การประชุมสุดยอดความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก 2026 ณ เมืองคุมาโมโตะ ได้ประกาศปฏิญญาคุมาโมโตะ เปลี่ยนเศรษฐกิจสู่ Nature-Positive ก่อนปี 2030
การประชุมระดับโลก “Global Nature Positive Summit 2026” ณ เมืองคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 14–16 ก.ค. 2026 ที่ผ่านมา ณ เมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto) ประเทศญี่ปุ่น นานาชาติได้ร่วมลงนามและประกาศ “ปฏิญญาคุมาโมโตะ” เพื่อเปลี่ยนผ่านโลกสู่ระบบเศรษฐกิจแบบ Nature-Positive ก่อนเส้นตายปี 2030
การประชุมสุดยอดความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก ครั้งที่ 2 หรือ “Global Nature Positive Summit 2026″ จัดโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ Nature Positive Initiative, คณะกรรมการ IUCN ประเทศญี่ปุ่น, ICLEI Japan และเทศบาลเมืองคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นการประชุมที่สานต่อความสำเร็จจากการประชุมครั้งแรก ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี 2024 โดยครั้งนี้มีผู้แทนจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 2,700 คน ครอบคลุมทั้งผู้นำระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารสถาบันการเงินข้ามชาติ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Fortune 500 นักวิจัย องค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) ตลอดจนผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เป้าหมายของการประชุมครั้งนี้คือ การเร่งขับเคลื่อนกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) ที่ 196 ประเทศได้ร่วมกันลงนามไว้ในปี 2022 เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญ นั่นคือ “หยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียธรรมชาติให้กลับคืนสู่ทิศทางบวก” (Halt and Reverse Nature Loss) หรือ Nature Positive ภายในปี 2030
การเลือกเมืองคุมาโมโตะเป็นสถานที่จัดงาน มีความหมายเชิงสัญลักษณ์และบทเรียนเชิงพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ด้วยเมืองคุมาโมโตะขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งน้ำและธรรมชาติ” โดยตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟอาโสะ (Aso) และอุทยานแห่งชาติอาโสะ-คุจู (Aso-Kuju National Park)
ความโดดเด่นของคุมาโมโตะคือระบบการจัดการน้ำใต้ดินที่เป็นเลิศ โดยประชาชนกว่า 700,000 คนในเขตเมืองใช้น้ำบริโภคที่มาจากน้ำใต้ดินธรรมชาติ 100% ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการระบบนิเวศป่าไม้ แหล่งเติมน้ำใต้ดิน และพื้นที่เกษตรกรรมอย่างบูรณาการ อย่างที่นายกเทศมนตรีเมืองคุมาโมโตะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น ได้กล่าวต้อนรับว่า คุมาโมโตะคือต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์ เศรษฐกิจ และธรรมชาติอย่างแท้จริง
ไฮไลต์และสาระสำคัญในการประชุม
ตลอดระยะเวลา 3 วัน ที่ประชุมมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยง “ภาคธุรกิจ (Business)”, “ภาคการเงิน (Finance)” และ “นวัตกรรมเทคโนโลยี (Nature Tech)” เข้าด้วยกัน ดังนี้
- ภาคเอกชนและสถาบันการเงินเข้าร่วมสูงเป็นประวัติการณ์
การประชุม Global Nature Positive Summit 2026 ครั้งนี้มีสัดส่วนจากภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้จัดการกองทุนเข้าร่วมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่า ภาคเอกชนเลิกมองเรื่องธรรมชาติเป็นเพียง CSR แต่เริ่มมองเป็น ความเสี่ยงทางธุรกิจเชิงระบบ (Material Risk) และ โอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Opportunity)
ญี่ปุ่นในฐานะเจ้าภาพ ได้เปิดเผยตัวเลขว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีบริษัทที่เข้าร่วมประกาศรับแนวทาง TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) หรือกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
- การสร้างมาตรฐานตัววัดธรรมชาติ (State of Nature Metrics & Standardized Frameworks)
ประเด็นถกเถียงหลักในภาคการเงินคือ “เราจะวัดคำว่า Nature Positive อย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกับคาร์บอน (Carbon Metrics)?”
ในเซสชันหลัก (Plenary Panel) บรรดาผู้นำความคิดด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น โจ มิลเลอร์ (Joe Miller) จาก GBIF และผู้แทนจากสถาบันวิจัยชั้นนำ ได้หารือถึงกรอบการทำงานที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2026 นั่นคือ “State of Nature Metrics Framework” ซึ่งจะช่วยให้องค์กรธุรกิจมีกรอบการดำเนินงาน ดังนี้
- ประเมินผลกระทบและการพึ่งพาธรรมชาติ (Impacts and Dependencies) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- กำหนดเป้าหมายเชิงวิทยาศาสตร์ (Science-Based Targets for Nature: SBTN)
- นำเสนอข้อมูลให้แก่นักลงทุนเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance / Biodiversity Credits)
- เทคโนโลยีธรรมชาติ (Nature Tech) และทางออกเชิงนวัตกรรม
คำว่า “Nature Tech” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นธีมหลักในหลายเวทีย่อย ครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ อาทิ
- eDNA (Environmental DNA): การตรวจวัดสารพันธุกรรมในแหล่งน้ำเพื่อประเมินความหลากหลายทางชีวภาพโดยไม่ต้องจับสัตว์
- Satellite Remote Sensing & AI: การใช้ดาวเทียมร่วมกับระบบ AI ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า การบุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ และสุขภาพของระบบนิเวศแบบ Real-time
- Nature-Based Solutions (NbS): การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุทกภัย
- การขับเคลื่อน OECMs และแนวคิดสาทอยามา (Satoyama Initiative)
อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญคือการขยายพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตป่าอนุรักษ์เดิม หรือ OECMs (Other Effective Area-based Conservation Measures) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 30×30 (คุ้มครองพื้นที่บกและทะเลให้ได้ 30% ภายในปี 2030)
มหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-IAS) ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งญี่ปุ่น (NACS-J) ได้จัดเวทีเสวนาเสนอแบบจำลองความร่วมมือ 3 ฝ่าย (Tripartite Collaboration) ระหว่าง ภาคเอกชน-ท้องถิ่น-NGOs โดยถอดบทเรียนจากแนวคิด สาทอยามา (Satoyama) หรือภูมิปัญญาการจัดการภูมิทัศน์ธรรมชาติที่มนุษย์กับธรรมชาติต่างพึ่งพาอาศัยกัน เช่น การอนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิม การทำนาข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดการป่าชุมชน
การประกาศปฏิญญาคุมาโมโตะ
ในวันสุดท้ายของการประชุม (16 ก.ค. 2026) ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรองและประกาศ “ปฏิญญาคุมาโมโตะ” (Kumamoto Declaration) ซึ่งถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ทางการเมืองและเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมที่จะส่งต่อไปยังการประชุม UN CBD COP17 ณ ประเทศอาร์เมเนีย และ UNCCD COP17 ณ ประเทศมองโกเลีย ในช่วงปลายปี 2026
สาระสำคัญ 4 ประการของ ปฏิญญาคุมาโมโตะ ประกอบด้วย ดังนี้
|
เสาหลักปฏิญญาคุมาโมโตะ |
สาระสำคัญและการนำไปปฏิบัติ |
|
1. Standardized & Practical Metrics |
เรียกร้องให้รัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันการเงิน เร่งตกลงใช้เกณฑ์วัดและระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ เพื่อวัดผลกระทบและความเสี่ยงทางธรรมชาติ |
|
2. Financial Mobilization |
ผลักดันให้สถาบันการเงินรวมปัจจัยด้านธรรมชาติเข้าไปในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อและการลงทุน พร้อมทั้งเร่งสร้างนวัตกรรมทางการเงิน เช่น Biodiversity Bonds, Blended Finance และตลาดเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ |
|
3. Whole-of-Society Approach |
ส่งเสริมความร่วมมือข้ามภาคส่วน โดยให้เทศบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Governments) เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ร่วมกับภาคธุรกิจ และชนพื้นเมือง/ชุมชนท้องถิ่น |
|
4. Transition Planning & Transparency |
สนับสนุนให้บริษัทเอกชนจัดทำ “แผนการเปลี่ยนผ่านสู่ Nature Positive” (Nature Transition Plans) และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสตามแนวทาง TNFD ภายในปี 2030 |
นัยสำคัญต่อภาคธุรกิจและประเทศไทย
ผลจากการประชุม Global Nature Positive Summit 2026 ณ เมืองคุมาโมโตะ ส่งสัญญาณเตือนและโอกาสที่ชัดเจนมายังภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ดังนี้
- กติกาการค้าโลกใหม่ (Green Trade Barrier): ในอนาคตอันใกล้ คู่ค้าในยุโรปและญี่ปุ่นจะไม่ได้ตรวจวัดแค่ Carbon Footprint แต่จะขยายไปยัง Nature Footprint การส่งออกสินค้าเกษตร สิ่งทอ และอาหารจากไทยจะต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับการทำลายป่าหรือลดทอนความหลากหลายทางชีวภาพ
- บทบาทของภาคการเงินไทย: ธนาคารพาณิชย์และนักลงทุนสถาบันในไทยจะต้องเริ่มนำกรอบ TNFD และหลักการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Taxonomy) มาใช้ในการปล่อยสินเชื่อธุรกิจ
- โอกาสของ Nature-based Solutions ในไทย: ประเทศไทยซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค มีโอกาสมหาศาลในการพัฒนาโครงการ OECMs การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการพัฒนาโครงการ Biodiversity Credit ที่มีมาตรฐานรองรับระดับสากล
ถนนทุกสายมุ่งสู่ปี 2030
การประชุม Global Nature Positive Summit 2026 ณ เมืองคุมาโมโตะ เป็น “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ที่ยืนยันว่า วาระการอนุรักษ์ธรรมชาติได้หลอมรวมเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างสมบูรณ์
ด้วยเวลาที่เหลืออีกเพียงไม่กี่ปีจะถึงเส้นตายปี 2030 สารจากคุมาโมโตะถึงคนทั้งโลกจึงชัดเจนอย่างยิ่ง: “ความยั่งยืนของธรรมชาติ คือความยั่งยืนของเศรษฐกิจ และไม่มีธุรกิจใดสามารถเติบโตได้บนโลกที่ระบบนิเวศล่มสลาย”
อ้างอิง:
- “Record private sector participation in Global Nature Positive Summit & The Kumamoto Declaration”, (July 2026). Nature Positive Initiative (Official Press Release)
- “GLOBAL NATURE POSITIVE SUMMIT 2026 – Program & Speakers Overview”, Kumamoto, Japan, (July 2026). Nikkei BP Event Secretariat: ICLEI – Local
- “The Second Global Nature Positive Summit 2026 Held in Japan”, (July 2026). Governments for Sustainability Japan
- “Global Nature Positive Summit 2026 Event Briefing & Keynote Sessions”, (July 2026). Global Biodiversity Information Facility (GBIF)
- “Implementing Nature Positive through Landscape Approaches: Side Event Report at GNPS 2026”, (July 2026). United Nations University Institute for the Advanced Study of Sustainability (UNU-IAS)
- “2026 Global Nature Positive Summit Event Details & Governance Roadmap”, (July 2026). Alliance for Water Stewardship (A4WS)