วิกฤตผืนป่า ‘ไข่มุกอันดามัน’ สงครามแย่งชิงที่ดินรัฐบนเกาะภูเก็ต

“ภูเก็ต” หรือ “ไข่มุกอันดามัน” นอกจากเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกแล้ว ในอีกด้านกำลังเกิดการแย่งชิงที่ดินของรัฐอย่างรุนแรง

“ภูเก็ต” หรือที่ทั่วโลกขนานนามว่า ‘ไข่มุกอันดามัน’ ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกเท่านั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ดินแดนแห่งนี้กำลังเผชิญกับ “สงครามเงียบ” ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ นั่นคือการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นตามมูลค่าที่ดินที่พุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดด

ภาพรวมผืนป่าเกาะภูเก็ต

เกาะภูเก็ตที่มีพื้นที่ขนาดประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ป่าไม้สำคัญที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ แบ่งออกเป็น เขตป่าสงวนแห่งชาติหลัก ๆ ทั้งสิ้น 8 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่สำคัญใน 3 อำเภอ ดังนี้

  1. ป่าเทือกเขานาคเกิด (อ.เมือง และ อ.ถลาง) – พื้นที่ยุทธศาสตร์วิวทะเลที่มักเกิดข้อพิพาทบ่อยที่สุด
  2. ป่าเขารัง (อ.เมือง)
  3. ป่าเทือกเขาโต๊ะแซะ (อ.เมือง)
  4. ป่าเขาควนหว้า (อ.เมือง)
  5. ป่าเทือกเขากมลา (อ.กะทู้)
  6. ป่าเทือกเขาป่าตอง (อ.กะทู้)
  7. ป่าเขาท่าฉัตรไชย (อ.ถลาง)
  8. ป่าเทือกเขาพระแทว (อ.ถลาง) – พื้นที่ป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ที่สุดของเกาะ

นอกจากนี้ยังมี อุทยานแห่งชาติสิรินาถ และพื้นที่ป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มทุนและผู้บุกรุกเนื่องจากทำเลที่ตั้งส่วนใหญ่สามารถพัฒนาเป็นจุดชมวิว รีสอร์ตหรู หรือสถานประกอบการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่ามหาศาลได้

สถิติคดีบุกรุกที่ดินรัฐในภูเก็ต

จากการบูรณาการข้อมูลของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับฝ่ายปกครองและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สามารถสรุปสถานการณ์ทางคดีในภาพรวมของทั้งภูเก็ตได้ ดังนี้

  • คดีที่เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีแล้ว: มีมากกว่า 400 คดี (สะสมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา) โดยส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
  • คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว: ประมาณ 60% ของคดีทั้งหมด ซึ่งผู้อยู่ต้องโทษมีทั้งกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ และกลุ่มนอมินีที่รับงานจากกลุ่มทุน
  • พื้นที่พิพาทที่ยังคงอยู่ในกระบวนการ (คดีค้างเก่าและพื้นที่เฝ้าระวัง): คาดว่ามีพื้นที่ข้อพิพาทที่ยังคงยืดเยื้อในชั้นศาล ชั้นอุทธรณ์ หรืออยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์/ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ (เช่น ส.ค.1 หรือ น.ส.3 ก. ที่อาจออกโดยมิชอบ) อีกกว่า 120-150 กรณี ทั่วจังหวัด โดยจุดฮอตสปอตสำคัญจะกระจุกตัวอยู่ในบริเวณป่าเทือกเขานาคเกิดและป่าเทือกเขากมลา

สถานการณ์ 2569: ทส. ลุยไฟปราบกลุ่มทุน ‘หาดนุ้ย-เทือกเขานาคเกิด’

ล่าสุดในเดือน ก.ค. 2569 สงครามทวงคืนผืนป่าภูเก็ตได้ขยับขั้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ภูเก็ตเพื่อตรวจสอบและปราบปรามกลุ่มทุนและมาเฟียที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดฟรีด้อม และหาดบางเทา ขณะเดียวกันต่อมา สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก็ได้สั่งการเดินหน้าจัดระเบียบและปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาลอย่างเด็ดขาด โดยโฟกัสไปที่กลุ่มทุนใหญ่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

  1. ปิดฉากมหากาพย์บุกรุก “หาดนุ้ย” สั่งรื้อ 39 รายการ

ความคืบหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 รมว.ทส. ได้พิจารณาและมีคำวินิจฉัย “ยกคำร้องอุทธรณ์” ของกลุ่มทุนที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเทือกเขานาคเกิด บริเวณหาดนุ้ย หมู่ที่ 2 ซอยแหลมมุมนอก ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต พร้อมสั่งการให้ดำเนินการย้ายออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด

เบื้องหลังทางกฎหมาย: ก่อนหน้านี้ นิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 (คำสั่งที่ 2/2569 ลงวันที่ 18 มิ.ย. 2569) สั่งให้ผู้ครอบครองที่ดินโดยมิชอบออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวม 39 รายการ ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 แต่ทางผู้ครอบครองได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ซึ่งผลการพิจารณาล่าสุดจากทั้งอธิบดีกรมป่าไม้และ รมว.ทส. เห็นพ้องว่าอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น จึงนำมาสู่การยกอุทธรณ์ในที่สุด

เจ้าหน้าที่สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองภูเก็ต และ สภ.กะรน ได้นำผลคำวินิจฉัยนี้ไปแจ้งแก่ผู้ครอบครองในพื้นที่ โดยมีนายเอกลักษณ์ (บริวารของผู้ครอบครอง) เป็นผู้รับมอบหนังสือ ทั้งนี้ กฎหมายยังเปิดช่องให้ผู้ครอบครองสามารถยื่นฟ้องโต้แย้งคำวินิจฉัยนี้ต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน

  1. จับสดคาหนังคาเขา: รุกป่านาคเกิดซอยควนโตน

นอกจากกรณีหาดนุ้ยแล้ว ในพื้นที่ป่าเทือกเขานาคเกิด บริเวณหมู่ 2 ซอยควนโตน ต.กะรน เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมผู้กระทำความผิดแบบคาหนังคาเขาในขณะกำลังก่อสร้างอาคารโครงเหล็ก หลังคาเมทัลชีท ฝาเฌอร่า

  • ผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ: 3 ราย ได้แก่ ธวัชชัย แพทย์ขิม, อนุวัต สวัสดี และ มาโนช ทองถมยา
  • ผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของ: ทัพพสาร พรรณมณี ได้แสดงตัวเป็นนายจ้างและเจ้าของพื้นที่ โดยยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมายใดๆ
  • ความเสียหาย: จากการตรวจสอบพบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติถูกแผ้วถางและบุกรุกรวม 1 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา

เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดของกลางประกอบด้วย เครื่องเจียตัดเหล็ก สว่านเจาะปูน เครื่องเชื่อม และเครื่องเลื่อยยนต์ พร้อมส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.กะรน ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ในข้อหายึดถือครอบครอง แผ้วถาง และทำประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังสั่งการให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (สาขากระบี่) ประเมินมูลค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเพื่อฟ้องแพ่ง และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งรื้อถอนอาคารดังกล่าวต่อไป

ก้าวต่อไปในการพิทักษ์ป่าภูเก็ต

การจัดการกับพื้นที่พิพาทในภูเก็ตไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่มีมูลค่าซื้อขายสูงถึงไร่ละหลายสิบล้านบาท ทำให้กลุ่มทุนมักใช้เทคนิคทางกฎหมาย ยื้อกระบวนการตรวจสอบ หรือใช้ช่องโหว่ในการออกเอกสารสิทธิ์สวมสิทธิ์ป่าไม้

อย่างไรก็ตาม นโยบายเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม โดยเน้นย้ำว่า “พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง จะต้องบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้น” เพื่อส่งสัญญาณไปยังกลุ่มทุนอื่นๆ ว่า ผืนป่าอันดามันไม่ใช่พื้นที่ทำเงินของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของชาติที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างยั่งยืน

เบื้องหลังอิทธิพลยึดเกาะภูเก็ต

เมื่อเจาะลึกไปถึงโครงสร้างและผู้อยู่เบื้องหลัง มหากาพย์การบุกรุกผืนป่าและที่ดินของรัฐในภูเก็ตไม่ได้เกิดจากชาวบ้านธรรมดาแผ้วถางเพื่อทำกิน แต่มีลักษณะเป็น “เครือข่ายผลประโยชน์ร่วม” ระหว่างผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น กลุ่มทุน และกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวในคราบของ “นอมินี” (Nominee) อย่างชัดเจน

หน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จำแนกรูปแบบพฤติการณ์ไว้ดังนี้:

  1. กลุ่มผู้มีอิทธิพลและมาเฟียท้องถิ่นที่อยู่เบื้องหลัง

ข้อพิพาทบริเวณหาดและเทือกเขาสูงในภูเก็ต (เช่น กรณีหาดนุ้ย และหาดฟรีดอม) มักเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลที่ยากต่อการเข้าตรวจสอบในอดีต โดยมีลักษณะการทำงานร่วมกัน 3 กลุ่มหลัก:

  • กลุ่มทุนและอดีตข้าราชการนอกแถว: บ่อยครั้งที่มีการใช้เครือข่ายความสัมพันธ์กับอดีตข้าราชการบางกลุ่ม เพื่อทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการจัดหาเอกสารสิทธิ์เก่า เช่น ส.ค.1 ที่อาจมีการ “บิน” (นำเอกสารจากที่อื่นมาสวมสิทธิ์) หรือการขยายพื้นที่ น.ส.3 ก. เกินจากความเป็นจริงเพื่อครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวน
  • กลุ่ม “จิ๊กโก๋ปลายซอย” หรือมาเฟียคุมพื้นที่: ล่าสุด สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ได้ระบุชัดเจนถึงกลุ่มที่เรียกว่า “จิ๊กโก๋ปลายซอย” ซึ่งทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลคอยคุ้มครองพื้นที่ คอยข่มขู่หรือปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชนเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ เช่นในกรณีหาดนุ้ยที่มีการเรียกเก็บค่าหัวนักท่องเที่ยวในการเข้าพื้นที่มาเป็นระยะเวลานาน
  • การใช้ชาวบ้านเป็นโล่: กลุ่มทุนมักจะไม่ยอมออกหน้าเองในตอนแรก แต่จะจ้างวานชาวบ้านหรือแรงงานให้เข้ามาแผ้วถางสร้างสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวก่อน (เช่นกรณีซอยควนโตนที่มีคนงาน 3 คนรับงานสร้างอาคาร) เมื่อถูกจับกุม กลุ่มทุนจะส่งทนายความเข้ามาสู้คดี หรือยื่นอุทธรณ์ยื้อเวลาทางกฎหมาย
  1. กลุ่มทุนต่างชาติกับการจ้าง ‘นอมินี’ ฮุบที่ดินรัฐ

นี่คือ เทรนด์การบุกรุกที่อันตรายที่สุดของภูเก็ตในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ได้มีคำสั่งด่วนให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันปราบปรามอย่างเข้มงวด พฤติการณ์ของทุนต่างชาติมีรูปแบบที่ซับซ้อน:

  • จัดตั้งบริษัทนอมินีบังหน้า: ทุนต่างชาติ (เช่น ทุนรัสเซีย ยุโรปตะวันออก และทุนจีน) จะไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ตามกฎหมาย จึงร่วมมือกับ สำนักงานกฎหมายหรือสำนักงานบัญชีในท้องถิ่น จัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมา โดยให้คนไทยถือหุ้น 51% (บังหน้า) และต่างชาติถือหุ้น 49% แต่มีอำนาจการโหวตและควบคุมบริษัทเบ็ดเสร็จ
  • สร้าง “พูลวิลล่าหรู” บนเขาบุกรุกป่า: จากนั้นบริษัทนอมินีเหล่านี้จะทำการกว้านซื้อที่ดินที่มีปัญหากฎหมาย หรือบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ/อุทยานแห่งชาติ เพื่อก่อสร้างโครงการพูลวิลล่าหรู (Luxury Pool Villa) หรือสถานประกอบการท่องเที่ยว จากนั้นก็นำไปปล่อยเช่าระยะยาวให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยกันเองในราคาสูง หรือขายสิทธิ์ผ่านเครือข่ายใต้ดิน
  • ตัวอย่างการปราบปราม: รัฐบาลได้สั่งปูพรมตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงในภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงกว่า 8,000 แห่ง ซึ่งพบกรณีการสร้างวิลล่าหรูรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนสร้างความเสียหายมูลค่ากว่าพันล้านบาท โดยกลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้มองว่าภูเก็ตเป็น Safe Haven หรือพื้นที่ทำเงินที่คุ้มค่าแก่การเสี่ยงลงทุนผ่านนอมินี

สรุปแนวทางการแก้ไขของรัฐ

ปัจจุบัน คดีบุกรุกที่ดินในภูเก็ตไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียง “คดีป่าไม้” อีกต่อไป แต่ถูกยกยกระดับเป็น “คดีความมั่นคงและมาตรการฟอกเงิน” โดยมีข้าราชการในท้องถิ่นและระดับชาติมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยกลุ่มบุคคลเหล่านี้แสวงหาประโดยชน์โดยที่มีการเมืองระดับชาติหนุนหลัง (ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดย่อมรู้ว่าใครคือมาเฟีย นอกจากไม่ปราบบกลับไปเอื้อประโยชน์เสียเอง) มีการจ้างนอมินี จนกลายเป็นปัญหายืดเยื้อและยากที่จะแก้ไข 

 

Related posts

ปาฏิหาริย์สีเขียวถอดบทเรียน ‘คอสตาริกา’ ฟื้นฟูป่าทะลุ 50% ใน 40 ปี

ร่าง กม.อากาศสะอาดถูกหั่นเละ เพิ่มอำนาจทุนในกรรมการหลายชุด?

ร่าง กม.อากาศสะอาดถูกหั่นเละ เพิ่มอำนาจทุนในกรรมการหลายชุด?