ปัญหากากพิษอุตสาหกรรมใน ‘ปราจีนบุรี’ กำลังวิกฤต เนื่องจาก ‘ทุนจีน’ ไม่รับผิดชอบการกำจัดมลพิษ และระบบการกำกับและการจัดการของหน่วยงานรัฐอ่อนแอ
“ปราจีนบุรี” กำลังเผชิญปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พบเหตุการณ์ที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างน้อย 27 ครั้ง ล่าสุดพบทั้งกองกาก เศษสายไฟ บ่อน้ำผิดปกติ และรถบรรทุกที่ถูกตรวจยึด โดยที่เส้นทางรถยังเชื่อมโยงไปยังสระแก้วและฉะเชิงเทรา
ขณะเดียวกันยังตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศได้ 238 ตัน แม้จะมีกฎหมายควบคุมและห้ามนำเข้าขยะบางประเภทแล้วก็ตาม คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครเอาขยะมาทิ้ง” แต่คือ ปราจีนบุรีกำลังกลายเป็นพื้นที่รับภาระของเศรษฐกิจขยะทั้งภูมิภาค และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตปราจีนบุรีกำลังจะกลายเป็น “ถังขยะพิษของโลก”
จากการข้อมูลรวบรวมซึ่งถูกเปิดเผยต่อสาธารณะพบว่ามีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี อย่างน้อย 27 เหตุการณ์ จุดทิ้งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่รกร้าง บ่อดินเก่า หรือพื้นที่เกษตรที่ห่างจากชุมชน มีตั้งแต่เศษพลาสติก สายไฟ เศษอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงกากของเหลวและวัสดุที่ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายของเสียอันตรายหรือไม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความมักง่ายของปัจเจกที่แอบทิ้ง “ขยะกองหนึ่ง” แต่สะท้อนระบบจัดการกากอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้ให้ใบอนุญาตตั้งโรงงาน โรงงานที่เดินเครื่องจักร ผู้ขนส่ง ผู้รับกำจัด ไปจนถึงพื้นที่ปลายทางหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
1. ปราจีนบุรีไม่ใช่ EEC แต่แบกรับมลพิษภาคตะวันออก
พื้นที่รอบปราจีนบุรีมีทั้งชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันปราจีนบุรีเองก็มีพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในศรีมหาโพธิและกบินทร์บุรี เมื่อกากอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจึงพยายามลดต้นทุน ด้วยการนำกากไปทิ้งในพื้นที่รกร้าง ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะปราจีนบุรี
ปี 2565 กรมโรงงานอุตสาหกรรมพบการลักลอบทิ้งและฝังกลบกากอุตสาหกรรมใน จ.ระยอง กว่า 80,000 ตัน ส่วนในฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่เคยพบพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ใน อ.แปลงยาว ที่มีกากอุตสาหกรรมถูกนำมาทิ้งและฝังอย่างผิดกฎหมาย จึงมีความเป็นไปได้ว่าปราจีนบุรีไม่ได้รับกากจากโรงงานในจังหวัดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ เส้นทางขนย้ายกากข้ามจังหวัด
2. การลักลอบทิ้งเกิดขึ้นซ้ำซาก
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นวันที่ 23 ก.ค. 2568 ที่ ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี พบรถบรรทุกพร้อมพ่วง 4 คัน บรรทุกเศษพลาสติกบดย่อยและสายไฟบดย่อย เตรียมเทลงพื้นที่ ในบริเวณเดียวกันยังพบกากที่ถูกถมไว้แล้วประมาณ 2 ไร่ 1 งาน สูงราว 6 เมตร เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างส่งตรวจและดำเนินการตามกฎหมาย
ก่อนหน้านั้น ในปี 2566 ชาวบ้านศรีมหาโพธิร้องเรียนกรณีนำยิปซัมสังเคราะห์หรือแคลเซียมซัลเฟตมากองในพื้นที่ชุมชน กรมโรงงานฯ เข้าตรวจสอบและสั่งให้จัดการกากอย่างถูกต้อง โดยภายหลังมีการเก็บตัวอย่างดินและน้ำตรวจสอบเพิ่มเติม กรณีเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และหลายเหตุการณ์เริ่มต้นจากการร้องเรียนของประชาชนก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ (หน่วยงานรัฐมักมองไม่เห็นปัญหาก่อน)
3. มลพิษรั่วไหลลงสู่ใต้ดินและแหล่งน้ำ
คดีที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาชัดเจนที่สุดคือบริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ในศรีมหาโพธิ โดยเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2567 กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาต หลังพบการจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง แต่การตรวจติดตามภายหลังยังพบการฝ่าฝืนคำสั่งปิด และพบกากอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
ในการตรวจเดือน ธ.ค. 2567 เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่าง ดิน น้ำ และกากของเสีย พบการปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น ตะกั่วและโครเมียม ต่อมาเดือน ก.พ. 2568 กรมโรงงานฯ ตรวจพบการลักลอบประกอบกิจการอีกครั้ง พร้อมดำเนินมาตรการยึดอายัดของกลางและประสานตัดไฟฟ้า ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่ามีปัญหาสองด้านพร้อมกัน คือ การลักลอบจัดการกากของโรงงาน และข้อจำกัดในการบังคับใช้คำสั่งของรัฐ
4. เส้นทางกากพิษมีความเชื่อมโยงหลายจังหวัด
เหตุการณ์ล่าสุดในกบินทร์บุรี พบผงสีดำและเทา เศษเปลือกสายไฟ บิ๊กแบ็ก กองกากหลายจุด และบ่อน้ำที่มีลักษณะผิดปกติในพื้นที่วังท่าช้าง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดรถพ่วง 3 คันที่ลักลอบเทเศษขยะ
จากการตรวจสอบ GPS พบรถที่เกี่ยวข้องเดินทางเข้าออกพื้นที่ใน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว และมีเส้นทางเข้าออกโรงงานประเภท 106 ใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา อย่างไรก็ตาม GPS ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากากมาจากโรงงานใด การพิสูจน์ต้องอาศัยเอกสารกำกับการขนส่ง ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ และพยานหลักฐานอื่นประกอบ
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบเส้นทางตั้งแต่แหล่งมลพิษ (โรงงาน) → ผู้ขนส่ง → ผู้รับกำจัด → จุดทิ้งจริง หากจับโรงงานผู้ก่อมลพิษไม่ได้ปัญหาก็มีโอกาสเกิดซ้ำซาก หรืออาจกล่าวได้ว่ามีการ “ตัดตอน” ปัญหาให้จบแค่การดำเนินคดีกับผู้ขนส่ง
จังหวัดข้างเคียงสะท้อนปัญหาเดียวกัน เช่น เดือน ก.พ. 2568 ที่ จ.ชลบุรี พบของเสียอุตสาหกรรมชนิดของเหลวประมาณ 30–50 ลูกบาศก์เมตร ถูกเทในพื้นที่เกษตร อ.บ้านบึง ดังนั้นจากสถานการณ์การลักลอบการทิ้งกากพิษอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกจึงมีความเชื่อมโยงกันระหว่างฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และปราจีนบุรี
5. กฎหมายที่มีไล่ตามไม่ทันเศรษฐกิจขยะ
กฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมโรงงานและวัตถุอันตรายของไทยมีรากฐานมาตั้งแต่ปี 2535 ได้แก่ พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แม้จะมีการแก้ไขหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี 2562 แต่รูปแบบของเสียในปัจจุบันซับซ้อนกว่าสามทศวรรษก่อน ทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติกผสม แบตเตอรี่ เศษโลหะ และกากจากกระบวนการรีไซเคิล
กรมโรงงานฯ เองระบุในปี 2567 ว่าบางมาตราของกฎหมายโรงงานไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือมีอำนาจบังคับใช้ไม่เพียงพอ จึงมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงกฎหมาย ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมายเอาผิด แต่อยู่ที่ว่า กฎหมายหลายฉบับที่มีไม่ควบคุมกากพิษอุตสาหกรรมที่เคลื่อนย้ายผ่านผู้ประกอบการหลายทอดได้จริงๆ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐล้มเหลวก็ว่าได้
ไทยกำลังเป็น “ถังขยะโลก” ใช่หรือไม่?
หลักฐานเรื่องขยะจากต่างประเทศต้องแยกออกจากปัญหาปราจีนบุรี ในปี 2568 กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับกรมศุลกากรตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ ประมาณ 238 ตัน หลังสำแดงเป็นเศษโลหะ แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเป็น e-waste ซึ่งเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล
กรณีนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าขยะดังกล่าวถูกส่งมาปราจีนบุรี แต่พิสูจน์ว่า ความพยายามนำของเสียจากต่างประเทศเข้าสู่ไทยยังเกิดขึ้น แม้จะมีกฎหมายควบคุมสำหรับเศษพลาสติก ไทยเคยอนุญาตการนำเข้าภายใต้เงื่อนไข ก่อนทยอยลดและกำหนดให้ ห้ามนำเข้าเศษพลาสติกตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569
ดังนั้นคำว่า “ถังขยะโลก” ไม่ได้หมายความว่า “ขยะจากทั่วโลกถูกส่งมาปราจีนบุรี” แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ในขณะนี้คือ ไทยยังเป็นเป้าหมายของความพยายามนำเข้าของเสีย และปราจีนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
มลพิษในปราจีนบุรีอันตรายแค่ไหน?
รายงานคุณภาพน้ำของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมระบุว่า แม่น้ำปราจีนบุรีและคลองสาขาบางจุดมีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับเสื่อมโทรม โดยมีปัญหาค่าออกซิเจนละลายน้ำ ความต้องการออกซิเจน และแบคทีเรียบางประเภท ส่วนความเสี่ยงจากสารเคมีอุตสาหกรรมต้องดูเป็นรายพื้นที่ โดยกรณี T&T เป็นหลักฐานว่ามีจุดที่ตรวจพบ ตะกั่วและโครเมียมในดิน น้ำ และกากของเสีย
ดังนั้น ปราจีนบุรีจึงเป็นจังหวัดที่มีปัญหาคุณภาพน้ำและมีบางพื้นที่ที่พบหลักฐานการปนเปื้อนสารอันตรายต่อสุขภาพ
ใครคือต้นตอมลพิษในภาคตะวันออกของไทย
มีหลักฐานชัดว่า “ทุนจีน” เกี่ยวข้องกับโรงงานรีไซเคิลที่เป็นปัญหาในปราจีนบุรี กรณีที่มีหลักฐานตรงที่สุดคือกลุ่มโรงงานใน ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งประกอบด้วยโรงงานอย่างน้อย 3 จุด ได้แก่ ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017, โรงงานที แอนด์ ที 2 และบริษัทหัวไท่เซิงเหอ/หัวไท้ เชิงเหอ โดยกรมโรงงานฯ ระบุว่ากลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการคัดแยกและบดย่อยขยะอิเล็กทรอนิกส์ สกัดโลหะ และกิจกรรมรีไซเคิลหลายประเภท
เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2567 เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมโรงงานฯ เข้าตรวจโรงงานกลุ่มดังกล่าว และจับกุม นายจาง โก่วตุ้ง สัญชาติจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นวิศวกรควบคุมและผู้ดูแลสถานที่ พร้อมตรวจยึดของเสียอันตรายประมาณ 41.5 ตัน ซึ่งมีองค์ประกอบของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู ปรอท ฯลฯ
กรมโรงงานฯ ยังพบว่ากลุ่มโรงงานยังดำเนินกิจการแม้ถูกสั่งปิด และพบการปนเปื้อนโลหะหนักในดิน น้ำ และกากของเสีย โดยระบุถึง ตะกั่วและโครเมียม อย่างชัดเจน
ต่อมาในเดือน ม.ค. 2568 ยังพบเส้นทางขยะอิเล็กทรอนิกส์จาก บริษัทหัวไท้ เชิงเหอ จ.ปราจีนบุรี ไปยังบริษัท ซี เอช เอช รีไซเคิล จ.สมุทรสาคร ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ขยายผลและพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ล็อตใหม่กว่า 1,200 ตัน
Thai PBS รายงานในเดือน ธ.ค. 2567 ว่ามีโรงงานรีไซเคิลทุนจีน 2 แห่งในปราจีนบุรีที่ถูกตรวจสอบ โดยหนึ่งแห่งถูกสั่งปิดแต่ยังพบการลักลอบประกอบกิจการต่อ แต่จากการขยายผลของกรมโรงงานฯ และ DSI ทำให้ภาพกว้างขึ้นเป็น กลุ่มโรงงานอย่างน้อย 3 แห่งในพื้นที่เดียวกัน และมีโรงงานเครือข่ายในจังหวัดอื่น
อีกกรณีหนึ่งคือในปี 2568 กระทรวงอุตสาหกรรมตรวจพบ บริษัทเซ็ตเมทอลฯ เช่าพื้นที่ของบริษัทไทย แล้วให้ ชาวจีน 2 บริษัทเช่าช่วง เพื่อประกอบกิจการคัดแยกเศษโลหะ อุปกรณ์ไฟฟ้า หม้อแปลง สายไฟ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ รวมกว่า 8,000 ตัน ในปราจีนบุรี โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าวัตถุดิบบางส่วนเข้าข่ายวัตถุอันตราย และส่งเรื่องให้ DSI พิจารณาเป็นคดีพิเศษ
ที่มีข้อมูลชัดเจนก็คือ ปราจีนบุรีมีโรงงานรีไซเคิลจำนวนมาก โดยข้อมูลที่เครือข่ายภาคประชาชนรวบรวมจากกรมโรงงานฯ และนำเสนอโดย The Active ในปี 2568 ระบุว่า ในปราจีนบุรีมีใบอนุญาตโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรม 222 ใบอนุญาต
ในจำนวนนี้แบ่งเป็นโรงงานประเภท 105 คัดแยก/ฝังกลบของเสียไม่อันตราย 82 ใบอนุญาต โรงงานประเภท 106 รีไซเคิลของเสียอันตราย 68 ใบอนุญาต
BOI คือต้นเหตุการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่
สาเหตุที่จังหวัดหนึ่งมีโรงงานประเภท 105 และ 106 จำนวนมาก และระบบใบอนุญาตสามารถรองรับธุรกิจรีไซเคิลจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่มีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิล โดยกิจการ “Recycling and reuse of unwanted materials” อยู่ในบัญชีกิจการที่สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้
อย่างไรก็ดี BOI กำหนดเงื่อนไขสำคัญ เช่น วัสดุที่นำมารีไซเคิลในโครงการต้องมาจาก แหล่งภายในประเทศ ต้องใช้กระบวนการคัดแยกหรือแปรรูปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และต้องตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม
ขณะเดียวกันกิจการ คัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และบำบัดหรือกำจัดของเสียก็อยู่ในบัญชี BOI เช่นกัน โดยกิจการบำบัดหรือกำจัดของเสียได้รับสิทธิประโยชน์ระดับ A2 เมื่อดูต้นทางอาจสรุปได้ว่า BOI ส่งเสริมการลงทุน, กรมโรงงานฯ อนุญาต/กำกับโรงงานและกากอุตสาหกรรม, กรมควบคุมมลพิษ กำกับด้านมลพิษ,
กรมศุลกากร ควบคุมการนำเข้า-ส่งออก, DSI/ตำรวจ สืบสวนและดำเนินคดีในกรณีที่เข้าข่ายความผิด
BOI ส่งเสริมการลงทุนมากว่า 10 ปีแล้ว โดยข้อมูล BOI ในปี 2558 ระบุว่า ณ สิ้นปี 2558 มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในกิจการนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ 37 โครงการ แบ่งเป็น recycling 26 โครงการ, recovery 5 โครงการ, sorting 4 โครงการ และ reuse 2 โครงการ โดยกลุ่มทุนมีทั้งจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ รวมถึงทุนไทยร่วมกับต่างชาติ
ในปี 2568 BOI ระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการยื่นขอรับส่งเสริมสูงที่สุดอันดับ 3 ด้วย 982 โครงการ มูลค่า 172,114 ล้านบาท รองจากสิงคโปร์และฮ่องกง ขณะที่ญี่ปุ่นมี 311 โครงการ และไต้หวัน 142 โครงการ
ดังนั้น คำถามก็คือว่า “BOI” คือหน่วยงานเปิดประตูให้ไทยเป็นถังขยะโลกหรือไม่?” หลักฐานที่มีบอกได้ว่า เงื่อนไข BOI ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการนำขยะต่างประเทศเข้ามารีไซเคิลโดยตรง และในกิจการรีไซเคิลที่อยู่ในบัญชีส่งเสริม มีเงื่อนไขเรื่องแหล่งกำเนิดวัสดุภายในประเทศ
ปัญหาอยู่ที่ระบบอื่นที่นอกเหนือจาก BOI เช่น การนำเข้าเศษวัสดุ การสำแดงสินค้า การใช้ใบอนุญาตโรงงาน การเช่าพื้นที่หรือใบอนุญาต และการตรวจสอบปลายทางของกาก โดยในปี 2568 กระทรวงอุตสาหกรรมได้พูดถึงการทบทวนใบอนุญาตโรงงานรีไซเคิลโดยตรง หลังพบกรณีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับทุนจีนในปราจีนบุรีและพื้นที่อื่นๆ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพชุมชน
นอกจากนี้ ในปี 2568 มีข้อร้องเรียนใหม่จากภาคประชาชนว่ามีการขอจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 6 โรงงาน ในพื้นที่ ต.กรอกสมบูรณ์ โดยไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าเป็นของทุนจีนทั้งหมด
เปรียบเทียบจำนวนโรงงานและระดับความรุนแรง
ถ้าวัด “แรงกดดันจากอุตสาหกรรมโดยรวม” → ชลบุรีอันดับ 1
ถ้าวัด “ความรุนแรงและความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมหนัก/สารเคมี” → ระยองอันดับ 1
ฉะเชิงเทราอยู่ระดับสูงทั้งด้านจำนวนโรงงานและการจัดการกาก
ปราจีนบุรีมีขนาดอุตสาหกรรมน้อยกว่า แต่ “ความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิล” สูงผิดสัดส่วน
หากวัดจากตัวเลข “ใบอนุญาตโรงงาน” ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรม พบว่า ชลบุรี 803 ระยอง 530 ฉะเชิงเทรา 406 และปราจีนบุรี 222 รวม 4 จังหวัด = 1,961 ใบอนุญาต
ดังนั้น ชลบุรีมีประมาณ 41% ของใบอนุญาตทั้งหมดใน 4 จังหวัดนี้ ขณะที่ปราจีนบุรีมีประมาณ 11% และถ้ามองเฉพาะฐานอุตสาหกรรมของ EEC ความแตกต่างก็ยิ่งชัด โดยข้อมูลปี 2565 ระบุว่า ชลบุรีมีโรงงานประมาณ 5,181 แห่ง ระยอง 3,001 แห่ง ฉะเชิงเทรา 2,000 แห่ง รวม 3 จังหวัดกว่า 10,000 โรงงาน โดยระยองมีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุดประมาณ 1.55 ล้านล้านบาท ขณะที่ชลบุรีมีประมาณ 883,000 ล้านบาท และฉะเชิงเทราประมาณ 337,000 ล้านบาท
ดังนั้น “ชลบุรี” จึงเป็นจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมมากที่สุดและสร้างแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมอุตสาหกรรมมากที่สุดในเชิงปริมาณ
ถ้าวัด “ความรุนแรงของมลพิษ” ระยองน่ากังวลที่สุด ระยองมีจำนวนโรงงานน้อยกว่าชลบุรี แต่มี อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ โรงกลั่น และอุตสาหกรรมหนัก กระจุกตัว โดยเฉพาะพื้นที่มาบตาพุด จึงเป็นจังหวัดที่ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ “กากอุตสาหกรรม” แต่รวมถึงสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) เบนซีน สารเคมีอันตราย มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย กากอุตสาหกรรม และอุบัติภัยสารเคมี
กรณีเกิดเหตุไฟไหม้ที่โรงงาน วิน โพรเสส ที่บ้านค่าย สะท้อนว่าพื้นที่เก็บกากอุตสาหกรรมจำนวนมาก สามารถกลายเป็นจุดแพร่กระจายสารเคมีเมื่อเกิดไฟไหม้ ดังนั้นถ้าใช้คำว่า “อันตราย” หมายถึงศักยภาพของสารมลพิษและอุตสาหกรรมหนัก ถือว่า “ระยอง” มาเป็นอันดับ 1
มีหลักฐานที่รุนแรงมากในปี 2565 เมื่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบกากอุตสาหกรรมถูกลักลอบทิ้งและฝังกลบในระยอง มากกว่า 80,000 ตัน และสั่งหยุดการขนย้ายทันที ซึ่งระยองไม่ได้มีเพียงปัญหามลพิษจากโรงงานที่ได้รับอนุญาต แต่ยังมีปัญหาการจัดการกากนอกระบบ
ดังนั้น ระยองจึงมีทั้งอุตสาหกรรมหนัก + สารเคมี + กากจำนวนมาก + อุบัติภัย + การลักลอบทิ้ง ครบวงจร
ด้าน ฉะเชิงเทรา ปัญหาอยู่ตรงกลางระหว่าง “โรงงาน” กับ “พื้นที่เกษตร” ฉะเชิงเทรามีโรงงานเกี่ยวข้องกับการจัดการกากฯ 406 ใบอนุญาต มากเป็นอันดับ 3 ใน 4 จังหวัดนี้ แต่จุดที่ทำให้ฉะเชิงเทราน่ากังวลคือ โรงงานอุตสาหกรรมกระจายตัวเข้าใกล้พื้นที่เกษตรและชุมชน
ตัวอย่างชัดเจนคือกรณีที่กรมโรงงานฯ เข้าตรวจพื้นที่ในฉะเชิงเทรา พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ และพบว่ามีการประกอบกิจการมานานเกือบ 10 ปีโดยไม่มีใบอนุญาต
กรมอนามัยเคยระบุว่า พื้นที่ EEC ซึ่งประกอบด้วยฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีปัญหามลพิษทางอากาศหลายชนิด รวมถึง PM10, PM2.5, โอโซน และ VOCs ขณะที่คุณภาพน้ำผิวดินในชลบุรีและฉะเชิงเทราถูกประเมินว่าเสื่อมโทรม
ทำไม “ปราจีนบุรี” ถึงน่ากลัว แม้โรงงานน้อยกว่า?
ปราจีนบุรีมีใบอนุญาตโรงงานเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม 222 ใบ ซึ่งน้อยกว่าชลบุรีถึง 3.6 เท่า และน้อยกว่าระยอง 2.4 เท่า แต่ถ้าเจาะเข้าไปเฉพาะกลุ่มโรงงาน 105 และ 106 กลับพบการกระจุกตัวอย่างน่าสนใจ
ข้อมูลที่มูลนิธิบูรณะนิเวศรวบรวมในเดือน ต.ค. 2567 ระบุว่า ปราจีนบุรีมีโรงงานประเภท 105 = 77 ใบอนุญาต โรงงานประเภท 106 = 61 ใบอนุญาต รวม 138 ใบอนุญาต จาก 105/106 เพียงสองประเภท
ประเภท 105 คือกิจการคัดแยก/ฝังกลบของเสียที่ไม่อันตราย ขณะที่ประเภท 106 ครอบคลุมกิจการรีไซเคิลและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลายรูปแบบ โดยโรงงานในปราจีนบุรีกระจุกตัวมากในศรีมหาโพธิ และกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่เกิดปัญหาการลักลอบทิ้งกากหลายครั้ง ปราจีนบุรีจึงมี “ความเสี่ยงต่อหน่วยพื้นที่” สูง
กล่าวโดยสรุป “ปราจีนบุรี” อาจไม่ใช่จังหวัดที่มีมลพิษอุตสาหกรรมมากที่สุดในภาคตะวันออก แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจาก ‘กากอุตสาหกรรม’ สูงที่สุด เมื่อเทียบกับขนาดของฐานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการกระจุกตัวของโรงงานประเภท 105 และ 106 การรีไซเคิล และเหตุลักลอบทิ้งกากที่เกิดซ้ำ
หากมองในภาพใหญ่ ระยองคือ “ต้นทางของอุตสาหกรรมหนัก” ชลบุรีคือ “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ฉะเชิงเทราคือ “พื้นที่รอยต่ออุตสาหกรรมกับเกษตร” ส่วนปราจีนบุรีกำลังกลายเป็น “ปลายทางของกากและการรีไซเคิล”
หากจะสรุปในแง่ประเทศที่เข้ามาลงทุนพบว่า จากดำเนินคดีในหลายคดีชี้ว่า “ทุนจีน” เข้ามามีบทบาทในธุรกิจรีไซเคิลและจัดการของเสียในปราจีนบุรี และบางโรงงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการจีนถูกตรวจพบการประกอบกิจการผิดกฎหมายและครอบครองของเสียอันตราย ขณะที่พื้นที่เดียวกันยังมีโรงงานประเภท 105 และ 106 จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหามลพิษทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้มีต้นเหตุจาก ‘ทุนจีน’ สาเหตุเดียว แต่มาจากระบบการอนุญาต การกำกับ และการติดตามกากอุตสาหกรรมทั้งระบบของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
รัฐกำลังทำอะไร? ตั้งแต่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด กรมควบคุมมลพิษ ตำรวจ กรมศุลกากร ไปจนถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI มีบทบาทในการแก้ปัญหาการลักลอบปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ในหลายคดีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสั่งหยุดกิจการ เก็บตัวอย่าง ยึดอายัดของกลาง และดำเนินคดี
ปัญหาไม่ใช่จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินคดีได้มากขึ้นหลังมีการทิ้งสารพิษ แต่หน่วยงานรัฐจะใช้ระบบใดในการติดตามแหล่งมลพิษต้นทางจนไปถึงปลายทาง
นั่นก็คือโรงงานไหนสร้างมลพิาเกินมาตรฐานและเป็นผู้ปล่อย, ใครเป็นผู้ขนส่ง, ปลายทางคือที่ใด, กำจัดด้วยวิธีใด และเมื่อกำจัดแล้วเหลือของเสียเท่าไร คำตอบในวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีคำอธิบายเหล่านี้ที่ชัดเจนนัก จึงมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตที่ “ปราจีนบุรี” จะกลายเป็นแหล่งรองรับกากพิษอุตสาหกรรมของภูมิภาคตะวันออก และอาจจะกลายเป็น “ถังขยะโลก” ในสักวัน
อ้างอิง:
• กรณีการจัดการกากแคลเซียมซัลเฟต/ยิปซัมสังเคราะห์ในศรีมหาโพธิ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• คำสั่งปิดและเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• ผลตรวจดิน น้ำ และกากของเสีย กรณี T&T, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• การตรวจสอบ T&T และการดำเนินคดีเพิ่มเติม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• เหตุลักลอบทิ้งกากใน ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี
• การตรวจสอบเส้นทางกากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา, Thai PBS
• กรณีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• กรณีลักลอบทิ้งกากใน อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• กรณีลักลอบทิ้งของเสียเหลวใน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• การตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ 238 ตัน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และฉบับแก้ไข, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และฉบับแก้ไข, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• การปรับปรุงกฎหมายโรงงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม
• มาตรการลดและห้ามนำเข้าเศษพลาสติก, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ
• ฐานข้อมูลเหตุลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก, EPIGRAM
• รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก ปี 2567 — สคพ.13
เครดิตภาพ: เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ