คนปราจีนบุรีเคราะห์ซ้ำกรรมซัด น้ำท่วมเริ่มลด-ขยะพิษโผล่กระหน่ำ

เครดิตภาพ: หยุดอีอีซีปกป้องปราจีนบุรี

น้ำท่วมยังไม่ทันคลี่คลาย คนปราจีนบุรีต้องเผชิญวิกฤตซ้ำจากมลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมไหลปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ปลาตายจยกกระชัง ใครจะรับผิดชอบ

น้ำท่วมยังไม่ทันคลี่คลาย คนปราจีนบุรีต้องเผชิญวิกฤตซ้ำ เมื่อสายน้ำที่เคยท่วมบ้านและพื้นที่เกษตร กลับพาคราบน้ำมันและมลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมไหลปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ปลาตายยกกระชัง ความเสียหายหลายสิบล้านบาท ขณะที่คำถามสำคัญยังค้างคา—มลพิษมาจากไหน ใครต้องรับผิดชอบ และรัฐจะสาวถึงผู้ก่อมลพิษได้จริงหรือไม่

ปราจีนบุรีกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เป็นหนึ่งในจังหวัดที่รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักของปีนี้อย่างสาหัส ขณะที่ผู้คนยังไม่ทันฟื้นตัวจากความเสียหายระลอกแรก ปัญหาใหม่ก็ผุดขึ้นมาตามระดับน้ำที่เริ่มลดลง

พื้นที่ได้รับผลกระทบบริเวณโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ

 

ภาพของบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้น้ำ ถนนที่ใช้สัญจรไม่ได้ โรงพยาบาลที่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และพื้นที่เกษตรที่เสียหาย ยังไม่ทันเลือนหายจากความทรงจำของคนในพื้นที่ ก็เกิดภาพคราบมันวาวและสีรุ้งคล้ายน้ำมันลอยอยู่บนผิวน้ำ พร้อมกลิ่นเหม็นจากแม่น้ำที่เริ่มเน่าเสีย ก่อนจะตามมาด้วยปลาตายจำนวนมาก

คำว่า “น้ำลด ตอผุด” จึงอาจไม่เพียงหมายถึงความเสียหายที่ปรากฏหลังน้ำลด แต่ยังสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบต้องเร่งหาคำตอบให้ได้ว่า สิ่งที่ไหลมากับน้ำเป็นเพียงน้ำเสียจากน้ำท่วมขัง หรือมีมลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรมเข้ามาซ้ำเติมด้วยกันแน่

น้ำท่วม 7 อำเภอ เสียหายเกือบ 6 หมื่นครัวเรือน
ก่อนที่วิกฤตมลพิษจะเดินทางมากระหน่ำซ้ำ อุทกภัยครั้งใหญ่ในปราจีนฯ ได้สร้างความเสียหายครอบคลุมพื้นที่แทบทั้งจังหวัด
ข้อมูลที่รายงาน ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ระบุว่า น้ำท่วมกระทบพื้นที่ 7 อำเภอ 65 ตำบล 691 หมู่บ้าน และ 37 ชุมชน รวม 59,727 ครัวเรือน

เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตสะสม 25 คน แบ่งเป็นจมน้ำ 20 คน และไฟฟ้าช็อต 5 คน ขณะที่พื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายกว่า 109,685 ไร่ และสัตว์น้ำกับปศุสัตว์ได้รับผลกระทบรวมกว่า 400,000 ตัว

พื้นที่ประสบภัยครอบคลุมอำเภอกบินทร์บุรี บ้านสร้าง ประจันตคาม นาดี เมืองปราจีนบุรี ศรีมหาโพธิ และศรีมโหสถ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำที่น้ำระบายออกได้ช้า ขณะที่อำเภอบ้านสร้างยังเผชิญข้อจำกัดจากน้ำทะเลหนุน ทำให้ระดับน้ำลดลงช้ากว่าที่ประชาชนต้องการ

ผลกระทบไม่ได้มีเพียงบ้านเรือนและทรัพย์สิน แต่ยังลามไปถึงการดำรงชีวิตและระบบสาธารณสุข โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรต้องปิดรับผู้ป่วยและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นและโรงพยาบาลสนามในช่วงน้ำท่วมหนัก

สำหรับเกษตรกร นอกจากผลผลิตที่สูญหาย ต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว และรายได้ที่หายไปในฤดูกาลนี้ สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงก็คือ เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง ภัยที่ตามมาอาจไม่ได้มีแค่โคลนและขยะที่ต้องเก็บกวาด หากยังรวมถึงมลพิษที่อาจตกค้างในน้ำและพื้นที่เกษตรด้วย

ก่อนน้ำท่วมชาวบ้านกังวลปัญหา “ขยะพิษ” และการขยาย EEC
ปัญหาก่อนหน้านี้ชาวปราจีนบุรีและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาระยะหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ไทยพีบีเอสรายงานการพบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในอำเภอกบินทร์บุรีและศรีมหาโพธิ ทั้งขยะพลาสติกจากสายไฟและเศษวัสดุที่ถูกนำไปปะปนกับดินแจกจ่ายให้ชาวบ้านใช้ถมที่ โดยมีข้อกังวลว่าพื้นที่เหล่านี้อยู่ใกล้ชุมชน พื้นที่เกษตร และแหล่งน้ำสาธารณะ

ต่อมา วันที่ 1 กันยายน 2569 เครือข่ายภาคประชาชนและผู้เกี่ยวข้องยังร่วมสะท้อนปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมคัดค้านการขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้ามายังปราจีนบุรี ด้วยความกังวลว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมจะเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นที่เกษตรและสิ่งแวดล้อม หากการกำกับดูแลยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ

ประเด็นนี้ไม่ใช่การกล่าวโทษว่าอุตสาหกรรมทุกแห่งเป็นต้นเหตุของมลพิษ แต่เป็นคำถามเรื่องความพร้อมของระบบกำกับดูแลว่า รัฐสามารถควบคุมการจัดการกากอุตสาหกรรม ป้องกันการลักลอบทิ้ง และตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงได้จริงแค่ไหน

ยิ่งเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ความเสี่ยงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะน้ำสามารถชะล้างและพัดพาของเสียออกจากพื้นที่กักเก็บหรือพื้นที่จัดการกากอุตสาหกรรมไปยังพื้นที่โดยรอบได้ หากระบบป้องกันไม่สามารถรองรับสถานการณ์น้ำท่วมได้

กรณีปราจีนบุรีจึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า สิ่งที่ภาคประชาชนเตือนมาตลอดจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังหรือไม่ และหลังเกิดผลกระทบแล้ว หน่วยงานรัฐจะสามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษและผู้รับผิดชอบได้ชัดเจนเพียงใด

คราบสีรุ้ง-ปลาตายยกกระชัง-ความเสียหายหลายสิบล้าน
ความผิดปกติเริ่มปรากฏชัดในช่วงวันที่ 9–10 ตุลาคม เมื่อประชาชนพบว่าน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีมีกลิ่นเหม็น มีคราบมันและคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันลอยอยู่บนผิวน้ำ ก่อนจะเกิดเหตุปลาตายจำนวนมากระหว่างวันที่ 10–12 ตุลาคม

รายงานจากพื้นที่ระบุว่า มวลน้ำที่มีลักษณะผิดปกติเคลื่อนผ่านบริเวณอำเภอกบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ และอำเภอเมืองปราจีนบุรี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง มีทั้งปลาทับทิม ปลากระโห้ ปลาลิ้นหมา และกุ้งตายจำนวนมาก

ความเสียหายที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นกับผู้เลี้ยงปลากระชัง ซึ่งลงทุนซื้อพันธุ์ปลาและอาหารมาเลี้ยงจนใกล้ถึงเวลาจับขาย แต่กลับต้องสูญเสียผลผลิตในเวลาอันสั้น

สำนักงานประมงอำเภอศรีมหาโพธิที่รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ระบุว่า ปลาทับทิมตายรวมกว่า 352.78 ตัน หรือ 352,780 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 32.47 ล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกร 24 ราย ใน 4 ตำบล รวม 518 กระชัง โดยตำบลบ้านทามได้รับความเสียหายหนักที่สุด มีปลาเสียหายกว่า 173 ตัน มูลค่ากว่า 16.38 ล้านบาท

ระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นคงไม่หดหู่อะไรสำหรับภาครัฐ แต่สำหรับเกษตรกรนี่คือตัวเลขต้นทุนที่อาจกลายเป็นหนี้ รายได้ที่หายไป และความไม่แน่นอนที่จะกลับมานับหนึ่งใหม่ได้อีกเมื่อใด หากยังไม่แน่ใจว่าสภาพน้ำจะปลอดภัยเพียงพอหรือไม่

กลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังกว่า 50 คนจึงรวมตัวกันยื่นหนังสือถึงจังหวัดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบสารปนเปื้อนอย่างโปร่งใส เร่งเยียวยาความเสียหาย และสร้างความมั่นใจเรื่องการฟื้นฟูระบบนิเวศและความปลอดภัยของน้ำประปา

รัฐพบหลักฐานเชื่อมโยงพื้นที่จัดการกากอุตสาหกรรมแต่ยังต้องรอการพิสูจน์
หลังพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่จัดการกากอุตสาหกรรมของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด

ข้อมูลที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยที่คาดว่าอาจเกิดจากน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนไหลออกจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของบริษัทดังกล่าว

ผลตรวจตัวอย่างน้ำ 3 จุด พบว่าสารมลพิษส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และไม่พบโลหะหนักในระดับที่ก่ออันตรายเฉียบพลันรุนแรงตามการตรวจที่ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม พบค่าน้ำมันและไขมัน (Oil and Grease) เกินมาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน รวมถึงพบสารไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณบ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรมและภายนอกโรงงาน ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับคราบสีรุ้งที่พบในพื้นที่

ผลตรวจนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงภาพคราบน้ำมันที่ประชาชนสังเกตเห็น แต่ยังมีผลวิเคราะห์ที่ชี้ถึงการปนเปื้อนของน้ำมันและสารไฮโดรคาร์บอนในบางจุด ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมและวัตถุดิบของโรงงานได้

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างน้อย 2 เรื่องให้ชัดเจน
เรื่องแรก คือการตรวจพบคราบน้ำมันและค่ามลพิษบางรายการเกินมาตรฐานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญให้หน่วยงานต้องดำเนินการต่อ

เรื่องที่สอง คือการพิสูจน์ว่ามลพิษจากแหล่งใดเป็นสาเหตุโดยตรงของปลาตายทั้งหมด รวมถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศและพื้นที่เกษตรในแต่ละจุด ซึ่งต้องอาศัยผลตรวจที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านคุณภาพน้ำ สารปนเปื้อน ตำแหน่งต้นทาง และช่วงเวลาที่เกิดเหตุ

กรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ได้สั่งให้บริษัทดังกล่าวหยุดประกอบกิจการชั่วคราว ปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรม ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย และจัดทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พร้อมติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันเพื่อจำกัดการแพร่กระจาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีสั่งปิดโรงงาน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด บริษัท จี.เค.ซี. รีไซเคิล จำกัด และบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด โดยยังมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

การสั่งปิดโรงงานเป็นมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่จำเป็น แต่ประชาชนในพื้นที่ต้องการคำตอบมากกว่านั้น นั่นก็คือ ใครเป็นผู้ก่อมลพิษ ของเสียหลุดออกมาได้อย่างไร มีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นหรือไม่ และจะดำเนินคดีพร้อมเรียกค่าเสียหายคืนให้ผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างไร

ไม่ว่าปลาตายเพราะสารเคมีจากโรงงานหรือน้ำขาดออกซิเจน แต่หน่วยงานรัฐต้องมีผลพิสูจน์ที่ชัดเจนและโปร่งใส เพื่อให้การเยียวยาและการฟื้นฟูเดินหน้าไปได้ พร้อมกับการสร้างความไม่มั่นใจให้แก่ประชาชน นั่นคือ

– เปิดเผยผลตรวจอย่างโปร่งใส ทั้งจุดเก็บตัวอย่าง วันที่เก็บ พารามิเตอร์ที่ตรวจ ผลวิเคราะห์ และข้อจำกัดของข้อมูล เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงและควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำ
– สืบหาต้นตอและผู้รับผิดชอบ ตรวจสอบเส้นทางการปนเปื้อน การจัดการกากอุตสาหกรรม และหลักฐานที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับความเสียหาย โดยไม่หยุดอยู่ที่การสั่งปิดโรงงาน
– เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ประเมินความเสียหายของผู้เลี้ยงปลา เกษตรกร และชุมชนอย่างเป็นธรรม พร้อมแยกให้ชัดระหว่างเงินช่วยเหลือฉุกเฉินกับการชดใช้จากผู้ก่อมลพิษเมื่อมีหลักฐานเพียงพอ
– ฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนในพื้นที่เสี่ยง ติดตามผลกระทบต่อระบบนิเวศ และทบทวนมาตรการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่จัดเก็บหรือกำจัดกากอุตสาหกรรม

หลักการสำคัญคือ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” หากการสอบสวนพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของผู้ประกอบการรายใด ผู้ก่อมลพิษควรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมมลพิษ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และชดใช้ความเสียหายตามกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้ชุมชนและงบประมาณภาษีแบกรับต้นทุนแทน

อ้างอิง:
“ปราจีนบุรีน้ำท่วม 7 อำเภอ กระทบกว่า 5.5 หมื่นครัวเรือน นายกฯ ลงพื้นที่”, ThaiPBS
“น้ำท่วมปราจีน ดับแล้ว 25 ศพ จมน้ำ-ไฟชอร์ต ผู้ว่าฯสั่งปิด 4 โรงงานซ้ำเติม ลอบปล่อยน้ำเสีย”, มติชนออนไลน์
“วิกฤตแม่น้ำปราจีนฯ! ม็อบปลากระชังบุกศูนย์ราชการ จี้สอบสารเคมีโรงงาน โอดต้นทุนจม-พังในคืนเดียว” , มติชนออนไลน์
“น้ำท่วม-ปลาตาย ‘ขยะพิษกากสารเคมี’ ไหลบ่าเมืองปราจีน”, ThaiPBS
“กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าแก้น้ำท่วมสีรุ้งปราจีนบุรี ชี้กักคราบน้ำมันวงจำกัดแล้ว…”, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
“‘วราวุธ’ ล้างบางขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม EEC-ปราจีนบุรี”, ThaiPBS
“คัดค้านขยาย EEC สู่ปราจีนบุรีผลกระทบต่อเกษตรกรรม”, ThaiPBS
“น้ำท่วมปราจีนบุรีตอกย้ำความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรม กรีนพีซเรียกร้อง ‘ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย’”, กรีนพีซ ประเทศไทย

Related posts

การประชุม IMF–World Bank ในไทย จุดกระแสต่อต้านทุนผูกขาด?

เด็กมัธยม 6 ‘ธีร์-นนทพรรษ’ จัดให้ ‘ศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วมทั่วประเทศไทย’

กรุงเทพฯ ฝนตกต่อเนื่องร่วม 72 ชั่วโมง รัฐบาลทำอะไร..เอาอยู่?