม” และ “การปกป้องสิ่งแวดล้อม” ที่สำคัญทำให้ประชาชนเกิดคำถามว่าหรือมีอำนาจทุนอยู่เหนือส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบทรัพยากรของประเทศ
ถ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนราชการและหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องการแก้ไขปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่แค่การลงพื้นที่ถ่ายภาพ ตรวจวัดค่าน้ำ แล้วปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปตามกาลเวลาและเกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก
ลำดับเหตุการณ์การปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำในสระบุรี
- ลำห้วยสาขา “ห้วยตะเข้ (คลองตะเข้) – อ่างเก็บน้ำคลองเพรียว” (อ.เมืองสระบุรี) เส้นทางนี้ถือเป็น “เส้นทางสายมลพิษหลัก” ที่ลำเลียงน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการลงสู่แม่น้ำป่าสัก: พ.ค. – มิ.ย. 2569 เกิดวิกฤตน้ำเสียสีดำ มีกลิ่นเหม็นฉุนเคมีรุนแรง ไหลผ่านคลองเกด คลองหนองน้ำเขียว และห้วยตะเข้ (ต.ปากข้าวสาร อ.เมือง) ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำคลองเพรียว
กระทั่งกรมควบคุมมลพิษ และจังหวัดสระบุรีต้องสั่งปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินเพื่อกั้นไม่ให้น้ำเสียไหลลงแม่น้ำป่าสัก และป้องกันกระทบจุดสูบน้ำดิบทำน้ำประปา พร้อมเข้าตรวจปูพรมโรงงาน/สถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง 9 แห่งต.ค. 2567 ชาวบ้าน ต.หนองปลาไหล และ ต.กุดนกเปล้า รวมตัวยื่นหนังสือร้องเรียนผู้ว่าฯ หลังพบน้ำเสียสีดำกลิ่นเหม็นเน่าไหลออกจากสถานประกอบการ ลงสู่แก้มลิง ไหลต่อเข้าคลองพวง ห้วยจระเข้ อ่างเก็บน้ำคลองเพรียว และระบายลงสู่แม่น้ำป่าสัก ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและแหล่งน้ำเกษตรกรรม
- พื้นที่ อ.แก่งคอย (ต.บ้านป่า และเขตอุตสาหกรรมแก่งคอย) เป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก และอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำป่าสักช่วงไหลผ่าน จ.สระบุรี โดยเมื่อเดือน ก.ค. 2569) พลเมืองดีบันทึกภาพและคลิปวิดีโอพบท่อระบายน้ำขนาดใหญ่แอบปล่อยน้ำเสียสีดำเป็นฟองกลิ่นเหม็นลงสู่แม่น้ำป่าสักโดยตรงในเขต อ.แก่งคอย ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานเข้าตรวจสอบดำเนินคดี
ก่อนหน้านั้นในเดือน มี.ค. – เม.ย. 2558 เหตุการณ์น้ำเสียเน่าสีดำปริมาณมหาศาลทะลักลงแม่น้ำป่าสัก เริ่มต้นจาก ต.บ้านป่า อ.แก่งคอย มวลน้ำเน่ามืดดำทำให้ค่าออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปลากระชังและสัตว์น้ำธรรมชาติใน อ.แก่งคอย ต่อเนื่องไปจนถึง อ.เสาไห้ ตายเกลื่อนกว่า 200 ตัน มูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท
- พื้นที่ อ.เสาไห้ (ต.เสาไห้, ต.ต้นตาล, ต.พระยด) พื้นที่ปลายน้ำป่าสักใน จ.สระบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงปลากระชัง (ปลาทับทิม) ขนาดใหญ่ โดยเกิดช่วงเดือน พ.ย. 2567 และเหตุการณ์ซ้ำซาก กลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชัง ต.เสาไห้ ได้รับความเดือดร้อนหนักจากมวลน้ำเสียที่ลอยมาจากตอนเหนือ ทำให้น้ำเน่าเสีย ปลาในกระชังช็อกน้ำตายยกกระชังนับสิบๆ กระชัง
เครดิตภาพ: อรอนงค์ เหาะเหิน