สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นศาลแพ่งฟ้องเฟซบุ๊ก 8 มิ.ย. นี้ หลังจากมีผู้ร้องเรียนถูกหลอกลวงมากถึง 51,783 เรื่อง 4 เดือนโกงออนไลน์เสียหาย 7,480 ล้าน
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค แถลงว่า ในวันที่ 8 มิ.ย. 2569 สภาผู้บริโภคจะเข้ายื่นฟ้องเฟซบุ๊กที่ศาลแพ่งรัชดา ซึ่งจะเป็นคดีครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อให้เฟซบุ๊กรับผิดชอบต่อผู้บริโภคคนไทย เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีองค์กรไหนรับผิดชอบ
ทั้งนี้ ในปี 2567 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค พบว่าเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่มีการร้องเรียนมากที่สุด 3,793 เรื่อง จากทั้งหมด 6,164 เรื่อง เช่น ได้ของไม่ตรงปก ได้ของที่ชำรุด ซึ่งการหลอกลวงทั้งหลายช่วยเหลือไม่ได้เลยหรือมีการฉ้อโกงหลอกลวง ไม่ได้รับสินค้า เช่น หลอกลวงลงทุน
ในขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. ถึง 30 เม.ย. 2569 พบว่า ภัยไซเบอร์ 4 เดือนมีการแจ้งความ 121,921 คดี ความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท เฉลี่ยวันละ 1,016 คน หรือวันละ 62 ล้านบาท แบ่งเป็นคดีหลอกขายของออนไลน์ 85,215 คดี เสียหายเฉลี่ย 15,727 บาทต่อคดี โดยที่เฟซบุ๊กเป็นแชมป์หลอกคนไทยมากถึง 51,783 เรื่อง
แชมป์มูลค่าความเสียหายสูงสุดหลอกลงทุน 6,642 คดี เสียหาย 5997.7 ล้านบาท เฉลี่ย 166,449 บาทต่อคดี ภัยใหม่ที่เสียหายต่อเคสสูงสุดคือการรีดไถข้อมูล เสียหาย 211,686 บาท จำนวน 673 คดี รวมแล้ว ความเสียหายจากแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่มีการเยียวยาใดๆ
น.ส.สารี กล่าวอีกว่า 8 เหตุผล ที่สภาผู้บริโภคฟ้องเฟซบุ๊ก ประกอบด้วย 1.เลื่อนฟีดเจอแต่มิจฉาชีพ โฆษณาหลอกลงทุนแอบอ้างดาราและคนดังขายของไม่ปลอดภัยไม่มีมาตรฐานและมีพนันออนไลน์ปะปนอยู่เต็มไปหมด 2.ตลาดออนไลน์หรือตลาดมืด เจอแต่ของผิดกฎหมาย ยาและอาหารเสริมไม่ผ่าน อย.ไปจนถึงสินค้าอันตราย เช่น ปลั๊กพ่วง ไดร์เป่าผม พาวเวอร์แบงค์ และอาวุธ
3.อัลกอริธึมรู้ใจมิจฉาชีพ ระบบจับคลื่นของผู้ใช้แล้วป้อนหลอกลวงซ้ำๆ เหยื่อหลงเชื่อจนสูญเงินหมดตัว เครียด ซึมเศร้า บางรายถึงขั้นชีวิตตัวเอง 4.ได้กำไรจากความเดือดร้อนของคน-รับเงินค่าโฆษณาจากมิจฉาชีพโดยไม่ตรวจสอบ เท่ากับแพลตฟอร์มได้ประโยชน์จากเงินที่หลอกประชาชน
5.ปลอมตัวเป็นใครก็ได้ตามจับไม่ได้ เปิดบัญชีปลอมสวมรอยแบรนด์ดังได้ง่าย ไม่มีการตรวจสอบตัวตนพอ โดนโกงเข้าหาตัวคนร้ายไม่เจอ
6.เลี่ยงกฎหมายไทยไม่ยอมจ่ายภาษี อ้างว่าเป็นแค่ตัวกลางไม่รับผิดชอบความเสียหายทั้งที่เปิดให้ซื้อขายเต็มรูปแบบ แถมยังโอนรายได้ไปเสียภาษีต่างประเทศทำให้ไทยเสียรายได้
7.ไม่มีระบบคุ้มครองและชดเชยผู้ซื้อ ไม่มีระบบพักเงินไว้จนได้รับของจริง พอถูกโกงคนร้ายปิดบัญชีนี้ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ ต่างจากอีคอมเมิร์ซที่ไม่ได้ของก็ขอเงินคืนได้หรือขอเปลี่ยนสินค้าได้
8.สองมาตรฐาน เข้มกับต่างประเทศ แต่ปล่อยปละละเลยในไทย ในสหรัฐ ยุโรป ออสเตรเลีย ยอมทำตามกฎอย่างเข้มงวด แต่ในไทยและอาเซียนกลับไม่ทำเหมือนเลือกปฏิบัติและไม่สนใจความปลอดภัยของคนไทย หรือไม่มีกฎหมายป้องกันสแกมเมอร์ ทั่งที่ในไทยมีผู้ใช้มากถึง 51 ล้านบัญชี มีรายได้จากคนไทยเป็นอันดับ 10 ของโลก วงเงินหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐก็ไม่เก็บภาษี
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ในปี 2567 สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึง Meta เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2567 เพื่อยื่นข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ให้ Meta แก้ปัญหาฉ้อโกงและมิจฉาชีพบนเฟซบุ๊ก ต่อมาเมื่อที่ 16 ม.ค. 2568 ได้ติดตามเรื่องอีกครั้งโดยทำหนังสือถึงนายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ต่อมาวันที่ 4 ก.พ. 2568 ผู้ประสานงานของ Meta ในประเทศไทยมีหนังสือชี้แจงกลับมา
ข้อเสนอ 4 ข้อ ประกอบด้วย 1) ให้เฟซบุ๊กกำหนดนโยบายห้ามซื้อขายสินค้าผ่านหน้าเพจหรือโพสต์โดยตรง เสนอให้ธุรกรรมทั้งหมดต้องทำผ่านระบบอีมาร์เก็ตเพลสที่จดทะเบียนผู้ค้า 100% เท่านั้น 2) เร่งรัดระบบจัดการเรื่องร้องเรียนและการเยียวยารวมถึงจัดให้มีระบบเฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบคัดกรองและปิดกั้นบัญชีที่ผิดกฎหมายในไทย
3) จัดตั้งนิติบุคคลขึ้นในประเทศไทยเพื่อให้การดำเนินธุรกิจในไทยเป็นตามการกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน 4) จดทะเบียนเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของไทยอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม เนื้อความตอบกลับจาก Meta ในประเทศไทยมีดังต่อไปนี้
1) Meta ชี้แจงว่าเฟซบุ๊กเป็น Discover แพลตฟอร์มที่เน้นให้ผู้ใช้ค้นหาผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้จัดให้มีการทำธุรกรรมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการการเงินบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าเพจ โพสต์ทั่วไป หรือเฟซบุ๊กมาเก็ตเพลส 2) Meta ระบุว่าได้ลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐด้านทีมงานและเทคโนโลยีความปลอดภัยตั้งแต่ปี 2016 ใช้แนวทาง 4 ข้อ คือ 1.กำหนดนโยบายห้ามการฉ้อโกง 2.บังคับใช้ทั้งในและนอกแพลตฟอร์ม 3.มีเครื่องมือให้ผู้ใช้บล็อกและรายงานซึ่งทุกอย่างบน Facebook และ Instagram สามารถกดรายงานได้และ 4.สร้างความร่วมมือและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค
3) แม้จะไม่ได้ระบุถึงการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่เพื่อดำเนินธุรกิจทั่วไป แต่ Meta ได้แต่งตั้ง Tilleke & Gibbins Digital Solutions Co., Ltd เป็น Local Point of Contact ในประเทศไทยเพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องตามกฏหมาย PDPA และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล
4) Meta ยืนยันว่ามีสถานะเป็น Data Controller ตามคำนิยามในกฎหมาย PDPA และได้แต่งตั้งผู้ติดต่อในท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามกฏหมายดังกล่าวแล้ว
น.ส.สารี กล่าวว่า หลังไทยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนในประเทศ เฟซบุ๊กก็มาจดทะเบียนในประเทศไทยเป็น Global Social Network ไม่ได้จดเป็นอีคอมเมิร์ซ แต่เฟซบุ๊กก็ขายของ จึงอยากให้เฟซบุ๊กมาจดทะเบียนเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม ขณะที่บริษัทที่มาจดทะเบียนในไทยก็ทำงานเป็นแค่ผู้ประสานงาน
อย่างไรก็ตาม สภาองค์กรผู้ผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงภาครัฐเพื่อผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากที่สุดคือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ข้อเสนอ ได้แก่ ปรับปรุงประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์
ทั้งนี้ ภายใต้พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปี 2566 โดยให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต้องไม่ให้มีธุรกรรมการซื้อขายและการโฆษณาขายของบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หรืออนุญาตให้มีการลงโฆษณาหรือนำเสนอสินค้าหรือโพสต์ที่มีลักษณะเป็นธุรกรรมซื้อขาย หากบัญชีนั้นไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ตัวตนและจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานตามหลักเกณฑ์อย่างครบถ้วน
ประเด็นต่อมาแพลตฟอร์มต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำการโฆษณาให้แสดงตนสำหรับบุคคลธรรมดาหรือหลักฐานแสดงความเป็นนิติบุคคลที่เป็นปัจจุบันสามข้อสอบเป็นการบังคับผู้ขายข้อสามจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้บริโภคเป็นการจัดเก็บค่าทำเนียมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ากองกลางเพื่อช่วยเหลือประชาชนส่งเสริมให้มีกระบวนการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนร่วมบูรณาการออกแบบกลไกตรวจสอบและคัดกรองผู้เสียหายตัวจริงและสมควรได้รับการช่วยเหลือ
นอกจากนั้นสภาผู้บริโภคได้เสนอกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และ ETDA เรื่องการกำกับและควบคุมโซเชียลมีเดียที่จำหน่ายสินค้าและบริการ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2567 โดยได้เสนอแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ต่อกระทรวงดีอีหลังพบปัญหามิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการซื้อออนไลน์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรม
เมื่อวันวันที่ 3 เม.ย. 2567 ส่งหนังสือถึง ETDA ขอให้มีมาตรการให้เฟซบุ๊กขึ้นทะเบียนผู้ขายเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพรสรายอื่นในไทย เพื่อลดปัญหามิจฉาชีพหลอกลวงผู้บริโภค วันที่ 13 ม.ค. 2568 เสนอความเห็นต่อร่างพ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับ ETDA ต่อร่างกฎหมายดังกล่าว
วันที่ 18 ธ.ค. 2568 เสนอมาตรการ ETDA ให้ยืนยันตัวตนคนขาย แก้ปัญหาการขายสินค้าและบริการออนไลน์ที่หลอกลวงและไม่รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหาและเสนอให้ คธอ.ออกประกาศกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ วันที่ 9 ก.พ. 2569 เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างประกาศ คธอ.เรื่องมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์
ซึ่งก่อนนั้นสภาผู้บริโภคก็เคยดำเนินการให้มีการซื้อขายออนไลน์ที่เปิดก่อนจ่ายหรือเปิดดูสินค้าก่อนได้และเป็นการจ่ายเงินปลายทาง
ด้าน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มอันดับต้นๆ ของประเทศไทยที่ได้รับความนิยมแต่กลายเป็นแหล่งรวมมิจฉาชีพระดับต้นๆ ของประเทศเช่นกัน ซึ่งจะต้องหน่วยงานกำกับดูแล คอยปกป้องคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดเกิดเพราะโง่ที่ไปถูกหลอกเอง
“กลายเป็นว่าคนที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นคนที่ถูกลอยแพ ไม่มีใครสนใจ อยากโดนหลอกก็โดนไปและเฟซบุ๊กก็กลายเป็นแหล่งโฆษณาใหญ่มากเปิดปุ๊บก็เจอโฆษณามากมาย ซึ่งไม่มีใครบอกได้เลยว่าสินค้าที่โฆษณานั้นคุณภาพเช่นไร ใครจะคิดว่าแพลตฟอร์มระดับโลกจะปล่อยให้มีการหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่เป็นเวลายาวนานเป็นสิบๆ ปีโดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาปกป้องคุ้มครองต่อผู้บริโภคเลย” น.ส.บุญยืน ระบุ
นอกจากนี้ เหยื่อที่ถูกหลอกไม่ว่าเป็นผู้ประกอบอาชีพใดก็ถูกหลอกได้ทั้งนั้น ไม่ว่าแพทย์ ข้าราชการ ผู้สูงอายุ และนักธุรกิจ ไม่ใช่คนไม่เท่าทันไม่ใช่ประมาท แต่ถูกหลอกเพราะความไว้วางใจที่มีต่อแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่ทุก ดังนั้นไม่มีชนชั้นไหนที่ไม่ถูกหลอกในเฟซบุ๊ก พร้อมหลอกได้ทุกคนทุกเมื่อไม่ว่าคนโง่หรือคนฉลาดไม่เกี่ยว
ดังนั้นสภาผู้บริโภคในฐานะตัวแทนของผู้บริโภคจะออกมาขับเคลื่อนเพราะไม่มีหน่วยงานไหนทำเรื่องนี้ โดยจะยื่นฟ้องเฟซบุ๊กในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ซึ่งจะเป็นคดีแรกของประเทศไทยฐานะเป็นแพลตฟอร์มที่มีการหลอกลวงผู้บริโภค