พื้นที่ป่ามีมูลค่ามากกว่าเขื่อน มอง’เขาสิบห้าชั้น’ให้มากกว่าใช้ขังน้ำ?

การแลกป่าสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่อาจไม่คุ้ม แต่ควรมองว่าพื้นที่ป่ากว่าหมื่นไร่จะเก็บนิเวศบริการไว้ให้ประเทศมหาศาล

ไม่ควรมองสั้นว่าการใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี จะคุ้มค่าต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตโลกเดือด แต่ควรมองด้วยสายยาวไกล ว่าพื้นที่ป่า 11,982 ไร่ จะสร้างสามารถนิเวศบริการให้ประเทศได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าการกักเก็บคาร์บอน การรักษาป่าต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาทางเชื่อมสัตว์ป่า การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และต้นทุนจากการสูญเสียพื้นที่หากินของสัตว์ป่า รวมถึงความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่จะตามมาในวันหน้า

การใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 5,791 ไร่ เพื่อก่อสร้าง “โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” จ.จันทบุรี วงเงิน 7,200 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและเกิดการคัดค้านจากประชาชนชาวจันทบุรีมาเป็นระยะ โดยพวกเขาไม่เชื่อว่าการนำ “ป่า” รวมพื้นที่ 11,982 ไร่ ไปแลกกับ “น้ำ” ภายใต้โปรเจกต์นี้ของกรมชลประทานจะมีความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับความสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ

กรมชลประทานให้เหตุผลว่า โครงการเขื่อนดินแห่งนี้มีความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เมื่อสร้างแล้วจะช่วยสนับสนุนพื้นที่ชลประทานประมาณ 87,700 ไร่ และหลังการพิจารณา EHIA ได้ยอมปรับลดพื้นที่โครงการจากเดิมประมาณ 14,600 ไร่ ลงเหลือ 11,982 ไร่

ณ เวลานี้กรมชลประทานยังไม่ลดละที่จะเดินหน้าโครงการ โดยที่ยังไม่ขยับที่จะอธิบายในอีกด้านว่า พื้นที่ป่ากว่า 1 หมื่นไร่ มีมูลค่าคิดเป็นตัวเลขที่เท่าไหร่ และมีมูลค่ามากกว่าปริมาณน้ำ 99.50 ล้าน ลบ.ม.หรือไม่ และในสถานการณ์โลกที่กำลังต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) คุ้มค่าแล้วจริงหรือที่ประเทศไทยจะมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยไม่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูธรรมชาติและความยั่งยืน

อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 73,729 ไร่ และมีลักษณะสำคัญคือเป็นป่าที่ราบต่ำ เชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว

กรมอุทยานฯ ระบุว่า พื้นที่นี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ และทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมของสัตว์ป่า นั่นหมายความว่าคุณค่าของป่าในพื้นที่บริเวณนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนต้นไม้ที่ยืนอยู่ในพื้นที่ 11,982 ไร่เท่านั้น แต่รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบพื้นที่ด้วย

ป่าช่วยรักษาต้นน้ำ ชะลอน้ำและลดการพังทลายของดิน เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และเชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างผืนป่า สิ่งเหล่านี้รวมกันเรียกว่า “บริการจากระบบนิเวศ” (Ecosystem Services) ซึ่งกรมชลประทานไม่เคยนำมากล่าวถึง

เราชวนไปดูประเทศอื่นๆ อย่าง “คอสตาริกา” ประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลาง เคยเผชิญการสูญเสียป่าอย่างหนัก ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางนโยบายและฟื้นฟูพื้นที่ป่ากลับมา ธนาคารโลกระบุว่า ในปัจจุบันคอสตาริกามีพื้นที่ป่าปกคลุมมากกว่าครึ่งประเทศ และพื้นที่คุ้มครองแห่งชาติครอบคลุมประมาณ 26% ของประเทศ โดยคอสตาริกาเปลี่ยน “ป่า” ให้กลายเป็นสินทรัพย์

ตั้งแต่ปี 1997 คอสตาริกา พัฒนาโครงการ Payment for Environmental Services หรือ PES ซึ่งเป็นระบบจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนเจ้าของที่ดินและผู้ดูแลพื้นที่ที่รักษาบริการจากระบบนิเวศ บริการที่เขาให้คุณค่าครอบคลุมทั้ง การดูดซับคาร์บอน การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาทรัพยากรน้ำ และคุณค่าด้านภูมิทัศน์

แนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของพื้นที่ป่าคอสตาริกา และปัจจุบันป่าไม่ได้เป็นเพียงต้นไม้ที่ต้องใช้งบประมาณเพื่อรักษา แต่สามารถสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในปี 2022 คอสตาริกาได้รับเงินงวดแรกจากธนาคารโลก จำนวน 16.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการลดการปล่อยคาร์บอนที่ตรวจสอบแล้ว 3.28 ล้านตันในช่วงปี 2018–2019

ข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้คอสตาริการับเงินได้สูงสุด 60 ล้านดอลลาร์ จากการลดการปล่อยคาร์บอนรวม 12 ล้านตันภายใต้โครงการ REDD+ และในปี 2025 ธนาคารดลกยังรายงานว่า คอสตาริกาได้รับเงินงวดที่สองอีก 17.5 ล้านดอลลาร์ จากผลการลดการปล่อยและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนจากระบบป่าไม้

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยก็คือ เคยตั้งคำถามหรือไม่ว่า เราจะทำให้การรักษาป่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไร? ไม่ใช่ออกมาป่าวประกาศว่า ผู้ที่ส่งเสียงปกป้องผืนป่าขัดขวางการพัฒนา? เพราะไม่มีใครขัดขวางการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดังนั้น เมื่อหันกลับมาดูที่เขาสิบห้าชั้น รัฐต้องตั้งคำถามว่า พื้นที่ป่า 11,982 ไร่ จะสร้างบริการระบบนิเวศให้ประเทศได้เท่าไร หากเก็บรักษาไว้ กักเก็บคาร์บอนได้เท่าไร? น้ำที่ช่วยรักษาระบบต้นน้ำมีมูลค่าเท่าไร? ความหลากหลายทางชีวภาพมีมูลค่าเท่าไร? การรักษาผืนป่าที่เป็นทางเชื่อมสัตว์ป่ามีมูลค่าเท่าไร? การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในอนาคตมีมูลค่าเท่าไร? และต้นทุนจากการสูญเสียพื้นที่หากินของสัตว์ป่า รวมถึงความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่จะตามมาในวันหน้ามีมูลค่าเท่าไร?

ตัวเลขเหล่านี้ควรถูกนำมาอยู่ในสมการเดียวกับงบก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ และควรนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนับทราบคู่กันไปใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ย้ำแต่ตัวเลข 99.5 ล้าน ลบ.ม. จะช่วยอุตสาหกรรมในพื้นที่ ECC เท่าไหร่ จีดีพีโตเท่าไหร่…แค่นั้น

อีกประเทศที่น่าสนใจคือ “ลาว” กฎหมายป่าไม้ของลาวแบ่งพื้นที่ป่าเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการอนุรักษ์และการปกป้องทรัพยากร โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ การป้องกันการพังทลายของดิน และการป้องกันภัยธรรมชาติ แนวคิดนี้น่าสนใจ เพราะเขามองว่า ป่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ คือการรักษาน้ำ ดิน และระบบนิเวศ

ข้อมูลของสหประชาชาติยังแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ป่าของลาวมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แม้แนวโน้มในช่วงหลายทศวรรษจะลดลงก็ตาม

การยกกรณีลาวมากล่าวถึงไม่ได้หมายความว่า “ลาวรักษาป่าได้ดีกว่าไทย” แต่ต้องการสะท้อนว่า ประเทศในภูมิภาคเดียวกับเรายังมองเห็นความสำคัญของป่าในฐานะพื้นที่ปกป้องต้นน้ำและระบบนิเวศ

โครงการวังโตนดมีเหตุผลด้านความมั่นคงน้ำที่ชัดเจน โดยกรมชลประทานระบุว่า หากโครงการแหล่งน้ำทั้งระบบก่อสร้างครบ และมีน้ำส่วนเกินในฤดูฝน อาจมีการผันน้ำเฉลี่ยประมาณ 56–70 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ไปสนับสนุน จ.ระยอง และพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงขาดแคลนน้ำ โดยการจัดสรรน้ำต้องผ่านกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำ และคำนึงถึงความต้องการของประชาชนต้นทางก่อน ที่กรมชลประทานควรให้น้ำหนักมากกว่านั้นก็คือ ประเทศไทยมีวิธีสร้างความมั่นคงด้านน้ำโดยไม่ต้องแลกกับผืนป่าที่มีคุณค่าทางนิเวศหรือไม่?

ดังนั้น ก่อนที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนพื้นที่เขาสิบห้าชั้น 11,982 ไร่ไปอย่างถาวร ควรต้องตอบคำถามอย่างน้อย 5 ข้อ
หนึ่ง — น้ำ 99.5 ล้าน ลบ.ม. มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่าไร?
สอง — ป่า 11,982 ไร่มีมูลค่าบริการระบบนิเวศเท่าไร?
สาม — ถ้ารักษาป่าไว้ ประเทศสามารถสร้างรายได้จากคาร์บอน การท่องเที่ยว และบริการระบบนิเวศได้เท่าไร?
สี่ — ต้นทุนจากการสูญเสียถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าและความขัดแย้งคนกับช้างถูกนำมาคำนวณแล้วหรือยัง?
ห้า — มีทางเลือกสร้างความมั่นคงด้านน้ำที่ให้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน แต่สูญเสียป่าน้อยกว่านี้หรือไม่?

ถ้าเรายังไม่ตั้งคำถามและหาคำตอบให้ชัดเจน ในท้ายที่สุดประเทศไทยอาจมีต้นทุนที่ต้องจ่ายแพงที่สุดจากการเดินหน้าโครงการนี้

อ้างอิง:
กรมชลประทาน — ข้อมูลโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ 11,982 ไร่ และแผนการผันน้ำ 56–70 ล้าน ลบ.ม.
กรมชลประทาน: ข้อเท็จจริงโครงการอ่างวังโตนด
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช — ข้อมูลประชากรช้างป่าภาคตะวันออกและสถานการณ์ช้างออกนอกพื้นที่อนุรักษ์
กรมอุทยานฯ: สถานการณ์ช้างป่าภาคตะวันออก
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร — ข้อมูลพื้นที่อุทยานฯ เขาสิบห้าชั้น ความสำคัญในฐานะพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศ และข้อโต้แย้ง EHIA
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: ข้อมูลโครงการอ่างวังโตนดและ EHIA
World Bank — บทเรียนคอสตาริกาเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า การจ่ายเงินเพื่อบริการระบบนิเวศ และ REDD+
World Bank: Costa Rica’s Forest Conservation Pays Off
World Bank — รายงานโครงการ REDD+ ของคอสตาริกาและบทบาทของ Payment for Environmental Services ต่อการเพิ่มพื้นที่ป่า
World Bank: Costa Rica REDD+ Emission Reductions Program
UN Statistics Division — ข้อมูลตัวชี้วัดพื้นที่ป่าของลาว
UN SDG Country Profile: Lao PDR

เครดิตภาพ: มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

Related posts

60 ปีอนุญาตใช้พื้นที่ป่า 7.3 ล้านไร่ ครม.อนุมัติใช้ประโยช์เพิ่ม 6 ประเภท

ลุ้นสภาผู้แทนฯพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด 2 ก.ย.นี้จะออกประตูไหน

โจทย์หินกม.อากาศสะอาดเมื่อฟ้าสดไร้กระแส คนไม่สนใจปัญหามลพิษ?